การพยายามฆ่าตัวตาย

ผศ. นพ. มาโนช หล่อตระกูล

ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

คำจำกัดความ

การฆ่าตัวตายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่1

ก. การพยายามฆ่าตัวตาย (attempted suicide) หมายถึงผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย แต่ในที่สุดยังไม่ถึงแก่ชีวิต. ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ทำด้วยความหุนหันพลันแล่น หรือทำเพราะต้องการประท้วง ต้องการให้ผู้อื่นรู้สึกผิด เพราะรู้สึกโกรธ หรือหาทางออกกับสถานการณ์ในขณะนั้นไม่ได้.

ข. การฆ่าตัวตายสำเร็จ (completed suicide) หมายถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยซึ่งมีความผิดปกติทางจิตเวชมาก่อน. ที่พบบ่อยคือเป็นจากโรคซึมเศร้า.

การแบ่งโดยวิธีนี้เป็นการแบ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากผู้ที่ญาตินำมาพบแพทย์จะเป็นผู้ที่ได้กระทำการลงไปแล้ว แต่ยังไม่เสียชีวิต. อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจตายโดยมิได้ต้องการฆ่าตัวตายจริง หากด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้ใช้วิธีที่รุนแรง หรือผู้อื่นไม่อาจช่วยเหลือได้ทัน. ในทำนองเดียวกัน ผู้ป่วยบางรายต้องการฆ่าตัวตายจริง แต่ใช้วิธีการที่ไม่รุนแรง หรือมีผู้ช่วยเหลือได้ทันและนำส่งแพทย์. ผู้ป่วยประเภทนี้จะมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอีกสูงกว่าผู้ที่ทำเพื่อประท้วงหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น.

ท่าทีต่อผู้ป่วย

ความรู้สึกส่วนใหญ่ของแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์อื่น ๆ ที่มีต่อผู้ป่วยจะเป็นความรู้สึกในทางลบ2 เช่น หงุดหงิด โกรธ รู้สึกว่าผู้ป่วยทำให้ตนเองต้องเสียเวลา เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยหาเรื่องใส่ตัวเอง ทำให้แพทย์ต้องตามมาแก้ไข. บางคนช่วยเหลือผู้ป่วย หรือทำหัตถการด้วยความรุนแรงโดยมีความรู้สึกว่าเพื่อผู้ป่วยจะได้เข็ดหลาบ ไม่กล้าทำอีก.

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก่อนตัดสินใจฆ่าตัวตายจะสองจิตสองใจ รู้สึกโดดเดี่ยว ขาดคนเข้าใจ หรือประสบความทุกข์จนทนไม่ได้ รู้สึกหมดหนทาง. สิ่งที่เขาทำลงไปนั้น หากมองอีกแง่หนึ่งแล้วเปรียบเสมือนเป็นการแสดงออกถึงการต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยประสบสถานการณ์ที่ไม่ทราบว่าจะแก้ไขอย่างไร. ท่าทีดังกล่าวข้างต้น ยิ่งไปเสริมความรู้สึกเหล่านี้ของผู้ป่วยให้มากขึ้นไปอีก.3

ในการซักประวัติและตรวจผู้ป่วย มีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. คอยระวัง ให้ผู้ป่วยอยู่ในสายตาตลอด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อาการดีแล้ว ผู้ป่วยบางคนอาจหลบหนีออกไปขณะที่บุคลากรทำหน้าที่อื่นอยู่.

2. การซักประวัติผู้ป่วยหากเป็นไปได้ควรทำในที่เป็นส่วนตัว เนื่องจากบางเรื่องผู้ป่วยไม่ต้องการให้ใครทราบ หรือลำบากใจที่จะเล่าหากมีคนมาก. บางครั้งการไม่ตระหนักในข้อนี้ทำให้ขาดข้อมูลที่สำคัญไป.

3. แสดงความเข้าใจถึงความทุกข์ใจของผู้ป่วย เห็นใจ ไม่แสดงท่าทีตัดสินถูกผิดต่อสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป.

