โรคอารมณ์แปรปรวนหลังคลอด

Postpartum Mood Disorders: Diagnosis and Treatment Guidelines

Ruta Nonacs, M.D., Ph.D., and Lee S. Cohen, M.D. Journal of Clinical Psychiatry 1998; 59 (suppl 2)

ผศ.นพ. สเปญ อุ่นอนงค์

ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รามาธิบดี

โรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders) เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงหลังคลอดโดยที่มีตั้งแต่อาการค่อนข้างน้อยไปจนอาการรุนแรง คลุ้มคลั่ง จะฆ่าตัวตาย แม้ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นบ่อยแต่ผู้ป่วยมักไม่ได้รับการวินิจฉัยและไม่ได้รับการรักษาทำให้ผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดต้องทนทรมาณโดยไม่จำเป็น และบางครั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่นปัญหาระหว่างคู่สมรส การดูแลทารก หรือแม้กระทั่งการฆ่าทารกหรือฆ่าตัวตายได้

โรคอารมณ์แปรปรวนหลังคลอดโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ

ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum blues)

โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum depression)

โรคจิตหลังคลอด (Postpartum psychosis)

ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum blues) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดคือประมาณ 30-75% ของสตรีหลังคลอด แต่ก็โชคดีที่อาการของภาวะนี้ไม่รุนแรงและหายได้เองและการเกิดอาการแบบนี้ก็ไม่ได้แสดงว่าผู้ป่วยเป็นคนเจ้าปัญหาหรือมีปมขัดแย้งอะไรในใจ ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย (mood lability) หงุดหงิดขี้รำคาญ (irritability) ร้องไห้ง่าย (tearfulness) มีความวิตกกังวลไปหมดทุกเรื่อง (generalized anxiety) กินไม่ได้นอนไม่หลับหรือกินมากนอนมากผิดปกติ (appetite and sleep disturbance) อาการมักเริ่มเกิดในช่วงหลังคลอดไม่กี่วัน มีอาการมากที่สุดประมาณวันที่ 4-5 และมักหายภายในวันที่ 10 ในรายที่มีอาการอยู่นานจนเกิน 2 สัปดาห์หลังคลอดแล้วก็ยังไม่หายควรได้รับการตรวจเพราะอาจเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งมีอาการรุนแรงกว่าและต้องการการรักษาที่จำเพาะเจาะจง

โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum depression) เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยคือประมาณ 10-15% ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการในช่วงเดือนแรกหลังคลอดแต่ก็มีบางรายที่เริ่มเป็นตั้งแต่ยังไม่คลอด อาการต่างๆจะเหมือนโรคซึมเศร้าทั่วไปคือ มีอารมณ์ซึมเศร้า (depressed mood) เบื่อหน่ายไปหมด (anhedonia) หมดเรี่ยวแรง (low energy) รำพึงว่าตนทำอะไรผิดหรือทำบาปกรรมไว้ (guilty rumination) หลายๆรายมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย และบางรายมีความวิตกกังวล (anxiety) และอาการย้ำคิดย้ำทำ (obsessionality) ด้วย ลักษณะสำคัญที่ต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอดคืออาการรุนแรงจนรบกวนความเป็นอยู่และการเลี้ยงดูทารก อาการเป็นอยู่นานเกิน 2 สัปดาห์ และ/หรือมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

โรคจิตหลังคลอด (Postpartum psychosis) เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยคือประมาณ 0.1-0.2% แต่อาการมักรุนแรงโดยมักเริ่มเกิดอาการใน 48-72 ชั่วโมงหลังคลอด มีน้อยรายมากที่ไปเริ่มเกิดอาการหลัง 2 สัปดาห์แรกไปแล้ว อาการเริ่มแรกคือผุดลุกผุดนั่ง (restlessness) หงุดหงิดขี้รำคาญ (irritability) นอนไม่หลับ หลังจากนั้นอาการต่างๆจะเกิดขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์ซึมเศร้าหรืออารมณ์ดีผิดปกติก็ได้ อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงเร็ว มีพฤติกรรมวุ่นวาย (disorganized behaviour) มีความคิดและความหลงเชื่อผิดๆ (delusion) หรือประสาทหลอน (hallucination) บางรายอาจมีอาการสับสน (confusion) ด้วย

ความที่โรคในกลุ่มนี้พบได้ค่อยข้างบ่อยผู้เขียนจึงแนะนำให้ถามหาอาการต่างๆดังกล่าวในผู้ป่วยที่มารับการตรวจหลังคลอดทุกรายโดยเน้นในรายที่เคยมีประวัติโรคอารมณ์แปรปรวน (mood disorders) มาก่อนไม่ว่าจะเคยเป็นในช่วงหลังคลอดหรือในภาวะปกติ นอกจากนั้นในรายที่มีความเครียดสูงเช่นมีปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรฐกิจ ตกงาน ก็เป็นผู้ที่อยู่ในข่ายที่มีโอกาสเกิดโรคอารมณ์แปรปรวนหลังคลอดได้ง่ายขึ้น

สำหรับในเรื่องของการรักษานั้นขึ้นกับความรุนแรงของโรค ในรายที่เป็นภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอดอาการมักไม่ค่อยรุนแรงและมักหายได้เอง การรักษาก็เป็นเพียงการให้กำลังใจ การให้ความมั่นใจว่านี่ไม่ใช่โรคร้ายแรงและจะหายได้เอง แต่ถ้าอาการไม่หายภายใน 2 สัปดาห์หลังคลอดให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าเป็นโรคอื่นหรือไม่

ในรายที่เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดผู้เขียนแนะนำให้ทำการรักษาเหมือนโรคซึมเศร้าทั่วๆไปโดยใช้ยาแก้ซึมเศร้าในขนาดที่เพียงพอ (เช่น fluoxetine 20-40 mg/day, amitriptyline 50-250 mg/day) และให้ต่อเนื่องไปนานประมาณ 6 เดือน ในระหว่างให้ยาผู้ป่วยสามารถให้นมบุตรได้แม้ว่าร่างกายจะขับยาแก้ซึมเศร้าออกมาทางน้ำนมก็ตามเพราะได้มีการศึกษาแล้วว่าไม่มีอันตรายร้ายแรงกับทารกแรกเกิด

ในรายที่มีความคิดจะฆ่าตัวตายอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และในที่ๆมีเครื่องรักษาด้วยไฟฟ้า (electroconvulsive therapy, ECT) การรักษาด้วยไฟฟ้าจะได้ผลดีและรวดเร็วกว่าการใช้ยาเพราะยาแก้ซึมเศร้าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์จึงจะออกฤทธิ์

รายที่เป็นโรคจิตหลังคลอดมักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยายาลและจัดเป็นภาวะฉุกเฉินอย่างหนึ่ง ยาที่ใช้คือยาแก้โรคจิต (antipsychotic drugs, เช่น haloperidol 4-20mg/day) บางครั้งอาจให้ยาควบคุมอารมณ์เช่น ลิเที่ยม (lithium carbonate) หรือ คาร์บามาซีพีน (carbamazepine) ร่วมด้วย การใช้ ECT ก็มีประโยชน์ในกรณีนี้เช่นกัน ในกรณีที่ให้ยาลิเที่ยมแก่ผู้ป่วยควรงดการให้นมบุตรเพราะปริมาณลิเที่ยมที่ถูกขับออกมาทางน้ำนมมีความเข้มข้นค่อนข้างสูงไม่ปลอดภัยกับทารก