[หน้าหลัก] [หน้าสุขภาพจิตน่ารู้] [ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ]
เด็กยุค 2000
ปราโมทย์ สุคนิชย์ ธันวาคม 2542
ผมเขียนบทความนี้จากแนวคิดของตนเองผสมกับความคิดของแพทย์รุ่นอาวุโสอีกหลายท่าน ไม่อยากให้ท่านผู้อ่านรับว่า นี่เป็นความจริง หมอพูดก็ต้องเชื่อหรือสูตรอันไม่อาจโต้แย้ง แต่อยากให้ลองผสมอีกครั้งกับความคิดเห็นในตัวของท่านเอง
เริ่มจากคำถามที่ว่า เจ้าปี 2000 แบบคริสตกาลนี่ สำคัญอะไรนักหนาหรือสำหรับเรานอกจากเรื่อง จำนวนเงินในบัญชีอาจผิดพลาด ไฟอาจไม่สว่างเพราะคอมพิวเตอร์หลงเวลา อันนี้นึกไม่ค่อยออกครับ
แต่ถ้านึกแค่ว่า ร้อยปีที่ผ่านมา กับอีกสักไม่กี่ปีที่ลูกของคุณจะโตขึ้นต่อไป จะมีอะไรเปลี่ยนไปมากไหม คงต้องบอกว่า โลกใบนี้เปลี่ยนไปมากจริงๆ อย่างน้อยก็ครบหกพันล้านคนไปแล้วเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา ( เพิ่มหนึ่งพันล้านคนในเวลาแค่สิบสองปี แถมส่วนใหญ่มาเกิดในเอเชียเสียด้วย ) คนอายุยืนยาวขึ้น ( แต่คนสูงอายุไม่น้อยที่นอนยาวมากกว่าได้ยืนยาว ) เด็กตัวโตไว แต่ใจเป็นผู้ใหญ่ช้าลง ขนาดผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้ยังอยากทำตัวเป็นวัยรุ่นอยู่เลย
สำหรับในเมืองไทย ในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ผมมองว่า มีอย่างน้อยสองสามอย่างที่เกี่ยวกับเด็กและสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ
อย่างแรก น่าเชื่อได้ว่า เด็กที่ด้อยโอกาสหรือถูกกดขี่ทั้งหลาย กำลังได้ความเอาใจใส่จากสังคมดีขึ้น พ่อแม่เด็กของปกติเอง ก็พยายามเอาใจใส่ลูกมากขึ้น เรื่องนี้น่ายินดีอย่างยิ่ง
อย่างที่สอง สังคมเรารับและเชื่อความเป็นฝรั่งอย่างมาก ไม่ว่า สินค้า วิทยาการ หรือแม้แต่วิถีชีวิต ลามมาถึงวิธีการเลี้ยงดูลูกๆของคุณพ่อคุณแม่ไทยด้วย ข้อนี้เดี๋ยวต้องขยายความต่อกัน
อย่างที่สาม การคิดอย่างเศรษฐศาสตร์เข้ามาซึมลึกในใจคนไทยมากเป็นประวัติการณ์ ไม่ว่า จะเป็นคนในสาขาอาชีพ หรือวงการใด ความคิดแบบเศรษฐศาสตร์อย่างจะทำอะไรก็ต่อเมื่อคุ้มค่าเงินหรือมีกำไรที่สุด หรือเข้าใจความสัมพันธ์ของคนในสังคมก็เป็นแต่ผู้ขายกับผู้ซื้อ (อย่างครูหรือหมอก็เป็นลูกจ้างของนักเรียนกับคนไข้ อะไรทำนองนี้ ) ขึ้นนำหน้าวิชาที่ได้เรียนมา หรือจริยธรรมวัฒนธรรมที่สั่งสมมาให้เป็นแบบคิดปฏิบัติมานับร้อยปี ซึ่งก็จะฝังรากเป็นวิธีคิดของเด็กรุ่นใหม่ที่โตมากับครอบครัวและสังคมที่คิดและเชื่ออย่างนี้ไปด้วย
