เอกสารคำสอน
เรื่อง ปฏิกิริยาทางจิตสังคมอันเป็นผลกระทบเนื่องจากความเจ็บป่วย
(Psychosocial aspect of physical illnesses)
ผู้เรียน : นักศึกษาแพทย์ปีที่ 4
ผู้รับผิดชอบ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงศรีประภา ชัยสินธพ
วัตถุประสงค์ : เมื่อจบการเรียนชั่วโมงนี้แล้ว นักศึกษาสามารถ
1. บอกได้ว่าความเจ็บป่วยเป็นภาวะวิกฤต
2. อธิบายความหมายของปฏิกิริยาทางจิตสังคมของผู้ป่วยต่อความเจ็บป่วยทางกายได้
3. บอกปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาทางจิตสังคมนี้ได้
4. บอกองค์ประกอบสำคัญที่แพทย์พึงเข้าใจในเรื่องของปฏิกิริยาทางจิต-สังคมได้
5. บอกหลักการวินิจฉัยปัญหาทางจิตใจ-สังคมได้
6. บอกปฏิกิริยาทางจิตใจและพฤติกรรมของผู้ป่วยที่ทราบว่าเป็นโรคร้ายแรงได้
7. บอกหลักการและบทบาทของแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านจิตใจนี้ได้
ปฏิกิริยาทางจิต-สังคมอันเป็นผลกระทบจากความเจ็บป่วยทางกาย
(Psychosocial aspect of physical illnesses)
ความเจ็บป่วย : ภาวะวิกฤติ และความเครียด
ความเจ็บป่วย : ภารกิจ ปัญหานานาชนิดที่ต้องเผชิญ
ปฏิกิริยาทางจิตใจ-สังคม อันเป็นผลจากความเจ็บป่วยทางกาย (Psychosocial reactions to physical illnesses)
. คำจำกัดความ
. องค์ประกอบสำคัญของปฏิกิริยาทางจิตใจ-สังคม
. ความหมายของโรค (meaning of illness)
. ปฏิกิริยาตอบสนองทางด้านอารมณ์ (emotional responses to illness)
. การรับมือกับความเจ็บป่วย (coping with illness) : cognitive copiing style & behavior
. ทักษะในการปรับตัว (adaptive coping skills) : การเรียนรู้และวิธีการ
ปฏิกิริยาการแสดงออกทางอารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วยด้วยโรคร้ายแรง
การวินิจฉัยปฏิกิริยาทางจิตใจ-สังคมของผู้ป่วย
การให้ความช่วยเหลือและการรักษาปฏิกิริยาทางจิตใจ : บทบาทของผู้รักษา
บทสรุป
เอกสารอ้างอิงและอ่านประกอบ
ผลกระทบต่อภาวะทางจิตใจและสังคมอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วย
Psychosocial Aspects of Physical Illnesses
ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงศรีประภา ชัยสินธพ
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี
ความเจ็บป่วย ภาวะวิกฤต และความเครียด
ความเจ็บป่วยไม่ว่าจะมากหรือน้อย ล้วนแล้วแต่ทำให้กระทบกระเทือนต่อการดำเนินชีวิตทั้ง
ของผู้ที่เจ็บป่วยเองและคนอื่นที่เกี่ยวข้อง มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆเกิดขึ้นตามมามากมายในชีวิตของผู้คน
เหล่านี้ เช่น ต้องหยุดทำงานทำให้เสียรายได้ ต้องสูญเสียอวัยวะ ต้องแยกจากครอบครัวมาอยู่ใน
โรงพยาบาล เป็นต้น ความเจ็บป่วยจึงมักก่อให้เกิดความวิตกกังวล ความกลัว ความเครียด ความสิ้นหวัง
ยิ่งถ้าความเจ็บป่วยนั้นมีความร้ายแรง คุกคามต่อชีวิต หรือมีผลทำให้การดำเนินชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง
ไปจากเดิมอย่างมากมาย ปฏิกิริยาทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็ย่อมทวีความรุนแรงตามไปด้วย จนถึงกับทำให้
เกิดการเสียภาวะสมดุลของจิตใจที่เคยมีมา ทำให้กลายเป็นภาวะวิกฤติของชีวิตได้ (life crisis)
ภาวะวิกฤตินี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้จิตใจกลับสู่ภาวะสมดุลใหม่ เหมือนกับร่างกายที่
ต้องมีความสมดุลทางสรีรวิทยา (physiological homeostasis) เช่นกัน
วิธีการปรับตัวของผู้ป่วยแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย ถ้าโรคหรือความ
เจ็บป่วยนั้นไม่รุนแรงนัก ผู้ป่วยก็พอจะปรับตัวต่อโรคได้ไม่ยาก และกลับคืนสู่สภาพการดำเนินชีวิตตามเดิม
ของตนต่อไป แต่ในกรณีที่โรคหรือความเจ็บป่วยนั้นเป็นภาวะที่ร้ายแรง เรื้อรัง หรือคุกคามต่อชีวิต การ ปรับตัวก็ย่อมทำได้ด้วยความยากลำบาก และมีผลกระทบต่อจิตใจรวมทั้งพฤติกรรมของผู้ป่วยอย่างมาก
ทั้งนี้ ย่อมส่งผลถึงคนใกล้ชิด ญาติๆของผู้ป่วยเช่นกัน
การปรับตัว ผลกระทบต่อจิตใจ และพฤติกรรมของผู้ป่วยและญาตินี้ นับเป็นเรื่องที่แพทย์
พยาบาล ควรให้ความสนใจ และให้ความช่วยเหลือร่วมไปกับการรักษาความเจ็บป่วยทางกายด้วยเสมอ
ความสนใจ เอาใจใส่ การช่วยเหลือของแพทย์และพยาบาล เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยและ
ญาติปรับตัวได้ดีขึ้น ซึ่งก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินของโรค และผลของการรักษาเช่นกัน
ความเจ็บป่วย ภารกิจ ปัญหานานาชนิดที่ต้องเผชิญ
ผู้ที่เจ็บป่วย นอกจากจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ไม่สบายกาย ทนทุกข์ทรมานจากโรค
แล้ว ยังจะต้องเผชิญกับปัญหา ภารกิจอีกนานัปการ ที่พร้อมใจกันดาหน้าเข้ามาหา ล้วนแล้วแต่เป็นภาวะ
หรือสถานการณ์แปลกใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ทำให้ต้องปรับตัวจนถึงที่สุด
ภารกิจหรือปัญหาที่ผู้ป่วยต้องเผชิญนี้ พอจะจำแนกออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
ก. ภารกิจหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยโดยตรง
ข. ภารกิจหรือปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องอื่นๆซึ่งไม่ใช่ความเจ็บป่วยโดยตรง
ก. ภารกิจหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยโดยตรง
1. ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในหลายๆ
ด้าน ยิ่งความเจ็บป่วยนั้นร้ายแรงมาก ปัญหาที่ผู้ป่วยเผชิญก็ทวีความรุนแรงตามไปด้วย เช่น บาดแผลจาก
ไฟไหม้ มะเร็งในระยะท้ายๆ หายใจลำบาก ความอ่อนเพลีย เป็นต้น ผู้ป่วยต้องเผชิญหน้าและอดทนต่อ
การช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เช่น เดินไม่ได้ ไปขับถ่ายเองไม่ได้ เป็นต้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้
อึดอัดใจ ไม่สบาย และทุกข์ใจได้ทั้งสิ้น
2. ผู้ป่วยต้องเผชิญกับการตรวจวินิจฉัย การรักษาด้วยเทคนิควิธีการต่างๆ ซึ่งอาจจะ
ป็นเรื่องสลับซับซ้อน ยุ่งยากต่อการเข้าใจ การรับรู้ของผู้ป่วย หรืออาจจะก่อให้เกิดความเจ็ยปวด ภาวะ
แทรกซ้อนต่างๆที่ตามมา ยิ่งความเจริญทางการแพทย์มีมากขึ้นเพียงใด ความยุ่งยากสลับซับซ้อนของเทคโน
โลยีในการตรวจวินิจฉัยและรักษาก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในวิธีตรวจรักษาบางอย่าง เช่น การเจาะเลือด
บ่อยๆ การเจาะน้ำไขสันหลัง การแทงเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือ การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ วิธีการที่ไม่สลับ
ซับซ้อนเหล่านี้ สำหรับผู้ป่วยทั่วๆไปแล้ว ล้วนทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวลได้ทั้งสิ้น มากหรือน้อย
แตกต่างกันไป
3. ผู้ป่วยต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาล สำหรับผู้ป่วยแล้ว โรงพยาบาล
นับเป็นสถานที่แปลกใหม่ บางครั้งก็ดูน่ากลัว บางครั้งก็สับสน วุ่นวาย เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า สิ่งของ
เครื่องใช้แปลกๆ ไม่มีความเป็นส่วนตัว การใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยก็ต้องเปลี่ยนไป ทั้งการกินอยู่
หลับนอน รวมไปถึงการใช้ห้องน้ำ การรับประทานอาหาร เป็นต้น ในโรงพยาบาลจำเป็นต้องมีกฏเกณฑ์
บางอย่างที่ต้องปฏิบัติตาม ภาวะแวดล้อมต่างๆเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยต้องเผชิญ และต้องปรับตัวให้
ได้ไม่มากก็น้อย
4. ผู้ป่วยต้องเผชิญกับการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับแพทย์ผู้รักษา และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนแปลกหน้า ไม่คุ้นเคย มีบุคลิก นิสัยใจคอแตกต่างกันไป ผู้ป่วยต้องใช้ความสามารถ
ของตน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ติดต่อสื่อสารกับบุคคลเหล่านี้ การสร้างความสัมพันธ์นี้ทำให้เกิดความเครียด