4. เลี่ยงการถกกับผู้ป่วยถึงข้อดีข้อเสียของการฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะการมีท่าทีลังเลหรือเห็นคล้อยตามไปกับผู้ป่วยว่าเขาไม่มีทางออกจริงๆ . การมีความเข้าใจในผู้ป่วยเป็นสิ่งดี แต่การตัดสินใจหรือแนวทางในการช่วยเหลือนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง.

ควรมีท่าทีที่มั่นคง แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่าแม้ว่าปัญหาของผู้ป่วยดูจะยุ่งยาก แต่การตายไม่ใช่แนวทางในการแก้ปัญหา. ผู้ป่วยมักมีความคิดสองจิตสองใจ การแสดงท่าทีลังเลของแพทย์จะไปเสริมความรู้สึกไม่มั่นใจนี้ยิ่งขึ้น.4

5. พบญาติหรือผู้ใกล้ชิดทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อจะได้ทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยญาติอาจมีมุมมองต่างไปจากผู้ป่วย จากข้อมูลหลาย ๆ แห่งทำให้ประเมินปัญหาได้ตรงขึ้น. อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าจะเชื่อข้อมูลที่ได้ไปทั้งหมดโดยไม่พิจารณา หากญาติผู้ป่วยมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ อาจปกปิด หรือบิดเบือนข้อมูลบางส่วนได้ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม.

แนวทางในการสัมภาษณ์

สิ่งสำคัญลำดับแรกสำหรับแพทย์คือการช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะทางร่างกายให้พ้นภาวะฉุกเฉิน. หลังจากที่ผู้ป่วยอาการดีขึ้นแล้วควรหาประวัติและสัมภาษณ์เพิ่มเติม เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป.

หัวข้อสำคัญในการสัมภาษณ์ได้แก่

1. ปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ป่วยคิดฆ่าตัวตาย พบว่าผู้ป่วยมักประสบเหตุการณ์กดดันก่อนคิดฆ่าตัวตาย.5 ตัวอย่างเหตุการณ์ได้แก่ การสูญเสียคนใกล้ชิด ปัญหาด้านสัมพันธภาพกับคนใกล้ชิด ปัญหาในครอบครัว หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น.

การทราบถึงปัจจัยกระตุ้น ทำให้ผู้ดูแลสามารถเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น เห็นถึงแนวคิดของผู้ป่วยต่อปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาก่อนหน้านี้ของเขา. นอกจากนี้การทราบถึงปัจจัยกระตุ้นจะทำให้การวางแผนช่วยเหลือผู้ป่วยทำได้ตรงจุดขึ้น.

2. สิ่งที่ผู้ป่วยหวังผลจากการกระทำ ผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตายจำนวนหนึ่งทำไปเพราะหวังผลจากการกระทำ เช่น ประท้วงที่ไม่มีผู้สนใจ ต้องการให้ผู้อื่นรู้สึกผิดเพราะความโกรธซึ่งไม่มีทางระบายออก หรือเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่าง เป็นต้น. ผู้ป่วยดังกล่าวนี้จะมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอีกน้อยกว่าผู้ป่วยที่ทำเพราะรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง ฆ่าตัวตายเพราะอยากตาย. มีลักษณะช่วยบ่งหลายประการว่าผู้ป่วยมีความตั้งใจจริง ดังตารางที่ 1.

แทรกตารางที่ 1

ผู้ป่วยที่อาการสาหัสอาจไม่จำเป็นต้องมีความเสี่ยงสูงเสมอไป.6 โดยเฉพาะการรับประทานยา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินยากว่าผู้ป่วยทราบหรือไม่ว่ายาตัวไหนมีอันตรายอย่างไร รับประทานแล้วถึงตายหรือไม่. แต่หากเป็นการทำโดยใช้วิธีที่รุนแรง เช่น กระโดดตึก, ยิงตัวตาย ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าผู้ป่วยมีความต้องการฆ่าตัวตายสูง.

