Ugo Cerletti and the discovery of Electroshock.
An imaginary interview by Francesco Bollorino*, Rossella Valdre*, Maria Vittoria Giannelli Ph.D**. *University of Genoa, Department of Psychiatry, **University of Genoa, Department of Neurology.
มาโนช หล่อตระกูล แปลและเรียบเรียง
A translation from http://www.psychiatryonline.it/ital/cerl.htm
คณะผู้เขียน ได้เขียนโดยอิงจากงานต้นฉบับของศาสตราจารย์ Ugo Cerletti และคณะ เกี่ยวกับการค้นคว้าในเรื่อง electroconvulsive therapy ฉากเป็นลักษณะการสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ Cerletti ขณะทำงานวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรม ใน ค.ศ. 1940 หลังการรายงานวิธีการทำ ECT ได้ 2 ปี
เดือนเมษายน 1940
ผมพบกับท่านศาสตราจารย์ Ugo Cerletti ขณะที่ท่านทำงานวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรม ท่านมีรูปร่างสูง สมาร์ท ท่าทางใจดี แลดูอ่อนกว่าวัย 63 ปี ศาสตราจารย์ Ugo Cerletti มีชื่อเสียงไปทั่วโลก นับแต่ท่านได้รายงาน การรักษาแบบ electroshock เมื่อ 2 ปีก่อน สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักท่านดีพอ ผมขอเล่าประวัติของท่านคร่าว ๆ ดังต่อไปนี้
Ugo Cerletti เกิดที่เมืองเวเนโต เมื่อ ค.ศ. 1877 เรียนแพทย์ที่โรมและตูริน โดยสนใจในด้าน โรคทางระบบจิตประสาท ท่านได้ศึกษา จากผู้มีชื่อเสียงในยุโรปหลายท่าน โดยในช่วงแรกอยู่กับ Pierre Marie จากนั้นเป็น Kraepelin, Nissl, และ Alzheimer ที่เมือง ไฮเดลแบร์กและมูนิก ท่านทุ่มเทตัวอย่างมาก กับงานค้นคว้าวิจัย และการคิดค้น เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในเวลาต่อมา ท่านได้เป็นผู้อำนวยการ สถาบันประสาทชีววิทยาแห่งกรุงมิลาน และมารับตำแหน่งศาสตราจารย์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเจนัว ท้ายที่สุด เมื่อปี 1935 ได้ย้ายมาที่ มหาวิทยาลัยแห่งกรุงโรม โดยดำรงตำแหน่ง หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ และโรคระบบประสาท ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติยิ่ง
คำถาม : ทราบว่า เมื่อสองปีก่อนนี้ อาจารย์และคณะได้เริ่มทดลองใช้ electroshock ในการรักษาโรคทางจิตเวช ขอความกรุณา อาจารย์เล่า ถึงรายละเอียดของการค้นพบนี้
ศาสตราจารย์ Cerletti : เรื่อง electroshock นี้ตรงไปตรงมา เริ่มต้นเลย ผมสนใจศึกษาเรื่องของโรคลมชัก เหมือนกับประสาทแพทย์คนอื่น ๆ เพราะว่า มันมีส่วนที่คาบเกี่ยวกันกับทั้งด้านประสาทวิทยาและจิตเวชศาสตร์ เมื่อปี 1931 ผมทำวิจัยอยู่ที่ เมืองเจนัวโดยทำเรื่อง sclerotic lesion ของ Hammon’s horn ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคลมชัก ผมตัดสินใจที่จะศึกษาเรื่องนี้โดยทดลองในสัตว์ โดยใช้วิธีกระตุ้นให้สัตว์เกิดการชักหลาย ๆ รูปแบบ แล้วนำมาศึกษาดู histopathology ของ Hammon’s horn ผมไม่ได้ใช้วิธีกระตุ้นที่สมองโดยตรงหรือใช้ convulsive toxic เหมือนกับคนอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อเลี่ยงการที่เนื้อสมองจะบอบช้ำ แต่ผมลองใช้วิธีที่ physiologist นิยมกัน โดยเฉพาะเมื่อทำกับสุนัข คือทำให้เกิดการชักโดยการใช้กระแสไฟขนาด 125 โวลท์ไหลผ่านร่างกาย
คำถาม : วิธีนี้ยากไหมครับ