ขึ้นได้ ผู้ป่วยอาจจะวิตกกังวลหลายอย่าง เช่น ไม่รู้จะถามแพทย์ว่าอย่างไร เกรงใจแพทย์พยาบาล จนไม่
กล้าถาม ไม่รู้จะบอกอย่างไร เพื่อให้แพทย์ พยาบาลสนใจเอาใจใส่ตนมากกว่านี้ กลัวแพทย์จะรำคาญ
เกรงว่าจะทำให้เสียเวลา เป็นต้น ความจำเป็นที่ต้องขอให้พยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยบ่อยๆ เนื่องจากอยู่
ในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็ทำให้ผู้ป่วยกังวลใจ ไม่สบายใจได้ เกรงว่าพยาบาลจะไม่พอใจที่ต้องถูกรบกวน
บ่อยๆ บางครั้งอาจจะพบเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ไม่เข้าใจผู้ป่วย ก็อาจมีปฏิกิริยาต่อกัน ทำให้อึดอัด ไม่สบาย
ใจได้ ผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยไทย ในวัฒนธรรมของเรา ผู้ป่วยมักจะเกรงใจ ไม่ค่อยกล้าซักถาม หรือ
ขอร้อง หรือปรึกษาแพทย์ พยาบาลมากนัก
ข. ภารกิจหรือปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องอื่นๆซึ่งไม่ใช่ความเจ็บป่วยโดยตรง
ความเจ็บป่วยย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอื่นๆในด้านชีวิตความเป็นอยู่ การงาน ความ-
รับผิดชอบ ครอบครัว ซึ่งผู้ป่วยจะต้องเผชิญหน้าและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ได้ ความเครียด
วิตกกังวล อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้ป่วยพยายามปรับตัวต่อเรื่องดังต่อไปนี้
1. การรักษาความรู้สึกที่ดีไว้ พยายามให้ตัวเองยังรู้สึกเข้มแข็ง มีความหวัง ไม่ท้อ-
ถอย สามารถอดทนต่อความเจ็บปวด ไม่สบายตัว ให้ผ่านพ้นไปได้ ผู้ป่วยต้องพยายามต่อสู้กับความรู้สึกที่
ท้อแท้ กังวล ไม่แน่ใจ หวาดกลัว ความรู้สึกตัวเองไร้ค่า เป็นภาระแก่คนอื่นๆ หรือแม้แต่การโทษ
ตัวเองในการเป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วย
2. การรักษาภาพพจน์ของตนเองไว้ ต้องพยายามปรับใจให้ยอมรับสภาพของตนซึ่ง
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สร้างคุณค่า ความพอใจในตนเองให้เกิดขึ้นกับสภาพปัจจุบันซึ่งไม่เหมือนเดิม ทั้งนี้
เพราะการเจ็บป่วยบางอย่างมีผลทำให้สูญเสียความสามารถ สูญเสียอวัยวะ สูญเสียภาพพจน์เดิมที่เป็น
ลักษณะภายนอกได้ เช่นการตัดขา การทำ mastectomy เป็นต้น แม้แต่ความจำเป็นที่ต้องใช้เครื่อง
ช่วยในการดำรงชีวิต เช่น การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) ก็ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนนั้นไม่เหมือน
กับคนอื่นๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นจำเป็นต้องได้รับการยอมรับ และการปรับตัวปรับใจ เพื่อรักษาภาพพจน์
ที่ดีของตนไว้
3. การรักษาความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว การเจ็บป่วย พึ่งพาอาศัยตนเองไม่ได้ต้อง
เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ล้วนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งได้ในบางครั้ง หรือกำลังจะถูกทอดทิ้งได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยหนัก ผู้ป่วยที่หมดหวัง หรือผู้ป่วยที่ใกล้จะตาย ยิ่งทำให้ขาดความสัมพันธ์กับญาติพี่น้อง
และเพื่อนๆไป ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการมากในยามที่ไม่สบาย การเยี่ยมเยียนเอาใจใส่จากครอบครัว
ญาติ และเพื่อนๆ ล้วนมีผลทางด้านกำลังใจต่อผู้ป่วยอย่างมาก
4. การเตรียมใจสำหรับอนาคนที่ไม่แน่นอน โรคบางชนิดหรือภาวะเจ็บป่วยบางอย่าง
มีการดำเนินโรค หรือการพยากรณ์โรคที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง ผู้ป่วยจำเป็นต้องเตรียมใจ
สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นซึ่งไม่รู้แน่ว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งจะต้องเตรียมใจให้มีความหวังว่าวิทยาการก้าวหน้าใหม่ ๆ
หรือการรักษาใหม่ๆอาจจะช่วยได้ การอยู่กับความไม่แน่นอน ซึ่งผลอาจจะดีหรือร้ายก็ได้นั้น ทำให้เกิด เกิดความเครียดได้มาก หนทางที่จะปรับจิตใจให้อยู่กับสภาพเช่นนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนัก การมีความหวังในทางที่ดีย่อมมีส่วนช่วยให้ปรับใจได้ดีขึ้น
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปรับตัวของผู้ป่วย
การปรับตัวของผู้ป่วยต่อภาวะความเจ็บป่วย เป็นการปรับทั้งทางด้านจิตใจและพฤติกรรมซึ่งมี
ความสำคัญแบ่งเป็น ๓ กลุ่มคือ
1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น เช่น ความรุนแรงของโรค การดำเนินโรค อาการ
แสดงออกต่างๆของโรค รวมไปถึงขบวนการต่างๆในการตรวจวินิจฉัย การรักษา และผลที่จะเกิดขึ้นตามมา
เป็นต้น
2. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ป่วยเองได้แก่ บุคลิกภาพและความสามารถในการปรับตัวแก้ปัญหา
หน้าที่ความรับผิดชอบที่ผู้ป่วยมีอยู่ต่อครอบครัว การงาน วัยของผู้ป่วย ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เป็นต้น
3. ปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ทางด้านครอบครัว ความช่วยเหลือจากครอบครัวและ
คนอื่นๆ สภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดและ
การปรับตัวของผู้ป่วยทั้งสิ้น
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่มีบทบาทต่อการเกิดปฏิกิริยาทางด้านจิตใจ และพฤติกรรมของผู้ป่วย
ซึ่งจะได้กล่าวละเอียดต่อไป
จะเห็นได้ว่า ความเจ็บป่วย นับเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดความเครียด วิตกกังวล ก่อให้เกิดการ-
เปลี่ยนแปลงมากมายที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญ และจะต้องปรับตัวปรับใจให้ยอมรับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ให้ได้ ต้องสร้างภาวะสมดุลขึ้นใหม่ให้กับตนเองทั้งทางกายและทางใจ ผู้ป่วยต้องเผชิญหน้าและรับรู้สิ่งต่างๆ
มากมายที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยที่เขาเผชิญ เรื่องราวต่างๆที่ได้ยินได้ฟัง จากแพทย์
พยาบาล ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เขาได้รับรู้ ต้องคิดใคร่ครวญตัดสินใจ เกิดความรู้สึกต่างๆขึ้น และเขา
จำเป็นต้องตอบสนองต่อข้อมูลต่างๆที่เขาได้รับรู้นี้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรม
ของเขาก็ตาม ทั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่แม้จะสลับซับซ้อน แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่เราจะทำความเข้าใจได้โดย
เฉพาะผู้ที่เป็นแพทย์ พยาบาล เพื่อจะได้ให้การช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยและญาติให้เกิดการปรับตัวที่ดีได้ ทั้งนี้
คือการศึกษาถึงปฏิกิริยาทางจิตใจและสังคม อันเป็นผลจากความเจ็บป่วยทางกาย หรือ Psychosocial
reactions to physical illnesses
คำจำกัดความ (Definition of psychosocial reaction)
2ปฏิกิริยาทางจิตใจและสังคม หมายถึง การสนองตอบของผู้ป่วยที่มีต่อข้อความหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความ-
เจ็บป่วยของเขา ซึ่งเขาได้รับรู้มา การสนองตอบนี้มีทั้งส่วนที่เป็นเรื่องของพฤติกรรม(behavioural
response) การคิดใคร่ครวญ (cognitive response) และการสนองตอบทางด้านอารมณ์ (emotional
response)
ข้อความหรือข้อมูลต่างๆมีแหล่งที่มา ๒ แหล่งใหญ่ๆ คือ
1. การรับรู้เกี่ยวกับร่างกายของผู้ป่วย (somatic perceptions)
2. ความรู้และความเชื่อของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคของเขา (the patient's own
knowledge of and beliefs about disease)
3. ข้อความหรือข่าวคราวที่ผู้ป่วยได้รับจากรอบๆ ตัวเขา โดยเฉพาะจากข้อความที่บอกกล่าว
โดยแพทย์ (messages the patient receives from the social environment and especially the doctor's statements)