3. อาการตลอดจนการวินิจฉัยทางจิตเวช มีการศึกษาผู้ป่วยฆ่าตัวตายสำเร็จ พบว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติทางจิตเวชในกลุ่ม depressive disorders ถึงประมาณร้อยละ 75.7,8 ส่วนผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตายพบว่าส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านการปรับตัว (adjustment disorders) หรือมีบุคลิกภาพผิดปกติ (personality disorder). การวินิจฉัยทางจิตเวชนี้พบว่าเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญถึงความรุนแรงของปัญหา.9 ตารางที่ 2 แสดงถึงโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยและอาการเด่นในแต่ละโรค.

แทรกตารางที่ 2

4. สภาพจิตใจของผู้ป่วยขณะพบแพทย์ ผู้ป่วยที่ซึมเศร้ามาก ท้อแท้ หมดหวัง หรือรู้สึกว่าหมดหนทางในชีวิต จะมีความเสี่ยงสูง.10,11

5. การช่วยเหลือค้ำจุนจากครอบครัวหรือความใกล้ชิดกับผู้อื่น เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในทางปฏิบัติ. ผู้ป่วยที่ญาติดูแลช่วยเหลือดีมักทำให้สถานการณ์ที่รุนแรงในช่วงก่อนหน้านั้นคลี่คลายลงได้. สังคมไทยเราเป็นสังคมของญาติพี่น้อง การสนับสนุนให้ญาติเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือจะทำให้ความเสี่ยงของผู้ป่วยลดลงมาก.

6. ความคิดเห็นของผู้ป่วยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การทราบความคิดของผู้ป่วยอาจทำให้พอประเมินได้ว่าผู้ป่วยยังมีความเสี่ยงอยู่สูงหรือไม่. ผู้ป่วยบางคนหลังจากผ่านเหตุการณ์มาแล้ว เกิดการเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาชีวิตของตนใหม่ เข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของตนเองมากขึ้น. โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กระทำลงไปอย่างหุนหันพลันแล่น. ผู้ป่วยที่ยังคงมีมุมมองเหมือนเดิม หรือมีความรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ หมดหนทางในชีวิต จัดว่าเป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอีกสูง.

สิ่งควรตระหนักคือ ภาวะความเสี่ยงนี้มิใช่สิ่งที่อยู่คงที่ตลอดไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปในแต่ละขณะ. ในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยทำการฆ่าตัวตายนั้นเป็นจังหวะที่ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลรวมกัน ร่วมกับสภาพกดดันบางอย่าง จนผู้ป่วยทนอีกต่อไปไม่ได้. เมื่อได้ทำการช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว ภาวะความเสี่ยงจะเปลี่ยนไปจากเดิม.13

แทรกตารางที่ 3

การพิจารณารับไว้ในโรงพยาบาล

ในการพิจารณาอาจแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม14

1. ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ต้องรับไว้ในโรงพยาบาล. ตามตารางที่ 3 ยิ่งมีปัจจัยเหล่านี้หลายข้อยิ่งมีความเสี่ยงสูงมาก.

2. ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีปัญหา หรือประสบภาวะกดดันที่รุนแรง แต่หลังจากผู้ดูแลได้สนทนา ช่วยแนะแนวทางในการแก้ปัญหาและนำญาติเข้าร่วมในการช่วยเหลือ แล้ว เห็นว่าปัญหาของผู้ป่วยคลี่คลายลง. ผู้ป่วยบางคนมองชีวิตหรือปัญหาในแง่มุมใหม่หลังจากผ่าน เหตุการณ์ฆ่าตัวตายไปแล้ว และต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป.

ผู้ป่วยดังกล่าวสามารถกลับบ้านได้ หากญาติพร้อมในการดูแลผู้ป่วย และมีผู้ที่สามารถอยู่กับผู้ป่วยได้ตลอด 24 ชั่วโมงจนกว่าจะถึงวันนัดครั้งต่อไป. (ไม่ควรนัดเกิน 3 วัน) ทั้งนี้ต้องเน้นความสำคัญของการให้ผู้ป่วยอยู่ในสายตาตลอดเวลา เนื่องจากพบไม่น้อยที่ญาติคิดว่าผู้ป่วยดูดีแล้ว ปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ลำพังชั่วครู่คงไม่เป็นไร แต่กลับปรากฏว่าผู้ป่วยฆ่าตัวตายในช่วงนั้น. นอกจากนี้ต้องเตือนญาติในเรื่องการเก็บอาวุธหรือของมีคม และยาควรเก็บไว้ที่ญาติ.

