การใช้ยาจิตเวชในสตรีที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ผศ.นพ. สเปญ อุ่นอนงค์

ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รามาธิบดี

ในการใช้ยาเพื่อรักษาโรคทางจิตเวชในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรแพทย์ต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสียจากการใช้ยาและจากการปล่อยโรคทางจิตเวชนั้นไว้โดยไม่รักษา โดยทั่วไปควรเลือกใช้ยาที่ผู้ป่วยเคยใช้แล้วได้ผลดีมาก่อนหรือเลือกใช้ยาที่มีผลข้างเคียงน้อยและไม่ต้องให้ยาอีกตัวหนึ่งเพื่อแก้ผลข้างเคียงนั้นและใช้ยาในขนาดน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น

ยาแก้ซึมเศร้าที่ออกฤทธิ์กับซีโรโตนิน(SRI) กับการตั้งครรภ์

ยาที่มีข้อมูลมากที่สุดคือ fluoxetine ซึ่งเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติด้วย พบว่าอัตราการเกิดความผิดปกติในทารก, การแท้ง, การตายคลอด, และการคลอดก่อนกำหนดไม่สูงกว่าประชากรทั่วไป ยาอื่นในกลุ่มนี้ได้แก่ fluvoxamine, paroxetine, และ sertraline ข้อมูลที่มีก็บ่งว่ามีความปลอดภัยแบบเดียวกัน

ยาแก้ซึมเศร้าที่ออกฤทธิ์กับซีโรโตนิน(SRI) กับการให้นมบุตร

ยา fluoxetine ออกมากับน้ำนมและเกิดการสะสมในตัวทารกได้และมีรายงานว่าอาจทำเป็นสาเหตุให้ทารกเกิดอาการปวดท้อง (colic) เพียงรายเดียว ยา clomipramine และ sertraline ไม่เกิดการสะสมยาในร่างกายของทารกและไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียง ในแง่ของพัฒนาการของเด็กมีข้อมูลเกี่ยวกัยยา fluoxetine ว่าไม่เกิดปัญหา

ยาจิตเวชอื่นๆกับการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร

ยาแก้โรคซึมเศร้า(antidepressant drugs)

การให้ยาไตรไซคลิคระหว่างตั้งครรภ์ไม่ทำให้เกิดความพิการหรือพฤติกรรมผิดปกติ ในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ปริมาตรของร่างกายเพิ่มขึ้นแพทย์อาจต้องเพิ่มขนาดยาและค่อยๆลดยาเมื่อใกล้คลอดเพราะยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ anticholinergic สูง อาจทำให้ทารกมีหัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะไม่ออก ลำไส้อุดตันได้ และเกิดอาการขาดยา(cholinergic rebound) หลังคลอดได้ โดยทารกจะมีอาการตัวสั่น รีเฟล็กซ์ไว ร้องไห้ง่าย กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก(hypotonia) หายใจเร็ว ไม่ค่อยดูดนม อุณหภูมิไม่คงที่ ยาประเภทนี้ออกมากับน้ำนมได้แต่ระดับยาในทารกไม่สูงและยังไม่พบว่าทำให้เกิดอาการอะไร ยา nortriptyline และ desipramine มีผลข้างเคียงต่ำและเป็นยาที่น่าเลือกใช้ในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ยาคลายกังวล (anxiolytics)

เคยเชื่อกันว่ายาคลายกังวลประเภทเบ็นโซไดอะซีพีนทำให้เกิดปากแหว่งเพดานโหว่ ในปัจจุบันพบว่าไม่จริงแล้ว ข้อควรระวังในการใช้ยาประเภทนี้ในระหว่างตั้งครรภ์คือควรใช้ยาที่ไม่มี active metabolites เช่น lorazepam และควรลดยาในช่วงใกล้คลอดเพื่อป้องกันอาการขาดยาหลังจากทารกคลอดออกมา และถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ควรเลือกใช้ยาที่มีฤทธิ์สั้นในขนาดค่อนข้างต่ำ

ยาแก้โรคจิต (neuroleptic drugs)

ยาที่มีฤทธิ์ค่อนข้างแรงเช่น haloperidol, trifluoperazine, perphenazine, และ fluphenazine มักไม่มีปัญหาในแง่การเกิดความพิการหรือพฤติกรรมผิดปกติและไม่ค่อยเกิดปัญหาเกี่ยวกับการสกัดกั้นโคลิเนอร์จิกเมื่อเทียบกับยาประเภทที่มีฤทธิ์ค่อนข้างอ่อน ความปลอดภัยในการใช้ยา clozapine, risperidone, และ olanzapine ยังไม่ทราบแน่ชัด ในรายที่ใช้ยาแก้โรคจิตอยู่นานทารกอาจเกิดอาการขาดยาและเกิดการเคลื่อนไหวผิดปกติ(dyskinesia)ได้จึงควรลดยาลงเมื่อใกล้คลอด ทารกที่ดื่มนมแม่ที่ใช้ยาประเภทนี้อยู่อาจเกิดอาการเซื่องซึมหรือกระวนกระวายได้

ยาควบคุมอารมณ์(mood stablizers)

การใช้ลิเที่ยมใน 3เดือนแรกของการตั้งครรภ์ทำให้หัวใจของทารกผิดปกติได้(Epstein's anomaly: displacement of the tricuspid valve into the right ventricle) และมักรุนแรงถึงตาย แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดมีเพียง 1/700 ซึ่งยังต่ำกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของไขสันหลัง (spina bifida) จากยา valproate ที่สูงถึง 1/100 ลิเที่ยมยังอาจทำให้เกิดแนวโน้มที่จะคลอดก่อนกำหนดแต่ไม่ทำให้เกิดพฤติกรรมผิดปกติ การให้ลิเที่ยมระหว่างให้นมบุตรยังสรุปไม่ตรงกันดังนั้นจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังในรายที่จำเป็น การใช้ยา carbamazepine ระหว่างตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่จะเกิด craniofacial defects, spinabifida, และพัฒนาการช้าได้ สมาคมกุมารแพทย์อเมริกันสรุปว่าให้ใช้ valproate และ carbamazepine ในระหว่างให้นมบุตรได้

Koran LM. Obsessive-Compulsive and related disorders in adults, Cambridge University Press, 1999, p. 108-112