ปฏิกิริยาทางด้านจิตใจ-สังคมนี้ อาจจะนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งหรือองค์ประกอบหนึ่งของความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่
ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไรก็ตาม การจะพิจารณาว่าเป็นปฏิกิริยาปกติหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจเรื่อง
ปฏิกิริยาปกติที่เกิดขึ้นได้ในคนทั่วๆ ไป ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของอารมณ์เศร้าของผู้ป่วย ที่อาจจะมองว่า
เป็นปฏิกิริยาธรรมดาๆ ต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือจะมองว่าเป็นอาการแสดงออกของโรคอารมณ์เศร้า
หรือปัญหาการปรับตัวที่ผิดปกติไป จะเห็นได้ว่า การมองว่าเป็นความผิดปกติหรือไม่นี้ อาจจะมีส่วนของ
ทัศนคติส่วนตัว เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งปัญหานี้จะลดน้อยลงถ้าพิจารณาโดยดำเนินการตามวิธีหรือหลักการ
วินิจฉัยโรคที่ถูกต้องเหมาะสม (appropriate diagnostic criteria) ซึ่งอาจจะใช้หลักการจำแนก
โรคทางจิตเวชขององค์การอนามัยโลก หรือ International Classification of Diseases (ICD)
หรือหลักการจำแนกโรคของสมาคมจิตแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (DSMหรือDiagnostic and -Statistical Manual of Mental Disorders) ซึ่งล่าสุดคือ DSM-III-R ก็ได้
องค์ประกอบสำคัญของปฏิกิริยาทางจิตใจ-สังคม (Key components of psychosocial reaction)
ปฏิกิริยาทางจิตใจ-สังคม ของผู้ป่วยที่เกิดขึ้นทั้งที่พิจารณาว่าปกติหรือผิดปกติก็ตาม ย่อมจะมีผลต่อการดำเนิน
โรคและผลของการรักษา ไม่ว่าจะเป็นผลในด้านทำให้โรคนั้นแย่ลงหรือดีขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง
ต่างๆ ดังนั้น การทำความเข้าใจ สังเกตและพิจารณาแบ่งแยก แยกแยะปฏิกิริยาต่างๆของผู้ป่วยที่เกิดขึ้น
จึงเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าหากแพทย์ทั่วๆ ไปสามารถกระทำสิ่งเหล่านี้ได้ และนำไปปฏิบัติต่อผู้ป่วยของตนได้
อย่างเหมาะสม ก็ย่อมจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น ซึ่งย่อมนำไปสู่ผลการรักษาที่ดีขึ้นด้วย
ปฏิกิริยาทางจิตใจ-สังคมในที่นี้ หมายถึงลักษณะหรือรูปแบบของการตอบสนองต่อข่าวสารข้อมูลอันเกี่ยวข้อง
กับโรค ซึ่งผู้ป่วยได้รับรู้มา เมื่อผู้ป่วยได้รับรู้ก็จะประเมินความหมายของข้อมูลเหล่านั้น จะโดยใช้จิตสำนึก
เต็มที่หรือเป็นการประเมินโดยจิตใต้สำนึกก็ตาม ก็จะทำให้เกิดความคิดต่างๆขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสรุป
ว่าโรคที่เขาเป็นนั้น มีความหมายอย่างไรต่อตัวผู้ป่วยเอง (personal meaning of illness)
แน่นอนว่าความหมายที่เกิดขึ้นนี้ย่อมมีผลโดยตรงและนำไปสุ่การตอบสนองทางอารมณ์และพฤติกรรมที่จะรับมือ
กับความเจ็บป่วยนั้น(emotional responses and coping behaviour)
จะเห็นได้ว่า 1. ความหมายของการเจ็บป่วย (meaning of illness)
2. การตอบสนองทางอารมณ์ต่อความหมาย (emotional responses)และ
3. วิธีการที่จะรับมือกับความหมายที่เกิดขึ้น (coping behavior) ทั้ง 3 ประการนี้ นับ
ได้ว่าเป็นองค์ประกอบหลัก (key components) ของการเกิดปฏิกิริยาทางจิตใจ-สังคม ต่อโรคภัยไข้เจ็บ
ต่างๆ ของผู้ป่วยทุกคน และน่าจะเป็นแนวทางสำหรับแพทย์ที่จะใช้ในการประเมินรูปแบบและผลของปฏิกิริยา
ดังกล่าวในผู้ป่วยที่ตนดูแล
ความหมายของโรค (Meaning of illness)
ความหมาย หรือ meaning ในที่นี้ หมายความถึง ความสำคัญเฉพาะต่อตัวของผู้ป่วยเองอันเนื่องมาจากผล
กระทบของข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ป่วยได้รับ ผู้ป่วยจะแปลหรือตีความของข้อมูลต่างๆ โดยอาศัยประสบการณ์ส่วนตัว
ของผู้ป่วยเอง จากความรู้ ค่านิยม ความเชื่อ และความต้องการเฉพาะตัวของผู้ป่วย การแปลหรือการตี
ความหมายนี้ จะเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของความเจ็บป่วย โดยที่ความหมายก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะ-
การณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยหรือตามข้อมูลที่เขาได้รับเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม ในแต่ละช่วงเวลาเราจะพบว่า
จะมีความหมายอันใดอันหนึ่งที่เด่นชัดเสมอ และจะส่งผลไปถึงภาวะทางอารมณ์ และพฤติกรรมในขณะนั้นๆ
เพื่อให้แพทย์ผู้ดูแลสามารถบ่งบอกได้ง่ายขึ้นว่า ความเจ็บป่วยนั้นมีความหมายอย่างไรต่อผู้ป่วยของตน และ
จะได้เข้าใจจิตใจและพฤติกรรมของผู้ป่วยได้ดีขึ้น ผู้เขียนคือ นายแพทย์ Z.J. Lipowski ได้อธิบายถึงรูป
แบบของความหมายที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยทั่วๆไปไว้ 4 รูปแบบดังนี้
1. เป็นการท้าทาย หรือคุกคาม (Challenge or threat) : สำหรับผู้ป่วยหลายคน ความ
เจ็บไข้จะเปรียบเสมือนภาวะที่ท้าทายหรือคุกคามเหมือนๆกับเหตุการณ์ความผันแปรต่างๆในชีวิตที่เกิดขึ้น
ตามกาลสมัย ผู้ป่วยที่มองความเจ็บไข้เหมือนกับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เขาเหล่านี้จะพยายามจัดการกับ
ภาวะนี้อย่างเข้มแข็งว่องไว และพยายามที่จะเอาชนะให้ได้โดยทุกวิถีทางที่จะเป็นไปด้วยท่าที่เช่นนี้ ก็จะ
แสดงให้เห็นได้ในภาวะอารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วย กล่าวคือ ผู้ป่วยมักจะยอมรับสภาพความเจ็บปวดหรือ
ความบกพร่อง ไม่สามารถต่างๆ ได้ตามสภาพความเป็นจริงโดยไม่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับรู้หรือไม่รู้สึกมากมาย
จนเกินควร นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เหมาะสม พฤติกรรมที่จะรับมือกับสภาพที่เกิดขึ้นก็มัก
จะมีเหตุผลและยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ตัวอย่างของพฤติกรรมการปรับตัวของผู้ป่วยในกลุ่มนี้ได้แก่ การ
ให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาตัว ยอมปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางร่างกายต่างๆ ให้เหมาะสม พยายาม
ทำความเข้าใจ และหาข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บของเขา พยายามที่จะทำสิ่งที่เป็นการทดแทน
สิ่งที่เสียไปเนื่องจากความเจ็บป่วย ดังนี้เป็นต้น เห็นได้ว่าความหมายของโรคและท่าทีต่อความเจ็บป่วยใน
แบบที่ 1 นี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมิใช่น้อย ควรที่แพทย์จะสนับสนุนหรือกระตุ้นให้เกิดขึ้น
ในผู้ป่วยที่ตนดูแล
ในกรณีที่การมองความเจ็บป่วยว่าเป็นการคุกคาม ย่อมจะทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกไปในทางที่
วิตกกังวล เครียดหรือหวาดกลัว (anxiety or fear) หรือเกิดความรู้สึกโกรธขึ้นได้ (anger)
พฤติกรรมที่แสดงออกก็มีได้หลายรูปแบบคือ จะเป็นแบบการฮึดสู้ (fight) หรือการหนีไป (flight) หรือ
การถอนตัวไปไม่ยุ่งเกี่ยว (withdrawal) ก็ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจจะมองการเจ็บป่วยเสมือนหนึ่งเป็นศัตรู
เช่น คำพูดประเภทต้องเอาชนะโรคร้ายให้ได้ เป็นต้น ปฏิกิริยาแบบนี้อาจจะเป็นประโยชน์ต่อพฤติกรรมการ
ปรับตัวของผู้ป่วยได้ ตราบใดที่ผู้ป่วยรับรู้ว่าโรคที่คุกคามนี้มีอยู่จริง และไม่ใช่ทำเป็นเพิกเฉยเหมือนกับโรค
ไม่ได้มีตัวตนอยู่ ความหมายและท่าทีแบบการถูกคุกคามนี้ บางครั้งอาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหวาดระแวง
ขึ้นได้ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ โกรธ ไม่พอใจคนรอบข้าง รวมทั้งแพทย์ด้วยได้ ขณะที่ผู้ป่วยบางคนอาจ
จะมีแต่ความกวาดกลัวจนไม่สามารถจะตัดสินใจ หรือทำอะไรได้ด้วยตัวเอง
2. การสูญเสีย (Loss) ผู้ป่วยหลายรายมองความเจ็บป่วยว่าเป็นเรื่องของการสูญเสียไม่ว่า
จะเป็นในรูปแบบของรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจน หรือนามธรรมก็ตาม และผู้ป่วยก็จะมีความรู้สึกและมีการแสดง