ในกรณีที่ไม่แน่ใจในเรื่องของความเสี่ยง หรือประเมินลำบาก หรือเห็นว่าญาติไม่สามารถดูแลผู้ป่วยตลอดได้ ต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล. อย่าคิดว่าผู้ป่วยไม่มีปัญหาทางร่างกายแล้วไม่จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลก็ได้. หากเปรียบคงเหมือนกับผู้ป่วย malignant hypertension ซึ่งแม้ว่าขณะนั้นไม่มีอาการหรืออาการไม่มาก แต่จากการประเมินพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตสูง เราก็ต้องรับไว้ในโรงพยาบาลเช่นกัน.

3. ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ผู้ป่วยที่ทำไปเพราะประท้วงหรือเรียกร้องความสนใจ และใช้วิธีการที่ไม่รุนแรง. ซึ่งโดยมากจะเป็นการรับประทานยาที่อยู่ใกล้ตัว เมื่อทำลงไปแล้วญาติหรือผู้ใกล้ชิดก็หันมาสนใจช่วยเหลือ พร้อมที่จะดูแลผู้ป่วย และผู้ป่วยไม่คิดฆ่าตัวตายอีก.

ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถให้กลับบ้านได้ โดยให้คำแนะนำญาติให้คอยสังเกตผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในช่วงแรก. ควรนัดให้มาติดตามการรักษาเพื่อประเมินอีกครั้งหนึ่งภายใน 1 สัปดาห์.

ผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย บางรายดูเหมือนไม่รุนแรงแต่เมื่อประเมินจากข้อมูลโดยรวมแล้วกลับมีความเสี่ยงสูงก็มี. ดังนั้นการสอบถามถึงปัจจัยต่าง ๆ และได้ข้อมูลที่ละเอียดทั้งจากผู้ป่วยและผู้อื่นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น. โดยเฉพาะเหตุผลที่ทำให้ผู้ป่วยฆ่าตัวตายและความรู้สึกที่มีขณะทำว่าเป็นอย่างไร รู้สึกโกรธ คับแค้นใจ น้อยใจ หมดหวัง ฯลฯ. หากยังได้คลุมเครือหรือไม่เข้าใจแน่ชัด แสดงว่าผู้ป่วยอาจปกปิดบางสิ่งไว้ ให้กลับมาสังเกตถึงท่าทีของตนเอง หากคิดว่าตนเองมีท่าทีที่เหมาะสมแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ข้อมูล ให้ถือไว้ก่อนว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงจำต้องรับไว้อยู่ในโรงพยาบาล. อย่างไรก็ตาม เราจะบอกผู้ป่วยโดยเน้นถึงการเห็นถึงความปลอดภัยในชีวิตของเขาเป็นสำคัญ มิได้นำเอาการอยู่โรงพยาบาลมาเป็นเงื่อนไขต่อรองให้ผู้ป่วยบอกความจริงทุกอย่าง.

การดูแลผู้ป่วย

แทรกตารางที่ 4

หากบริเวณใกล้เคียงมีโรงพยาบาลจิตเวช ควรส่งผู้ป่วยเข้ารับการดูแลต่อ เนื่องจากบุคลากรมีความชำนาญในการดูแลรักษาผู้ป่วยเช่นนี้. แต่หากโรงพยาบาลจิตเวชอยู่ไกล ผู้ป่วยไม่เต็มใจ หรือประเมินแล้วความเสี่ยงไม่สูงมาก อาจให้อยู่โรงพยาบาลทั่วไปได้. สำหรับสถานที่ที่ไม่มีโรงพยาบาลจิตเวชใกล้เคียง ควรพิจารณารับทุกครั้งที่เห็นว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยง. พบว่าผู้ป่วยที่อยู่ร่วมกับผู้ป่วยอื่นนั้น ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายจะลดลง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักทำต่อเมื่ออยู่คนเดียว นอกจากนี้ในสถานที่มีคนมากผู้ป่วยจะฆ่าตัวตายได้ลำบากขึ้น 4 .