ศาสตราจารย์ Cerletti : ช่วงแรกผมเสียสุนัขไปหลายตัว เพราะมันเกิด atrial fibrillation หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เรียนรู้การปรับขนาดไฟให้พอดี ผมเก็บ case ได้เยอะทีเดียว ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การชักแบบนี้เหมือนกันกับการชักในโรคลมชักที่เกิดขึ้นกับคนเรา ปี 1935 ผมย้ายมาที่โรม ที่นี่ผมก็ได้ทำการศึกษาต่อร่วมกับผู้ช่วยของผมคือ Dr. Bini เราได้พัฒนาเครื่องมือให้สามารถควบคุมได้ ทั้งระยะเวลาและขนาดของกระแสไฟที่ใช้ เพื่อเลี่ยงการที่สุนัขตายจากการทดลอง
คำถาม : อาจารย์เปลี่ยนแนว จากการศึกษาโรคลมชักโดยใช้วิธี electroshock มาเป็นการใช้เทคนิคนี้ ในการรักษาผู้ป่วยทางจิตเวชได้อย่างไร
ศาสตราจารย์ Cerletti : จริง ๆ แล้วในระหว่างนี้ ก็มีรายงานการรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภท โดยการทำให้ชักโดยการฉีด Cardiazol ผมเองก็ได้ทดลองในคนไข้ของเราทันทีเหมือนกัน โดยใช้วิธี hypoglycemic coma การที่ผมต้องผจญกับการชักของสุนัขจาก electroshock ในแต่ละวัน ทำให้ผมเกิดความคิดว่า วิธีนี้ก็น่าจะใช้ได้ในคนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความคิดนี้คงเป็นเพียงแค่ทฤษฎีอยู่นานพอดู เพราะเป็นที่ทราบกันว่า ผลของไฟฟ้าที่มีต่อสมองของคนเรานั้นรุนแรง ทำให้ไม่มีใครกล้าทำ
คำถาม : อะไรทำให้อาจารย์เปลี่ยนใจ
ศาสตราจารย์ Cerletti : วันหนึ่งผมได้ยินว่า ที่โรงฆ่าสัตว์ในกรุงโรมจะมีการฆ่าหมูโดยใช้ไฟฟ้า เพื่อที่จะได้แน่ใจว่า ที่ผมหยุดการทดลองนี้ไปมีเหตุผลเพียงพอ ผมจึงตัดสินใจไปโรงฆ่าสัตว์เพื่อดู “electroexecution” นี้ ผมเห็นคนฆ่าสัตว์อยู่ท่ามกลางฝูงหมู มือสองข้างถือคีมอันใหญ่ ปลายคีมสองข้างเป็นแผ่นจาน มีเหล็กแหลม ๆ เล็ก ๆ ยื่นออกมา พอเข้าใกล้หมู เขาก็จะกางคีมออก คีบแผ่นจานเข้าที่ส่วนหน้าของหัวหมู แล้วปล่อยกระแสไฟขนาด 70-80 โวลท์ ทันทีที่ไฟผ่าน หมูตัวนั้นก็ล้มลงตัวแข็งทื่อกับพื้น สักครู่ก็เกิดการชักกระตุกตามมา คนฆ่าสัตว์พอเห็นหมูล้มลง ก็รีบเอามีดมาเชือดที่คอ ทำให้หมูเลือดไหลตายก่อนที่จะทันฟื้นตัวจากการช็อค
คำถาม : อย่างงั้นที่เขาบอกว่าฆ่าหมูโดยใช้ไฟฟ้าก็ไม่จริงสิครับ
ศาสตราจารย์ Cerletti : เป็นอย่างนั้น เป็นการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำให้ดูดี ดูมีมนุษยธรรมขึ้นมาหน่อย หมูจะได้ไม่ทรมานตอนถูกเชือด
คำถาม : จากนั้นแล้วอาจารย์ทำอะไรต่อไป
ศาสตราจารย์ Cerletti : ผมขออนุญาตคนคุมโรงฆ่าสัตว์ทดลองใช้คีมนั้นดู ก็ลองใช้กับหมูในหลาย ๆ ตำแหน่งของหัว ทำหลายครั้งจนแน่ใจว่า สามารถยืนยันสิ่งที่เราได้ค้นพบจากการศึกษาในสุนัขว่า ขนาดไฟ 70-125 โวลท์ ไม่เป็นอันตรายต่อสมอง แม้จะเพิ่มเวลาให้นานขึ้น หมูที่ทดลองฟื้นสติกลับมาหมดทุกตัว แม้ว่ามีบางตัวที่อาจจะนานหน่อย ช่วงฟื้นใหม่ ๆ มีท่าทางงง ๆ เป็นสักครู่ก็เดินเข้าฝูงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คำถาม : อาจารย์ได้ข้อสรุปอย่างไรบ้างจากการทดลองนี้
ศาสตราจารย์ Cerletti : ก็ยืนยันผลการทดลองในสุนัขว่า ขนาดไฟเท่านี้ ในเวลาไม่ถึงวินาที สามารถทำให้เกิดการชัก โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ จากการที่ผมได้ทดลองกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมีขนาดและโครงสร้างแตกต่างกันพอสมควร และได้ทดลองกับหลาย ๆ ตำแหน่งของหัว ใช้เวลาต่างกัน โดยไม่มีอันตรายใด ๆ ตามมา ผมจึงค่อนข้างจะพอใจสมมุติฐานของผม ซึ่งมีว่า เราน่าจะใช้วิธีการเช่นนี้ในคนได้เช่นกัน โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ผมจึงตัดสินใจที่จะดำเนินการทดลองของผมต่อไป