ออกในลักษณะที่คล้อยตามไป ความสูญเสียที่เป็นรูปธรรมเห็นได้ชัดเจน จะรวมถึงการสูญเสียตัวอวัยวะหรือ
หรือหน้าที่ของอวัยวะของร่างกาย ส่วนที่เป็นคล้ายสัญลักษณ์หรือนามธรรมนั้น รวมความถึงความต้องการ
หรือค่านิยมเฉพาะตัวของผู้ป่วยแต่ละรายไป เช่นอาจจะเป็นเรื่องของความมั่นคงในชีวิต (security)
ความสนุกสนาน (pleasure) ความพึงพอใจ (gratification) และความภูมิใจในตนเอง (self -
esteem) เป็นต้น ความรู้สึกสูญเสีย self-esteem นี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเศร้าผิดปกติ
(depressive disorders) ในผู้ป่วยด้วยโรคทางกายส่วนใหญ่ ความจริงไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยร้าย
แรง หรือเรื้อรังก็ตามล้วนแต่ทำให้เกิดภาวะที่เป็นภาระต่อผู้อื่นทั้งสิ้น แต่การที่จะรู้สึกว่าตนหมดคุณค่า เนื่อง
จากผลของการเจ็บป่วย ดังนั้น จึงมีความรู้สึกสูญเสีย self-esteem ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ นอกจากจะไม่มี
เหตุผลที่พอเพียงและไม่ควรจะเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเกิดขึ้นมายังทำให้ปัญหาของการเป็นภาระต่อผู้อื่นเพิ่มความ
รุนแรงมากขึ้นเสียอีก
ปกติแล้วการเกิดปฏิกิริยาสนองตอบทางอารมณ์ต่อการสูญเสีย คือความเศร้าโศก หรือความระทม
ทุกข์(grief) ซึ่งจะมีลักษณะของภาวะความเศร้าโศก (state of sadness) ความท้อใจ
(discouragement) เฝ้าแต่กลุ้มใจ (hypochondriasis) ขาดความสนใจในกิจกรรมต่างๆ (lack of
interest in activities) ไม่สามารถทำใจให้เบิกบานได้ (inability to experience joy
and pleasure) และเฝ้าแต่นั่งคิดเกี่ยวกับคนหรือสิ่งที่ตนสูญเสียไป
การแบ่งแยกให้เห็นชัดเจนระหว่างปฏิกิริยาปกตินี้กับความเศร้าที่ผิดปกติ เป็นเรื่องยากที่จะทำ
ให้เห็นได้ เนื่องจากมีภาวะของอาการที่เกิดขึ้นในทั้ง 2 กลุ่มนี้เกิดขึ้นเหมือนๆกัน
จากความจริงที่ว่าความเศร้าที่ผิดปกติ (depressive disorders)นั้นเป็นปัญหาทางจิตเวชที่
พบมากที่สุดในผู้ป่วยชาวอเมริกันที่มีโรคทางกายต่างๆ ทำให้น่าสันนิษฐานว่า เรื่องของความสูญเสียนี้ โดย
เฉพาะการสูญเสีย self-esteem อาจจะเป็น "ความหมายของความเจ็บป่วย" ที่พบมากที่สุดในวัฒนธรรม
ของชาวอเมริกัน
วิธีการรับมือหรือ coping behaviors ที่มีต่อ grief และ depression มักจะพบว่าเป็น
เรื่องของ withdrawal, helpless attention-seeking, hostile confrontation กับผู้อื่น
การไม่ร่วมมือกับการรักษา การใช้สารผิดๆ (substance abuse) และการฆ่าตัวตาย
3. การได้กำไร (gain) หรือความโล่งใจได้ปลดเปลื้องภาระ (relief) สำหรับผู้ป่วย
บางรายแล้ว ความเจ็บป่วยทำให้เขาได้หยุดพักจากภาระความรับผิดชอบ หรือการเรียกร้องต่างๆ จากเขา
ทั้งที่มากจากหน้าที่ทางสังคม หรือจากสถานการณ์ที่ลำบากลำบนไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจ หรือปัญหา
กับบุคคลอื่น ที่เขาต้องเผชิญอยู่ก็ตาม นอกจากนี้ ความเจ็บป่วยยังอาจช่วยให้ปัญหาความขัดแย้งภายใน
(inner conflict) ของเขา เช่น เรื่องความถดถอยทางเพศ หรือการต่อสู้กับความต้องการพึ่งพาอาศัย
ผู้อื่น เป็นต้น จะลดน้อยถอยลงได้ โดยผู้ป่วยสามารถที่จะใช้ความเจ็บป่วยของเขานั้นเป็นข้ออ้าง และสนับ
สนุนในการที่เขาจะหลีกเลี่ยงหรือแสดงออก ซึ่งความสะเทือนใจหรือความรู้สึกรุนแรง อันสืบเนื่องมาจาก
ปัญหานั้นๆก็ตาม ลักษณะเช่นนี้ นับว่าเป็น primary หรือ secondary gain จากความเจ็บป่วย
ผู้ป่วยที่รู้สึก gain หรือ relief นี้ อาจจะมีลักษณะที่แสดงออกของความวางเฉย ไม่สนใจ
(indifferent) หรือแม้แต่แสดงความรื่นเริง (cheerful) ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับ serious-
disability ผู้ป่วยเหล่านี้ยังมีลักษณะที่ผิดจากคนอื่นอีก เช่น เขาอาจจะไชโยโห่ร้องกับการปลดเปลื้อง
ภาระต่างๆ และ(แสดงการ)ประท้วงไม่ต้องการที่จะหาย พยายามด้วยวิธีการต่างๆไม่ว่าจะเห็นชัดเจน
หรือไม่เห็นก็ตามในอันที่จะขัดขวางหรือทำลายความพยายามของแพทย์ที่จะช่วยเหลือรักษาเขา จะพบความ
ไม่ร่วมมือในการรักษาค่อนข้างบ่อย ผู้ป่วยบางรายอาจจะแสดงอาการ conversion และยึด sick role
ไว้เป็นที่พึ่ง แพทย์เองก็มักจะเกิดความไม่พอใจผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยทำให้แพทย์รู้สึกเสมือนไม่มีประสิทธิภาพ
และทำอะไรไม่ได้ ลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย ถ้าไม่เป็นแบบ hostileชัดเจนก็มักจะ
มีลักษณะของ ambivalent อย่างมาก ความเข้าใจของแพทย์เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของผู้ป่วย
ประเภทนี้ จะช่วยให้แพทย์สามารถจัดการกับผู้ป่วยได้อย่างสมเหตุสมผล และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. การถูกลงโทษ (punishment) : ความหมายนี้มีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไป ผู้ป่วย
อาจจะมองการเจ็บป่วยว่าเป็นการถูกลงโทษที่สมควรได้รับ หรือไม่สมควรจะได้รับก็ได้ ทั้งนี้ เขาก็อาจจะ
ยอมหรือไม่ยอมให้มีการไถ่ถอนคืนก็ได้ อารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็ย่อมจะแสดงให้เห็นถึงความหมาย
ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ป่วย ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่ความเศร้า และความละอายใจ (depression and
shame) ไปจนถึงความโกรธแค้น (anger) หรือความเบิกบานใจ(elation)ก็ได้ ประเด็นที่น่าสนใจใน
เรื่องนี้คือ presence and degree ของความรู้สึกสำนึกผิด (a sense of guilt) ถ้าผู้ป่วยมองว่า
การเจ็บป่วยนี้เป็นเสมือนหนึ่งการถูกลงโทษสำหรับการละเมิดต่อกฎหมายหรือการกระทำผิด ไม่ว่าจะเกิดขึ้น
จริงหรือในความคิดคำนึงของผู้ป่วยก็ตาม ผู้ป่วยก็มักจะมีท่าทียอมรับหรือยอมแพ้ต่อการเจ็บป่วยนี้อย่างเงียบๆ
หรือแม้แต่อย่างกระตือรือล้นด้วยซ้ำ ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะไม่มีความต้องการหายป่วยและอาจจะตายทั้งๆที่ได้-
รับการรักษาอย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพก็ตาม ในทางตรงข้าม ผู้ป่วยที่มองการเจ็บป่วยว่าเป็นการถูกลงโทษ
ซึ่งเขาไม่ควรจะได้รับนั้น จะแสดงความโกรธแค้น ขมขื่น ต่อบุคคลในครอบครัวหรือแม้แต่ต่อแพทย์ผู้ดูแล
พฤติกรรมที่เกิดตามมาจะมีลักษณะของ hostile ฟ้องร้อง (litigious) หรือแม้แต่ระแวง(paranoid)
ส่วนผู้ป่วยกลุ่มที่มองว่าเป็นการเหมาะสมแล้วที่เขาถูกลงโทษ และจะได้เป็นการไถ่ถอนความผิด ได้พ้นบาป
ผู้ป่วยเหล่านี้จะยอมรับความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงความหวัง การมองอนาคตในทาง
ที่ดีและแม้แต่ความเบิกบานใจ (elation) ก็อาจจะเกิดขึ้นได้
องค์ประกอบสำคัญของการให้ความหมายของการเจ็บป่วย (Deteminants of meaning) :
ความหมายของความเจ็บป่วยทั้ง 4 ประการข้างต้นนั้น คงไม่อาจที่จะคลอบคลุมทั้งหมดได้
ผู้ที่เจ็บป่วยอาจจะมีการให้ความหมายเฉพาะตัวเขาเป็นอย่างอื่นได้อีก แต่ก็นับได้ว่าความหมายทั้ง 4 นี้
เป็นกลุ่มใหญ่ที่พบได้บ่อยๆ ในเวชปฏิบัติทั่วไป การพิจารณาต่อไปคือการหาสมมุติฐานเพื่ออธิบายถึงที่มาของ
การให้ความหมายเหล่านี้ Z.J. LIPOWSKI(1983)ได้เสนอว่าน่าจะมี determinants หรือปัจจัยที่เป็น
สาเหตุอธิบายอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ intrapersonal, interpersonal, illness-related และ
sociocultural & economic
1. Intrapersonal factors ปัจจัยในกลุ่มนี้ประกอบด้วย
- personality หรือบุคลิกภาพ
- ประสบการณ์ในอดีต (past experience)
- ภาวะทางอารมณ์ของผู้นั้นเมื่อเริ่มเจ็บป่วย (emotional state)
Personality หรือบุคลิกภาพ เป็นลักษณะของบุคคลที่จะสนองตอบต่อสิ่งต่างๆ ที่
เกิดขึ้นกับเขา และการที่เขาจะปรับตัวหรือมีปฏิกิริยาใดๆ ออกไป ก็จะมีลักษณะที่เป็นแบบฉบับของคนๆ นั้น