ในใบสั่งการรักษาต้องเขียนสั่งให้ผู้ดูแลระวังการฆ่าตัวตาย(suicidal precaution) ทุกครั้ง ซึ่งได้แก่1,13

1. ให้ผู้ป่วยอยู่ห้องรวม เตียงควรอยู่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาล ไม่อยู่ใกล้หน้าต่าง.

2. ให้ผู้ป่วยอยู่ในสายตาตลอด 24 ชั่วโมง แม้แต่เมื่อผู้ป่วยเข้าห้องน้ำจะต้องติดตามไปด้วย มิให้ลงกลอนประตู. หากพยาบาลไม่เพียงพอควรให้ญาติอยู่ด้วยแทน โดยให้คำแนะนำแนวทางในการดูแล.

3. เก็บของมีคมหรือสิ่งที่ผู้ป่วยอาจใช้ในการฆ่าตัวตาย รวมทั้งถ้วยแก้ว ขวดต่าง ๆ หรือผ้าผืนยาว หากให้น้ำเกลือควรใช้ขวดพลาสติก ควรระวังของมีคมของผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ ด้วย

4. ดูแลใกล้ชิดเรื่องการรับประทานยา ผู้ป่วยอาจแอบสะสมยาที่จ่ายให้ในแต่ละมื้อได้ จึงควรให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อหน้า ขณะให้ยาเป็นมื้อ ๆ ไป.

การสั่งเช่นนี้นอกจากเป็นการแสดงว่าแพทย์ตระหนักถึงเรื่องนี้แล้ว ยังเป็นการเตือนอย่างเป็นทางการมิให้ผู้ดูแลละเลยสิ่งเหล่านี้. การกระทำดังกล่าวแม้ว่าไม่อาจป้องกันได้ทั้งหมด แต่ก็ลดความเสี่ยงได้มาก ผู้ป่วยหากจะทำก็ลำบากขึ้น และแม้เกิดเหตุการณ์ขึ้นก็สามารถให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที ไม่ถึงแก่ชีวิต.

ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสี่ยงสูงและปฏิเสธไม่ร่วมมือในการรักษา อาจต้องทำให้สงบในช่วงแรก โดยการให้ diazepam 5-10 มิลลิกรัมเข้าเส้นเป็นครั้งคราว หรืออาจต้องผูกรัดในบางครั้ง ซึ่งควรบอกให้ผู้ป่วยเข้าใจ.

บุคลากรผู้ดูแลอาจตึงเครียด กังวลใจ เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับการดูแลผู้ป่วยประเภทนี้ หรือบางคนอาจละเลยไม่เห็นความสำคัญ. การมีหอผู้ป่วยที่แน่นอนสำหรับผู้ป่วยประเภทนี้ โดยพิจารณาจากหัวหน้าพยาบาลที่เข้าใจถึงปัญหาในลักษณะนี้พอสมควร. ให้การฝึกฝนพยาบาลด้านทักษะในการดูแลผู้ป่วย จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้. โดยมากเมื่อได้ผ่านการดูแลผู้ป่วย 2-3 ราย ผู้ดูแลส่วนใหญ่จะมีความมั่นใจตามมา.

การใช้ยา

ยาใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช เช่น ยาแก้เศร้าในโรคซึมเศร้า ยารักษาโรคจิตในผู้ป่วยโรคจิต หรือยาคลายกังวลในผู้ป่วยที่เครียดมาก มีปัญหาในการปรับตัว.