คำถาม : เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อไร
ศาสตราจารย์ Cerletti : เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เดือนเมษายน 1938 ตอนนั้นตำรวจนำผู้ป่วยชายอายุประมาณสี่สิบปี มาโรงพยาบาล เพราะพบผู้ป่วยขึ้น ๆ ลง ๆ รถไฟโดยไม่มีบัตร ผู้ป่วยมีพฤติกรรมแปลก ๆ ตอบคำถามด้วยภาษาที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ เราตรวจพบว่าผู้ป่วยมีอาการประสาทหลอน และมีอาการหลงผิดว่ามีอำนาจภายนอกมาบังคับตนเอง มีท่าทางเฉยเมย เฉื่อยชา ไม่มี disorientation ระหว่างอยู่โรงพยาบาล ผู้ป่วยเอาแต่นอนบนเตียงพูดพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ เราวินิจฉัยว่า เป็นโรคจิตเภท ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติอะไร ผู้ป่วยแข็งแรงดี ผู้ป่วยคนนี้แหละ เป็นคนแรกที่ผมเริ่มทดลองใช้ electroshock รักษา
คำถาม : อาจารย์กรุณาเล่ากระบวนการทำในครั้งแรกด้วย
ศาสตราจารย์ Cerletti : เราใช้น้ำเกลือทาที่แผ่น electrode รัดด้วยสายยาง ให้แผ่นอยู่ที่ตำแหน่ง frontoparietal สองข้าง เริ่มด้วยไฟขนาดต่ำ 80 โวลท์ นาน 1/5 วินาที เมื่อเริ่มกดไฟ ผู้ป่วยลุกพรวดขึ้นมา กล้ามเนื้อเกร็งทั่วตัวจนตัวงอ จากนั้นล้มหลังฟาดกับเตียง โดยที่ไม่หมดสติ จู่ ๆ ผู้ป่วยเริ่มร้องเพลงขึ้นมาดังสุดเสียง จากนั้นก็ค่อยสงบลง
คำถาม : ในตอนนั้นอาจารย์ทำอย่างไร
ศาสตราจารย์ Cerletti : เราทุกคนตื่นเต้นมาก เรารู้ดีว่าสิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นเป็นเรื่องที่บ้าบิ่นก็ว่าได้ ผลที่ออกมา เมื่อเทียบกับการทดลองในสัตว์แล้ว จะเห็นชัดว่าเราใช้กระแสไฟขนาดต่ำไป จึงน่าจะลองอีกครั้งและเพิ่มขนาดไฟขึ้นไปอีก บางคนแนะนำว่าให้ผู้ป่วยพักผ่อนก่อน แล้วค่อยทดลองอีกทีในวันรุ่งขึ้น ผู้ป่วยซึ่งนอนฟังเราถกเถียงกันอยู่ พูดโพล่งขึ้นมาอย่างหนักแน่น และชัดเจนว่า “ไม่ทำอีกแล้ว พวกคุณจะฆ่าผม”
คำถาม : อาจารย์ตอบว่าอย่างไร
ศาสตราจารย์ Cerletti : ผมต้องยอมรับว่า ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น ร่วมกับความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อผู้ป่วย การที่ผู้ป่วยพูดออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เท่าไร ยังพูดฟังไม่รู้เรื่อง ทำให้ผมลังเลใจมากเลยทีเดียว ทั้งยังมีบางคนเสนอให้เลื่อนการทดลองออกไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ความเกรงว่าตนเองจะยอมให้กับความเชื่อในเรื่องโชคลาง ทำให้ผมตัดสินใจในที่สุด ผมวางแผ่น electrode ที่ศีรษะผู้ป่วยอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ใช้ไฟ 110 โวลท์ นาน 1/5 วินาที ผู้ป่วยมีอาการเกร็งขึ้นมาทันทีทันใด อยู่ช่วงสั้น ๆ จากนั้นมีอาการต่าง ๆ เหมือนที่พบในโรคลมชัก เราเฝ้าสังเกตอย่างแทบไม่ได้หายใจใน tonic phase ผู้ป่วยมี apnea จนหน้าเขียว จากนั้นผู้ป่วยมีเสียงครืดคราดแล้วเริ่มมี clonic jerk เราค่อยหายใจกันทั่วท้อง และพอใจอย่างมากเมื่อเห็นผู้ป่วยค่อย ๆ รู้ตัว ผู้ป่วยลุกขึ้นนั่งมองเราอย่างสงบ และยิ้มให้เหมือนกับจะถามว่า เราจะซักอะไรไหม เราถามว่า “มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณหรือ” ผู้ป่วยตอบว่า “ผมไม่ทราบ สงสัยจะหลับไปกระมัง”