เอง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภาวะทางจิตใจหรือโครงสร้างทางจิตใจ และ cognitive-perceptual style ของ
เขาเป็นสำคัญ
Cognitive-perceptual style หมายความถึงลักษณะของคนๆ นั้นที่มีปฏิกิริยา
ตอบสนองต่อข้อมูลต่างๆ ที่เขาได้รับรู้ บางคนจะให้ความสำคัญ และทำให้เพิ่มเติมสีสันความรุนแรงของข้อมูล
ขณะที่บางคนจะลดความสำคัญลง ซึ่งผู้เขียนได้เรียกบุคคล 2 กลุ่มนี้ว่า "augmenters" และ "reducers"
Augmenters จะรับรู้ความเจ็บปวด และรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคภัย ไข้เจ็บ
ว่าเป็นสิ่งที่รุนแรง รุมเร้าให้เครียดมากกว่าพวก reducers และจะมองหรือให้ความหมายของ
ความเจ็บป่วยว่าเป็นการคุกคาม (threat) หรือสูญเสีย (loss) มากกว่าพวก reducers ซึ่งมักจะเฉยๆ
หรือแม้แต่ deny การมองในแง่ของภาวะหรือโครงสร้างทางจิตใจ หรือ psychodynamic
configuration ของผู้ป่วย ผู้เขียนหมายความถึงการคำนึงถึง predominant needs หรือความต้องการ
ของผู้ป่วย strivings หรือความพยายามที่จะต่อสู้ conflicts, defense mechanisms, coping
style, self-esteem รวมไปถึงเรื่องของความยากง่ายต่อการเกิด guilt depression และ
anxiety ในคนๆนั้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่มีความต้องการที่สำคัญ (chief needs) คือการต่อสู้ หรือ
self-esteem ของเขา เกี่ยวข้องกับการที่เขาสามารถใช้กำลังสติปัญญา หรือความสามารถทางร่างกาย
จนประสบความสำเร็จในชีวิต ผู้ป่วยก็ย่อมเกิดความรู้สึกถูกคุกคาม(threat)และสูญเสีย (loss)
ถ้าหากความเจ็บป่วยของเขาทำให้กิจกรรมต่างๆที่มีความหมายของเขาหยุดชะงักไป ผลที่ตามมาก็คือ
anxiety และ/หรือ depression ซึ่งอาจจะร่วมกับความรู้สึก guilt หรือ self-devaluation ได้
ประสบการณ์เดิมในอดีต เป็นอีกอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการให้ meaning of
illness เช่น ถ้าในวัยเด็ก การไม่สบายหมายถึงการได้รับการดูแลเอาใจใส่ได้ reward ก็ทำให้เกิด
ความหมายในแง่ของ "gain"ได้ ในทางกลับกัน ถ้าการไม่สบายทำให้ถูกละเลยหรือดูถูกดูแคลนว่าอ่อนแอ
ปวกเปียก ก็อาจจะทำให้เกิดความหมายเป็น "threat"ได้
ปัจจัยที่เป็น intrapersonal ปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องของ emotional state
ผู้ที่กำลังประสบความสูญเสีย มีอารมณ์เศร้าอยู่ในขณะที่เริ่มมีอาการเจ็บป่วย ก็ย่อมจะเกิดความรู้สึกสูญเสีย
มากขึ้นได้
2. Interpersonal factors ปัจจัยนี้รวมไปถึงการปลอบขวัญ ให้กำลังใจ การได้รับ
support จากครอบครัว ที่สำคัญคือ การมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ (good doctor -
patient relationship) ปัจจัยทั้ง 2 ประการนี้นับว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะป้องกันไม่ให้
บุคคลต้องถูกกระทบกระเทือนมากจนเกินไปจากเหตุการณ์ตึงเคียดที่เกืดขึ้นในชีวิต และถ้าบุคคลใดได้รับ-
ปัจจัย 2 ประการนี้ในขณะที่เขามีความเจ็บป่วย เขาก็จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบต่อความเจ็บป่วยนั้น ในลักษณะ
ของการพยายามต่อสู้เอาชนะ รู้สึกว่าเป็นการเผชิญกับสิ่งที่ท้าทาย (challenge) มากกว่าจะรู้สึกถูก
คุกคาม (threat) หรือสูญเสีย (loss)
3. Illness-related factors การเปลี่ยนแปลงหรือสูญเสียอวัยวะหรือหน้าที่ของส่วน-
ต่างๆในร่างกาย ล้วนมีความหมายต่อตัวผู้ป่วยและนับว่ามีความสำคัญ ถ้าผู้ป่วยให้ความหมายหรือมีราคาคุณ
ค่าของอวัยวะหรือหน้าที่ของร่างกายว่ามีค่ามาก ผู้ป่วยก็ย่อมรู้สึกถูกกระทบกระเทือนหรือสูญเสียมาก
4. Sociocultural and economic factors ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติต่างๆที่บุคคล
และสังคมมีต่อความเจ็บป่วยหรือโรคใดโรคหนึ่ง ย่อมมีผลต่อความรู้สึกและปฏิกิริยาของผู้ป่วย ปัจจัยนี้ย่อม
ได้รับอิทธิพลบางส่วนจากการศึกษา และสภาพทางสังคมเศรษฐกิจของคนๆนั้น เช่น การมองเรื่องของโรค-
มะเร็ง หรือโรคเอดส์ ย่อมแตกต่างกัน ผู้ที่ป่วยเป็นโรค ๒ อย่างนี้ ก็ย่อมจะให้ความหมายที่ต่างกัน
นอกจากนี้ ผลกระทบทางด้านเศรษฐานะที่ตามมาอันเป็นผลจากความเจ็บป่วย ถ้ามีผลทำให้ความเป็นอยู่ของ
ผู้ป่วยตกต่ำลง หรือเป้าหมายในชีวิตต้องล้มเหลวไป การที่จะมองความเจ็บป่วยไปในแง่ลบก็ย่อมจะมากขึ้น
ปฏิกิริยาตอบสนองทางด้านอารมณ์(Emotional responses to illness)
อารมณ์ของผู้ป่วยที่เกิดขึ้นย่อมจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวหรือไปในทิศทางเดียวกับความหมายของ-
การเจ็บป่วยนั้นๆ ไม่สามารถแยกจากกันได้ นอกจากนี้ อารมณ์ที่เกิดขึ้นยังมีผลไปกระทบกับความหมายของ-
โรคมากขึ้น เช่น ถ้าผู้ป่วยมีความวิตกกังวลมากๆ หรือมีอารมณ์เศร้ามากๆ ก็ย่อมจะทำให้ความหมายของการ
ถูกคุกคามหรือสูญเสียของคนๆนั้นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น อารมณ์ที่พบได้เสมอๆในทางคลินิก ได้แก่ anxiety
หรือความเครียด กังวล grief และ depression หรือความเศร้าหมอง shame และ guilt หรือ
ความรู้สึกอับอายด้อยค่า รู้สึกตัวเองผิด anger หรือความรู้สึกโกรธ อารมณ์เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นในสภาพ
หรือลักษณะที่แสดงออกต่างๆกัน ทำให้มีผลตามมาต่างๆกันไปด้วย นอกจากจะแตกต่างกันในแง่ของลักษณะ
ของอารมณ์แล้ว ยังแตกต่างกันในเรื่องของความรุนแรงของความรู้สึกที่เกิดขึ้น ระยะเวลา และสภาพทาง
สรีรวิทยาที่เกิดร่วมด้วย
อารมณ์ในเชิงลบที่เกิดขึ้นบ่อยๆเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าตัวของอารมณ์เองเป็นความผิดปกติ ถึงแม้จะ
แยกกันยากมากจากเรื่องของโรควิตกกังวลและซึมเศร้า(anxiety&depressivedeisorders) ซึ่ง
โรคทั้ง 2 นี้มีความรุนแรงมากกว่า และระยะเวลาที่เป็นก็ยาวนานกว่าก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงใน
เวชปฏิบัติก็คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะมีผลกระทบ (impact) ต่อความเจ็บป่วยของผู้ป่วยและทำให้เขาเกิด
ความไม่สบาย พอๆกับผลกระทบต่อพฤติกรรมของเขา เช่น การมีอารมณ์เครียดวิตกกังวลเป็นเวลานานๆ
ย่อมมีผลร้ายต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ anxiety และ depression อาจจะทำให้เกิดกลไกการปรับตัวที่ไม่ดี
(maladaptive defense mechanisms) เช่น การปฏิเสธความจริง (denial) หรือการถดถอยไปมี
พฤติกรรมแบบเด็กๆ (regression) ซึ่งทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถให้ความร่วมมือหรือต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นมาก
จนเกินไปและทำให้เกิดผลเสียในด้านของการฟื้นฟูสมรรถภาพ (recovery หรือ rehabilitation)
เป็นต้น ผู้ป่วยบางคนอาจจะกลายเป็นคนติดยากล่อมประสาท หรือติดเหล้าเพื่อที่จะใช้เป็นทางออก ผ่อนคลาย
ความเครียด
เห็นได้ว่า อารมณ์ของผู้ป่วยที่เกิดขึ้น มีผลกระทบที่สำคัญต่อพฤติกรรมหรือวิธีการที่ผู้ป่วยจะรับมือ
กับความเจ็บป่วยของเขารวมไปถึงการดำเนินโรคและผลที่ตามมา การที่จะประเมินอารมณ์ของผู้ป่วย ถึง
แม้บางครั้งจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เช่น อาการของ depression (นอนไม่หลับ) เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
ฯลฯ บางครั้งแม้จะเป็นเรื่องยากที่จะแยกจากอาการของโรคที่เขาเป็นอยู่ก็ตาม แต่ก็นับว่ามีความสำคัญที่
แพทย์จะต้องให้ความสนใจ
การรับมือกับความเจ็บป่วย (Coping with illness)
การรับมือหรือ Coping อาจจะหมายความถึงกลวิธีทั้งหลายทางด้านการใช้สติปัญญา
(cognitive)และพฤติกรรม (behavior) ซึ่งผู้ป่วยใช้เพื่อที่จะจัดการสนองตอบต่อการเรียกร้องอันเกิด
จากผลของความเจ็บป่วย กลวิธีนี้อาจจะทำให้เขาสนองตอบได้เป็นผลสำเร็จ มีประสิทธิภาพหรือไม่ก็ได้-