ยารักษาโรคจิตในขนาดต่ำอาจได้ผลช่วยควบคุมด้านความยับยั้งชั่งใจในผู้ป่วยที่มีบุคลิกภาพแบบหุนหันพลันแล่น15,16,17 โดยให้ perphenazine 4 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ haloperidol 1 มิลลิกรัมต่อวัน. (ขนาดในการรักษาโรคจิตของ perphenazine ประมาณ 24-32 มิลลิกรัมต่อวัน, haloperidol ประมาณ 8-15 มิลิกรัมต่อวัน)

สำหรับผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตายโดยรับประทานยาที่ได้ประจำอยู่ เช่น ยารักษาโรคลมชัก และอาการดีขึ้นแล้ว เห็นควรให้กลับบ้านได้ ก็ยังไม่ควรให้ยาจนกว่าผู้ป่วยมาพบแพทย์ในครั้งต่อไป หรือหากเห็นว่าจำเป็นควรให้ในขนาดที่ไม่มาก. โดยทั่วไปหากนัดผู้ป่วยให้มาพบครั้งต่อไปภายใน 3 วันแล้ว ขนาดยาที่ให้จะไม่มีอันตราย.

ระยะเวลาในการนัดไม่ควรนานเกิน 1 สัปดาห์ การนัดห่างทำให้ผู้ป่วยคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่สำคัญ ทำให้ไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม.

การพยากรณ์โรค

จากการติดตามผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตายไป 1-3 ปี พบว่าผู้ป่วยจะทำอีกร้อยละ 13-35 ต่อปี.18,19 มีฆ่าตัวตายสำเร็จร้อยละ 0.9-2.5 ต่อปี.14,20 ส่วนใหญ่จะเกิดภายใน 1 ปี โดยสูงสุดภายในช่วง 3 เดือนแรกหลังการพยายามฆ่าตัวตาย.19


เอกสารอ้างอิง

1. Bassuk EL. Emergency care of suicidal patients. In: Bassuk EL, Birk AW, eds. Emergency psychiatry. New York: Plenum Press; 1984: 97-125.

2. Ramon S, Bancroft JH. Skrimshire AM. Attitudes toward self-poisoning among physicians and nurses in general hospital. Br J Psychiatry 1975; 127: 257-261.

3. Rund DA, Hutzler JC. Emergency Psychiatry. St Louis: CV Mosby; 1983: 56-71.

4. Sletten SW, Barton BL. Suicidal patients in the emergency room: a guide for evaluation and disposition. Hosp Comm Psychiatry 1979; 30: 407-411.

5. Paykel E, Prusoff B, Myers J. Suicide attempts and recent life events. Arch Gen Psychiatry 1975; 32: 327-333.

6. Brent DA, Kupfer DJ, Bromet EJ, Dew MA. The assessment and treatment of patients at risk for suicide. In: Frances AJ, Hales RE, eds. Review of Psychiatry Volume 7. Washington, DC: American Psychiatric Press; 1988:353-384.

7. Guze SB, Robins E. Suicide and primary affective disorders. Br J Psychiatry 1970; 117: 437-438.

8. Beskow J. Depression and suicide. Pharmacopsychiat 1990; 23: 3-8.

9. สุพัฒนา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา. รายงานการวิเคราะห์สถานภาพของปัญหาสุขภาพจิต 6 เรื่อง. กรุงเทพ : ศูนย์ผลิตเอกสารโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา; 2532: 1-13.

10. Beck AT, Steer RA, Kovac M, et al. Hopelessness and eventual suicide: a 10-year prospective study of patients hospitalized with suicidal ideation. Am J Psychiatry 1985; 142: 559-563.

11. Wetzel RD, Margulies T, Davis R, et al. Hopelessness, depression and suicidal intent. J Clin Psychiatry 1980; 41: 159-160.

12. Hawton K. Medicine International 1987; 2: 1786-1790.

13. Hofmann DP, Dubovsky SL. Depression and suicide assessment. Emer Med Clin North America 1991; 9: 107-122.

14. Adam KS. Attempted suicide. Psychia Clin North America 1985; 8: 183-201.

15. Moeller HJ, Kissling W, Stoll KD, Went G. Psychopharmakotherapie. Stuttgart: Kohlhammer; 1989: 165-166.

16. Cowdry R, Gardner D. Pharmacotherapy of borderline personality disorder . Arch Gen Psychiatry 1988; 45: 111-119.

17. Soloff P, George A, Nathan R, Schulz P, Ulrich R, Perel J. Progress in pharmacotherapy of borderline disorder. Arch Gen Psychiatry 1986; 43: 691-697.