คำถาม : อาจารย์ได้รักษาผู้ป่วยคนนี้ต่ออีกไหมครับ
ศาสตราจารย์ Cerletti : แน่นอน วันที่ 25 พฤษภาคม หลังจากทำได้ 6 ครั้ง ผู้ป่วยดูดีทีเดียว ท่าทางเรียบร้อย ความคิดปกติ และไม่มีพูดแปลก ๆ อีก เรายังได้หลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเขา และประวัติอาการก่อนหน้านี้ เมื่อเราได้ทำ electroshock ไปโดยสำเร็จ 11 ครั้ง ไม่สำเร็จ 9 ครั้ง ผู้ป่วยมีลักษณะที่อาจเรียกว่าหายสนิท (cure) หรือหากจะพูดให้ตรงก็คือ มี complete remission นอกจากไม่มีอาการประสาทหลอนหรืออาการหลงผิดแล้ว ผู้ป่วยยังมีพฤติกรรมต่าง ๆ ดูปกติดี เขาเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยคนอื่น เราจำหน่ายผู้ป่วยรายนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 1938
คำถาม : เมื่อผลการทดลองออกมาเป็นแบบนี้ ผมคาดว่าอาจารย์คงดำเนินการทดลองต่อในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ศาสตราจารย์ Cerletti : ครับ เราได้รักษาผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ทำมาเป็นพัน ๆ ครั้ง และในขณะเดียวกัน เราก็ยังคงทดลองในสัตว์ต่อ เพื่อจะทำความเข้าใจถึง activating mechanism ของการรักษา และผลกระทบที่มีต่อสมอง รวมถึงเรื่องข้อบ่งชี้ในการรักษา
คำถาม : อาจารย์กรุณาสรุปอย่างย่อ ๆ ถึงผลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าตราบปัจจุบัน
ศาสตราจารย์ Cerletti : electroshock ไม่ก่อให้เกิด irreversible lesion ต่อสมอง เมื่อเทียบกับการรักษาอื่นแล้ว วิธีนี้ใช้ง่ายกว่ามาก อันตรายไม่มาก และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย มีอยู่สองโรคที่เราพบว่าได้ผลดีจากการรักษา คือ โรคจิตเภท โดยเฉพาะในระยะแรกที่มีอาการกำเริบ กับโรค manic-depressive phrenosis โดยเฉพาะระยะซึมเศร้า
หากคำนึงถึงในแง่ของ activating mechanism ผมสันนิษฐานว่า electroshock ไปกระตุ้นระบบประสาทอย่างรุนแรง และไปมีผล กระตุ้นระบบ neuro-psychism ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย reflex, instinctive และ affective reaction ซึ่งในคนปกติ จะทำงานประสานกันด้วยดี แต่ในผู้ป่วยโรคจิตเภท และ depression ระบบเหล่านี้จะเฉื่อยลง หรือไม่ทำเต็มที่ การกระตุ้นก็จะไปปรับระบบเหล่านี้ ให้ทำงานดีขึ้น ข้อสันนิษฐานนี้ยังต้องศึกษากันต่อไปอีก ว่าเป็นเช่นนี้ไม่
คำถาม : ขอขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูง ที่ได้สละเวลาอันมีค่าให้สัมภาษณ์แก่ผม ผมหวังว่า คงจะได้มีโอกาส สัมภาษณ์อาจารย์เช่นนี้อีกในภายหน้า
ศาสตราจารย์ Cerletti : ด้วยความยินดียิ่ง ผมเองก็อยากจะคุยเรื่องนี้อีกครั้งเหมือนกัน บางทีอาจเป็นเรื่องการเปรียบเทียบผลการศึกษาของผม กับของคนอื่น ๆ ที่ลองนำเอาวิธีของผมไปใช้
Bibliography
Cerletti, U. (1940) L’Elettroshock. Rivista Sperimentale di Frenatria. Vol I, 209- 310
Postel, J, Qu่tel, C, (1983) Histoire de la Psychiatrie, Editions Privat, Toulouse, 602-603
This page was created and is maintained by our team.
Please send your comments and suggestions to ramlt@mucc.mahidol.ac.th