ในการจะทำให้เขามีอาการหรือความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผู้ป่วยจะรับมืออย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับความเคยชิน หรือ
นิสัยของเขาในการที่จะจัดการกับภาวะวิกฤตการณ์ความตึงเครียดต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต และจะมีลักษณะ
ค่อนข้างเฉพาะตัวสำหรับแต่ละคน อย่างไรก็ตาม พอจะจัดกลุ่มแยกประเภทได้ตามแนวทางหรือ style
ของการรับมือเหล่านี้โดยพิจารณาในด้านของ cognitive style และ behavioral style
cognitive coping style พอจะแยกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ minimization หรือการ
ให้ความสนใจ เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น
minimization หมายความถึง การลดความสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบของ-
มันที่มีต่อบุคคลคนนั้น เป็นความหมายเดียวกับ cognitive-perceptual style of reducing คนที่
cope โดยใช้ minimization จะแสดงลักษณะของการปฏิเสธความจริง(denial) ของการสูญเสียหรือ
การถูกคุกคามโดยความเจ็บป่วย ในทางกลับกัน vigilant focusing คือลักษณะการตอบสนองต่อภาวะ
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามหรือสูญเสีย โดยการหมกมุ่น ครุ่นคิด ให้ความสนใจ และ
ใส่ใจ ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะที่มีเป้าหมายและมีเหตุผลพอควรไปจนกระทั่งถึงการมากเกินไปและหมกมุ่น-
ย้ำคิด(obsessive)ไปเลยก็ได้
ในแง่ของพฤติกรรม พอจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ (three major coping styles)คือ
1. tackling หรือสนใจเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ความเจ็บป่วยอย่างจริงจัง 2 copitulating -
หรือยอมจำนนต่อเหตุการณ์นั้นๆ และกลายเป็นคนที่ passive หรือ dependent ต้องอาศัยผู้อื่นมากเกินไป
และ 3 avoiding หรือ พยายามที่จะหนีหรือเลี่ยงจากเหตุการณ์นั้นๆโดย withdraw หรือหนีไปเลย
coping style ที่เป็นลักษณะเด่นๆของผู้ป่วย จะแสดงออกมาให้เห็นในรูปของการกระทำ
(action หรือ inaction)และการติดต่อกับผู้อื่น (communication)ตั้งแต่ผู้ป่วยเริ่มรับรู้เกี่ยวกับความ
เจ็บป่วยของเขา การทนทุกข์ทรมานจากอาการ จากคำวินิจฉัยโรค พวก Medical sociologists
เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "illness behavior " ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการพูดจา ระยะเวลาของการแสวงหา
การรักษา คำแนะนำจากแพทย์ แต่เป็นการแสดงออกของ coping style และกลวิธีที่ผู้ป่วยใช้อยู่
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อ/และได้รับอิทธิพลจากคนสำคัญในชีวิตของผู้ป่วย คือสมาชิกในครอบครัวและ
แพทย์ของเขา interactions เหล่านี้นับว่าเป็น social dimension ในแง่ของ psychosocial
response ต่อความเจ็บป่วย
องค์ประกอบทั้ง 3 ประการคือ meaning of illness, emotional responses และ coping-
behavior นั้น นับว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องและมีความจำเป็นต่อการที่จะเข้าใจเรื่องของ psychosocial
reactions ต่อความเจ็บป่วยทางกาย ดังได้สรุปไว้ในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 ต่อไปนี้
ตารางที่ 1
3-Key components of psychosocial reaction
1. Meaning of illness
1.1 Challenge or threat
1.2 Loss
1.3 Gain or relief
1.4 Punishment
2. Emotional responses to illness
2.1 anxiety
2.2 grief
2.3 depression
2.4 shame
2.5 guilt
2.6 anger
3. Coping with illness
3.1 cognitive coping styles
3.1.1 minimization
3.1.2 vigilant focusing
3.2 behavioral coping styles
3.2.1 tackling
3.2.2 capitulating
3.3.3 avoiding
ตารางที่ 2
Determinants of meaning :
1. Intrapersonal factors
- personality
- past experience
- emotional state
2. Interpersonal factors
- doctor-patient relationship
- family members
3. Illness-related factors
4. Sociocultural and economic factors
ทักษะในการปรับตัว (Adaptive coping skills) : การเรียนรู้และวิธีการ
กลวิธีในการรับมือกับความเจ็บป่วยนั้น ถึงแม้จะเกี่ยวข้องกับความเคยชิน นิสัยเฉพาะตัวของ
ผู้ป่วยอยู่มากก็ตาม บางครั้งก็ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถที่จะปรับตัวหรือรับมือได้ดีเท่าที่ควร
ในความเป็นจริงนั้น การรับมือหรือจะเรียกว่าการปรับตัวนี้เป็นเรื่องที่เรียนรู้กันได้ ฝึกฝนให้
เกิดทักษะได้ ทักษะในการปรับตัวนั้นมีได้หลายวิธี และผู้ป่วยสามารถที่จะเรียนรู้วิธีการต่างๆเหล่านี้ได้
อาจจะเป็นวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายๆวิธีก็ตาม ที่ทำให้ผู้ป่วยปรับตัวได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ แพทย์ พยาบาล หรือญาติ
พี่น้องล้วนแต่มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีเหล่านี้ได้ทั้งสิ้น
วิธีการต่อไปนี้จัดได้ว่าเป็นวิธีการที่พบได้บ่อยและช่วยให้ผู้ป่วยมีการปรับตัวต่อความเจ็บป่วยได้
ลดความเครียดความวิตกกังวลลงได้ หาวิธีการดำเนินชีวิต ปรับสภาพความรู้สึกนึกคิดของตนได้ดีขึ้น วิธีการ
เหล่านี้ได้แก่
1. การปฏิเสธปัญหา หรือลดความสำคัญของปัญหา เช่นผู้ป่วยอาจจะไม่ยอมรับ(denial)
ว่าอาการเจ็บหน้าอกของตนนั้นเกิดจากโรคหัวใจ แต่เกิดจากอาหารไม่ย่อยมากกว่า วิธีการนี้จะใช้ได้-
เพียงชั่วคราวที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา บางคนก็ใช้วิธีเก็บกด แยกความรู้สึกออกไป ไม่ยอม
ให้ตัวเองมีความรู้สึกเลย(isolation of affect) เช่น พ่อแม่ไม่มีท่าทีตกใจ กลับใจเย็นเมื่อลูกมี
อาการไอมากทั้งๆที่ลูกเป็นโรคหอบหืดอยู่
2. การหาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ การหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่อาจช่วยให้ความ
กังวลใจลดลงได้ การได้รับรู้ความจริงจะช่วยลดความกลัวอันเนื่องมาจากการคาดคะเนเอาเอง หรือ
ความเข้าใจผิดได้ เช่น บางคนเข้าใจว่าถ้าผ่าตัดมดลูกแล้วจะทำให้ทำงานไม่ได้ เป็นต้น หรือพ่อแม่ที่
เข้าใจว่าลูกไม่สบายเพราะสาเหตุอะไรก็ทำให้ไม่ต้องหลงโทษตัวเองหรือโทษผู้อื่นอย่างผิดๆต่อไป เป็นต้น
3. การขอกำลังใจ ขอคำปลอบใจจากคนอื่น ผู้ป่วยบางคนจะเก็บความรู้สึกทุกอย่างไว้ ไม่
พูดให้คนอื่นฟัง หรือบางคนอาจจะมีความลำบากใจ ไม่คุ้นเคยกับการเอ่ยปากขอความช่วยเหลือหรือระบาย
ความทุกข์ให้คนอื่นฟัง ทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นปลอบโยนหรือให้กำลังใจ ดังนั้น ถ้ามีแพทย์
พยาบาล หรือญาติพี่น้องช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกออกมาบ้าง แทนการเก็บไว้คนเดียว คนอื่น
ก็จะมีโอกาสให้กำลังใจ ปลอบโยนผู้ป่วยได้
4. การเรียนรู้ข้อพึงปฏิบัติเป็นพิเศษเกี่ยวกับโรคที่เป็น เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน เรียนรู้
วิธีฉีดยาให้ตัวเองได้ ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นในแง่ที่ไม่รู้สึกว่าตนเป็นภาระของผู้อื่นมากเกินไป ช่วย
ตัวเองได้ ทำให้เกิดกำลังใจ และมีความภูมิใจในตนเอง
5. การตั้งความหวังไว้ในระยะสั้นๆเป็นขั้นตอนไป และเป็นการตั้งเป้าหมายหรือความหวัง
ในสิ่งที่มีโอกาสเป็นไปได้มากในระยะเวลาสั้นๆ เช่น จากการที่หายใจหอบเหนี่อยจนนอนไม่ได้ เป็นหายใจ
สบายขึ้น นอนหลับได้ หรือจากการเดินไม่ได้เลย เป็นเดินโดยใช้ไม้ค้ำช่วย เป็นต้น วิธีการนี้ทำให้ปัญหา
ใหญ่กลายเป็นปัญหาเล็กๆ แม้จะหลายปัญหาแต่ก็สามารถจะค่อยๆแก้ไขไปได้ทีละปัญหา
6. การคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อหาวิธีทดลองแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ๆ โดยอาจจะลองปรึกษา