18. Buglass D, Horton J. The repetition of parasuicide: a comparison of three cohorts. Br J Psychiatry 1974; 125: 168-174.

19. Bancroft J, Marsack P. The repetitive of self-poisoning and self-injury. Br J Psychiatry 1977; 131: 394-399.

20. Murphy GE. Prevention of suicide.In: Frances AJ, Hales RE, eds. Review of Psychiatry Volume 7. Washington, DC: American Psychiatric Press; 1988: 403-421.

21. Davidson L. Suicide and violence in the medical setting. In: Stoudemire A, Fogel BS, eds. Principle of medical psychiatry. Orlando: Grune & Stratton Inc; 1987: 219-236.


ตารางที่ 1 ลักษณะที่บ่งว่าผู้ป่วยมีความตั้งใจฆ่าตัวตาย12

1. ทำในที่ห่างไกลจากผู้คน ยากแก่การพบเห็น

2. ทำในเวลาที่การช่วยเหลือทำได้ลำบาก

3. เตรียมการเรื่องทรัพย์สิน จดหมายลาตาย

4. เตรียมการเรื่องการฆ่าตัวตาย เช่น หาซื้อยามาสะสมไว้

5. ครุ่นคิดเรื่องการฆ่าตัวตายนานพอสมควร (นานเป็นชั่วโมงๆ ก่อนทำ)

6. ใช้วิธีการที่รุนแรง

7. ไม่เรียกร้องขอความช่วยเหลือหลังทำ

ตารางที่ 2 โรคทางจิตเวชที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่พยายามฆ่าตัวตาย

Adjustment disorder ผู้ป่วยเดิมปกติดีมาก่อน เกิดความกดดันหรือปัญหา แล้วปรับตัวหรือหาทางแก้

ปัญหาไม่ได้ อาจเครียด วิตกกังวลหรือซึมเศร้า

Major depression อาจมีความกดดันหรือไม่ก็ได้ ผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้า หรือเบื่อหน่าย ที่มักเป็น

ตลอดวันนานกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับมีอาการนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร สมาธิบกพร่อง หรือรู้สึกผิด เป็นต้น

Personality disorder บุคลิกภาพผิดปกติ มักพบเป็นแบบที่ผู้ป่วยสนใจแต่ตนเอง เรียกร้องจากผู้อื่น

อารมณ์อ่อนไหว ไม่มั่นคง หุนหันพลันแล่น หรือสับสนในชีวิต

Schizophrenia มีอาการวิกลจริต เช่น หูแว่ว หลงผิดว่ามีคนปองร้าย หรืออาจมีความหลงผิด

อื่น ๆ อาการเป็นมาหลายเดือน บุคลิกภาพแย่ลง

ตารางที่ 3. ผู้ป่วยที่ต้องรับไว้ในโรงพยาบาล

1. จากประวัติมีลักษณะตั้งใจฆ่าตัวตายสูง

2. ยังมีความคิดอยากตายอยู่

3. มีอารมณ์เศร้ามาก

4. รู้สึกท้อแท้ หมดหวัง หมดหนทาง

5. มีโรคซึมเศร้า หรือมีอาการของโรคจิต เช่น หูแว่ว

6. ปฏิเสธการช่วยเหลือ

7. อยู่คนเดียว ไม่มีผู้สามารถดูแลได้

ตารางที่ 4. หลักการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วไป20,21

1. ดูว่าผู้ป่วยมีโรคทางจิตเวชหรือไม่ หากมีให้การรักษาอย่างเต็มที่

2. จัดสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัย

3. ให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

4. เปิดโอกาสให้ญาติเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือด้านจิตใจ

Share on TwitterShare on TumblrShare on MyspaceShare via email

Comments are closed.