แพทย์ พยาบาล หรือญาติพี่น้อง ถึงปัญหาในภายหน้าที่ผู้ป่วยคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ และถ้าเกิดขึ้น
ควรจะมีวิธีที่จะจัดการกับปัญหานั้นๆได้อย่างไรบ้าง คล้ายกับเป็นการซ้อมบทละครไว้ล่วงหน้าเพื่อว่าเมื่อ
ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนั้นจริงๆ จะได้เกิดความคุ้นเคยแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น เช่น ถ้าคาดการณ์ว่า
อาจจะเดินไม่ได้ จะเตรียมตัวอย่างไรบ้างกับการแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันภายในบ้าน เป็นต้น
7. การอาศัยความเชื่อบางอย่างเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เหตุการณ์บางอย่างที่เกิด
ขึ้นในชีวิตของคนเรานั้นไม่สามารถที่จะอธิบายหรือควบคุมให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้ จึงจำเป็นต้องมี
ความเชื่อถือบางอย่างเพื่อช่วยให้ยอมรับเหตุการณ์นั้นๆได้ดีขึ้น เช่น เชื่อว่า "คงเป็นเพราะกรรมเก่า"
"เป็นความประสงค์ของพระเจ้า" หรือ "ฟ้าลิขิต" เป็นต้น
8. การมีความหวังอยู่เสมอ แม้จะเป็นความหวังที่มองเห็นโอกาสน้อยมากก็ตาม เพราะ
ความหวังเปรียบเสมือนแสงสว่างที่แม้จะริบหรี่ในความมืดสนิท แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย ทำให้สามารถ
ประคับประคองจิตใจให้ผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวัน ด้วยความหวังว่าในวันต่อๆไปอาจจะมีปาฏิหารย์หรือสิ่ง
มหัศจรรย์เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ความทุกข์ยากที่เผชิญอยู่ลดน้อยลงได้
กลวิธีในการปรับตัวเหล่านี้ ผู้ป่วยอาจจะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายๆวิธีก็ได้ ที่สำคัญคือ
กลวิธีหรือทักษะเป็นสิ่งที่เรียนรู้และแนะนำถ่ายทอดกันได้ ซึ่งทั้งนี้ แพทย์ พยาบาล หรือญาติพี่น้องของ
ผู้ป่วยล้วนแต่มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้วิธีการเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน
ปฏิกิริยาการแสดงออกทางอารมณ์ และพฤติกรรมของผู้ป่วยด้วยโรคร้ายแรง
โรคบางโรคเป็นโรคที่ร้ายแรง น่าสะพึงกลัว เช่นโรคมะเร็ง แม้แต่การได้ยินชื่อของโรคก็
ทำให้ผู้ป่วยหวาดกลัว วิตกกังวล สิ้นหวังได้ ความกังวลและซึมเศร้าเป็นปฏิกิริยาที่พบบ่อยที่สุด แต่การ
แสดงออกของผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยในการปรับตัวของผู้ป่วยหลายอย่าง
ผู้ป่วยที่ทราบว่าตนเป็นโรคร้ายแรง จะมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และพฤติกรรม ซึ่งพอจะ
ลำดับเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
1. ตกใจและปฏิเสธความจริง (shock and denial) ผู้ป่วยตกใจต่อการที่ทราบหรือ
สงสัยว่าตนเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หายและอาจต้องเสียชีวิตในเวลาอันใกล้ อาจมีอาการ "ช้อค"กังวลมาก
สับสน ซึมเฉย หรือถ้าตกใจมากอาจเอะอะโวยวาย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะปฏิเสธ
ความจริง ปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นโรคนั้นๆ อาจโทษว่าแพทย์ตรวจผิด ผู้ป่วยจะพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติม
เพื่อลบล้างผลการตรวจของแพทย์ อาจไปหาแพทย์หลายคนเพื่อให้ยืนยันว่าตนไม่ป่วย
2. กังวล สับสน และโกรธ (anxiety, anger) เมื่อไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ต่อไป
ผู้ป่วยจะเริ่มมีความกังวลมาก ความคิดสับสน รู้สึกอึดอัดและหาทางออกไม่ได้ รู้สึกโกรธที่ตนต้องเผชิญกับปัญหา
ที่ร้ายแรง อาจโทษว่าเป็นความผิดของแพทย์หรือผู้อื่น บางรายอาจแสดงวาจาหรือกิริยาที่ก้าวร้าว มีการ
ต่อต้านการตรวจและคำแนะนำของแพทย์ โกรธญาติและคนอื่นๆ
3. ต่อรอง (bargaining) ต่อมาผู้ป่วยจะเริ่มสงบลง ต่อรองว่าตนอาจจะไม่เป็นโรคร้าย
แรง อาจจะกลับไปสู่ระยะปฏิเสธความจริงได้อีก บางรายก็มีความหวังว่าจะมีการตรวจละเอียดที่พบว่า
ตนไม่เป็นโรคร้ายหรือเป็นชนิดที่ไม่มีอันตรายและรักษาได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อเพิ่มความหวังใหัแก่ตนเองและยืด
เวลาก่อน ก่อนที่จะยอมรับความจริงไปอีกสักระยะหนึ่ง
4. เศร้า และหมดหวัง (depress) ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกหมดหวังและเศร้าโศกเสียใจเมื่อเริ่ม
ยอมรับความจริงของการเป็นโรคร้าย หลังจากที่การปฏิเสธและการต่อรองไม่เป็นผลสำเร็จ ผู้ป่วยจึงต้อง
ยอมจำนนด้วยเหตุผล แต่จิตใจของผู้ป่วยยังไม่สามารถยอมรับได้ มีอารมณ์ซึมเศร้าต่อการสูญเสีย มีความ-
รู้สึกผิด รู้สึกอ้างว้าง พูดและทำสิ่งต่างๆน้อยลง แยกตัว ชอบอยู่คนเดียว เหม่อลอย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
อาจมีความรู้สึกอยากตาย หรือถ้าอาการรุนแรงอาจมีประสาทหลอน หูแว่ว ระแวงได้
5. ยอมรับความจริง (acceptance) ระยะต่อมาผู้ป่วยยอมรับความจริงที่ตนหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ อาการเศร้าลดลง มีการซักถามถึงรายละเอียดของโรคที่เป็นและวิธีรักษา แต่ในบางรายอาจเฉยๆ
และแสดงความไม่สนใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของแพทย์และญาติในเรื่องการรักษา
ต่อจากนี้ผู้ป่วยจะเริ่มปรับตัวต่อการรักษาและการดำเนินชีวิตต่อไป ผู้ป่วยเริ่มรับฟังคำแนะนำ
ของแพทย์ ให้ความร่วมมือในการรักษาและร่วมรับผิดชอบตนเองมากขึ้น พยายามหาวิธีและแนวทางใน
การดำเนินชีวิต การปรับตัวต่อครอบครัวและผู้ร่วมงาน ตลอดจนการติดต่อกับแพทย์และพยาบาลผู้ให้การ
รักษา เตรียมตัวเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งทางกายและทางใจ และเผชิญกับความตายในที่สุดหากโรคนั้น
รักษาไม่หาย
การแสดงออกของผู้ป่วยไม่จำเป็นจะต้องเรียงลำดับขั้นตอนดังกล่าวนี้เสมอไป อาจจะข้าม
ขั้นตอนหรือมีการแสดงออกเพียงบางขั้นตอนเท่านั้นก็ได้
การวินิจฉัยปัญหาทางด้านจิตใจของผู้ป่วย
สภาพจิตใจและพฤติกรรมของผู้ป่วยอันเป็นผลกระทบเนื่องมาจากภาวะความเจ็บป่วยนั้น ย่อม-
ส่งผลต่ออาการของโรค ความร่วมมือในการรักษาและผลของการรักษา ดังนั้น แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยจึงจำเป็น
ต้องเข้าใจปัญหาทางด้านจิตใจและพฤติกรรม เพื่อให้ผลการรักษาโรคนั้นเป็นไปได้อย่างดีเท่าที่ควร
ปัญหาทางจิตใจและพฤติกรรมนี้จะวินิจฉัยได้จากการสังเกตการถามผู้ป่วยถึงความรู้สึก ความ-
คิด ความวิตกกังวลต่างๆ ข้อมูลทางด้านประวัติส่วนตัว บุคลิกภาพ การปรับตัวและข้อมูลทางด้านสังคม
การงาน ครอบครัวของผู้ป่วย จะช่วยให้แพทย์มีความเข้าใจปัญหาของผู้ป่วยดีขึ้น
ความวิตกกังวลของผู้ป่วย จะพบว่ามีความเครียดสูงมากในบางช่วงเวลาของการตรวจรักษา
โดยเฉพาะในเวลาที่กำลังรอผลการตรวจ เมื่อทราบผลการวินิจฉัยใหม่และ ขณะตัดสินใจรับการรักษาแบบใด
แบบหนึ่ง เมื่อรักษาอาการดีขึ้นแล้ว ผู้ป่วยอาจจะกังวลกลัวโรคจะกำเริบอีก เป็นต้น ในกรณีที่มีความ
พิการ สูญเสียอวัยวะหรือหน้าที่ หรือสูญเสียความมั่นคงทางใจ ความวิตกกังวลนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้น
อาการซึมเศร้าเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่สังเกตได้ ทั้งจากสีหน้า ท่าทาง พฤติกรรม การแสดง
ออกของผู้ป่วย เมื่อมีความคิดอยากตาย สิ้นหวัง ท้อแท้ รู้สึกตัวเองไร้ค่า เป็นภาระต่อผู้อื่น ไม่มีใครช่วยได้
อยากฆ่าตัวตาย เป็นต้น พฤติกรรมของผู้ป่วยก็เป็นสิ่งที่สังเกตได้โดยญาติหรือแพทย์ พยาบาล เช่นผู้ป่วยจะ
นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึกบ่อยๆ ไม่กินอาหาร ไม่พูด หงุดหงิด แยกตัว ไม่อยากยุ่งกับใคร ซึมเฉย ทำอะไร
ช้าลง เป็นต้น
การให้ความช่วยเหลือเพื่อรักษาปัญหาทางจิตใจอันเป็นผลกระทบจากความเจ็บป่วย
ผู้ป่วยโดยทั่วไปจะสามารถปรับตัวได้ต่อโรคแม้แต่ในโรคที่ร้ายแรง แม้ว่าโรคนั้นจะหายหรือ
ไม่หาย แต่เขาจะผ่านพ้นภาวะกดดันทางจิตใจอันทุกข์ทรมานนี้ไปได้ด้วยความยากลำบากแตกต่างกันไปใน
แต่ละคน แพทย์ผู้รักษาและพยาบาลผู้เกี่ยวข้องมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยผ่อนคลายปฏิกิริยาทางจิตใจเหล่านี้
และช่วยให้อาการต่างๆลดลงได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญก็คือถ้าผู้รักษาเข้าใจและช่วยเหลือได้ถูกทางก็จะ
ทำให้ได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วย และผู้รักษาก็จะไม่มีส่วนกระทำในสิ่งที่เพิ่มพูนความทุกข์ทางใจให้ผู้ป่วย
อีกด้วย
ปัญหาของแพทย์ที่อาจมี ในการช่วยเหลือด้านจิตใจของผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายแรงหรือโรคที่คุกคามชีวิต
1. ไม่มีความมั่นใจเพียงพอในการช่วยเหลือด้านอารมณ์แก่ผู้ป่วย
2. ไม่ต้องการเผชิญกับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตใจในโรคที่คุกคามชีวิต
3. ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองที่สงสารและเห็นใจผู้ป่วยมากเกินไป
4. ไม่แน่ใจในการวางตัวใกล้ชิดผู้ป่วยเพียงใด
ผู้รักษาควรจะทราบถึงความสามารถและวิธีการปรับตัวของผู้ป่วย โดยทั่วไปผู้ป่วยต้องการที่
จะได้รับความช่วยเหลือในเรื่องความเจ็บป่วย คือ การรักษาที่ทำให้โรคหาย และลดอาการเจ็บปวดและ
ความพิการต่างๆ นอกจากนั้นผู้ป่วยยังต้องการการช่วยเหลือจากผู้อื่นในการที่จะรักษาสถานภาพของ
ตนเองไว้ให้ได้ คือการรักษาสภาพจิตใจที่มั่นคงและรักษาความเป็นตัวเองไว้ รักษาความสัมพันธ์กับ
ครอบครัว เพื่อน ผู้ร่วมงานและบุคลากรใกล้ชิดอื่นๆ เมื่อมีความจำเป็นผู้ป่วยก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจใน
การเผชิญกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น และการเผชิญกับความตายในที่สุด
นอกจากนั้น ผู้รักษาจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาในการปรับตัวให้ผู้ป่วยได้ดี หากผู้รักษาทราบ
ความต้องการของผู้ป่วยในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับโรคร้ายแรงที่เขาเป็นอยู่ และช่วยเหลือผู้ป่วยตามความต้อง
การของเขา
การช่วยเหลือที่แพทย์ผู้รักษาและบุคลากรทางการแพทย์ควรกระทำ ได้แก่
1. บอกผู้ป่วยว่าเขาเป็นอะไร ทั้งนี้ ควรพิจารณาในการบอกความจริงเพียงใดและแก่ใคร
ควรคำนึงถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการบอก ความพร้อมของผู้ป่วยและญาติ ประโยชน์หรือโทษที่จะเกิดขึ้น
ตามมา รายละเอียดที่จะบอกควรมีเพียงไร ควรยึดหลักในการพูดความจริงที่เกิดประโยชน์เท่านั้น
2. บอกผู้ป่วยเรื่องวิธีการรักษาที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยได้ เหตุผลในการที่แพทย์ตัดสินใจให้การ
รักษาวิธีนั้น และให้เวลาในการตอบคำถามข้อสงสัยของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องการ
รักษาและการรับผิดชอบตนเองเท่าที่จะทำได้
3. ยอมรับการแสดงออกของผู้ป่วย โดยเฉพาะการปฏิเสธความจริงของผู้ป่วย การมีอารมณ์ที่กังวล ซึมเศร้า และแม้ความก้าวร้าวที่ผู้ป่วยอาจแสดงต่อแพทย์ ยอมรับและตอบสนองต่อความ-
พยายามในการปรับตัวของผู้ป่วยในระยะต่างๆ และคาดหวังไว้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการเช่นนั้นได้
4. ให้การปลอบใจและประคับประคองทางอารมณ์แก่ผู้ป่วย ความกังวลอึดอัดใจของผู้ป่วย
จะลดลง หากแพทย์ให้เวลารับฟังเขาด้วยความจริงใจ ให้กำลังใจ ให้ความช่วยเหลือ ให้ข้อมูลที่ผู้ป่วย
สงสัย และแก้ความเข้าใจของผู้ป่วยต่อโรคและการรักษา ส่วนมากผู้ป่วยจะไม่ระบายถึงความไม่สบายใจ
เอง แพทย์จึงต้องถามถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้ป่วย
5. บอกผู้ป่วยว่าแพทย์จะเป็นผู้ช่วยเหลือเขาทั้งในเรื่องโรคและเรื่องอื่นๆ สนใจและหา-
ข้อมูลด้านภาวะจิตสังคมของผู้ป่วยเสมอ
6. ให้การรักษาตามอาการ ถ้าจำเป็นก็ให้ยาลดความกังวลและยาลดอาการเศร้า เช่น
พวกไดอาซีแปม อมิทริปทีลีน หรืออิมิปรามีน ยานอนหลับ ยาแก้ปวด ยาแก้อาการทางจิต เป็นต้น
7. บอกผู้ป่วยถึงขั้นตอนต่างๆที่เขาอาจต้องเผชิญในการปรับตนเองด้านจิตใจ การทราบ
การณ์ล่วงหน้าจะทำให้เกิดความกังวลไม่มากนักเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์นั้นๆ
8. ในผู้ป่วยที่รักษาไม่หาย ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยในระยะสุดท้าย เช่น ให้ยาแก้ปวดเพื่อ
ลดความทุกข์ทรมาน ช่วยให้ผู้ป่วยเผชิญกับความตายโดยจิตใจที่สงบ และด้วยความรู้สึกว่าตนมิได้ถูกทอดทิ้ง
นอกจากแพทย์ผู้รักษาแล้ว ผู้ที่จะช่วยผู้ป่วยได้ดีก็คือ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจและรักษาผู้ป่วย โดยให้ความเป็นกันเอง มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด คอยให้ความ
ช่วยเหลือทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
การช่วยเหลือด้านจิตใจของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีผลดี คือการเข้ากลุ่มร่วมกับผู้ป่วยโรคเดียวกัน
ที่ได้ผ่านการตรวจและรักษาไปแล้ว ผู้ป่วยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์กับผู้ที่เคย
อยู่ในสภาพเดียวกับตนมาก่อน การปลอบใจและการให้กำลังใจผู้ป่วยย่อมยอมรับได้ง่ายกว่า
ในผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตใจ และพฤติกรรมผิดปกติมาก อาจมีความจำเป็นต้องส่งปรึกษาจิตแพทย์
เพื่อการรักษาที่เหมาะสมต่อไปด้วยจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัดหรือวิธีอื่นๆที่เหมาะสม
สรุป
ความเจ็บป่วยนับได้ว่าเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย นอกจากปัญหาทางร่างกายแล้ว ผลกระทบต่อจิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม และสภาพ
เศรษฐกิจสังคมของผู้ป่วยล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการดำเนินโรค และผลของการรักษาโรคเช่นกัน ถึงแม่ว่า-
ผู้ป่วยจำนวนมากจะสามารถปรับตัวต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ด้วยตนเอง แต่แพทย์ พยาบาล
บุคลากรทางการแพทย์จะมีบทบาทที่สำคัญในการช่วยให้การปรับตัวของผู้ป่วยเป็นไปได้อย่างดี แพทย์ผู้รักษา
นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยอดทนต่อความทนทุกข์ทรมานต่างๆจนกว่าจะผ่านพ้นไปได้
มีความสำคัญในการที่จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวของเขาปรับตัวปรับใจ ปรับสภาพเศรฐกิจสังคมต่างๆ
เพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยได้มากที่สุด
ความสนใจในเรื่องจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้ป่วย การคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจ สังคมของ
ผู้ป่วย ความสามาถในการรับฟัง การให้ข้อมูล ให้กำลังใจ การปลอบใจ เข้าใจและยอมรับในความรู้สึก
นึกคิดของผู้ป่วย สิ่งต่างๆเหล่านี้ย่อมจะทำให้แพทย์สามรถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่
ควรจะเป็น
เอกสารอ้างอิงและอ่านประกอบ
1. เอกสารประกอบการสอนเรื่อง ปฏิกิริยาทางจิต-สังคม ต่อความเจ็บป่วยทางกายของ รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงศรีธรรม ธนะภูมิ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี.
2. เอกสารประกอบการสอนเรื่อง Psychological aspect of physical illness ของ รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงนงพงา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี.
3. สันต์ หัตถีรัตน์. การดูแลรักษาผู้ป่วยที่หมดหวัง. กรุงเทพฯ : โครงการตำรา-ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, 2521.
4. Lipowski ZJ. Psychosocial reactions to physical illness : current review. Med Assic J 1983 ; 128 : 1069 - 72.