เดี๋ยวก่อนครับ ผมไม่ได้บอกว่า ฝรั่งหรือเศรษฐศาสตร์ไม่ดี เพียงแต่ผมไม่เชื่อว่า การที่เรารับมาใช้ตอนนี้นั้น พอดี และเหมาะสมกับการสร้างคนและชี้นำสังคมทั้งหมด โดยเฉพาะในศตวรรษต่อไป (ไม่มีอะไรดีตลอดกาล)
จะลองคิดย้อนเวลาเล่นๆว่า ตั้งแต่มีมนุษย์มาในโลก กระจายอยู่ตามทวีปโน้นทวีปนี้ ถ้าไม่นับความอยากมีไฟ ( ไฟจริงๆครับ ที่ไว้ให้ความสว่าง ทำอาหารให้สุก )ไว้ในครอบครอง ซึ่งสมัยก่อนคนยังจุดไฟเองไม่เป็นนั้น ศาสตร์แรกที่น่าจะนำชนบางกลุ่มบางเผ่าให้มีความเจริญมีอำนาจ ก็คือ ศาสตร์แห่งการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ เป็นอาหาร หรือ เกษตรศาสตร์
ถัดมายังมียุคของศาสนา ลัทธิ ศิลปวัฒนธรรม จนปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน วิทยาศาสตร์ก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตคนอย่างมาก เบียดศาสตร์อื่นๆให้ตกขอบเป็นยุคๆไป
ว่ากันว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนทั่วไปที่สุดในศตวรรษที่ 20 นี้มีสามหน่อ คือ ซิกมัน ฟรอยด์ ที่เขาพูดว่า จิตใจและพฤติกรรมเป็นผลมาจากอดีต จิตใต้สำนึก และการเลี้ยงดู หน่อที่สองคือ ชารล์ส ดาร์วิน ที่บอกว่า สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงปรับตัวได้เท่านั้นจึงอยู่รอด และสุดท้ายก็คือสุดหล่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ระเบิดฝันของมนุษยชาติตั้งแต่ระดับอะตอมถึงจักรวาล
แต่จากการสังเกตของผมเอง ผมคิดว่า เศรษฐศาสตร์กลับแซงเข้ามานำหน้าวิทยาศาสตร์อย่างมากในช่วงยี่สิบสามสิบปีมานี้ ทั้งในแง่แนวคิดของชาวบ้านอย่างเราๆ หรือระดับการวิจัยที่เงินบอกแนวทางให้คนคิด หาคนทำวิจัยเล็กๆในโรงรถหลังบ้านไม่ได้อีกแล้ว
ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่า สำหรับยุคถัดไปอีกสิบยี่สิบปี วิชาอะไรจะมาเหนือเศรษฐศาสตร์ แต่ที่อยากบอกก็คือ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน
การเลี้ยงลูกจึงไม่น่าอยู่แค่ให้เขาเรียนรู้จำมากๆ แต่น่าจะสอนให้เขาคิดวิเคราะห์ทุกวิชาที่เข้ามาเป็น แล้วก็สังเคราะห์ให้เป็นของตัวเขา
อยากยกตัวอย่างทฤษฎีทางพัฒนาการของจิตใจคนเหมือนเป็นโครงให้เห็นว่า เกิดอะไรขึ้นกับใจของเด็กของเมืองไทยที่โตมาในยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา
Erik Erikson บอกไว้ว่า ลำดับการพัฒนาทางจิตใจคนกับสังคมจะเป็นไปโดยลำดับแบบนี้
อายุ |
ถ้าพัฒนาได้ดี จะมีลักษณะ |
ถ้าพัฒนา ไม่ผ่านจะมีลักษณะ |
วัยทารก |
Trust ความไว้เนื้อเชื่อใจสิ่งรอบๆตัวเขา มองโลกแง่ดี |
Mistrust ความไม่เชื่อใจ ระแวง มองโลกด้านลบ |
วัยเด็กเล็ก |
Autonomy ความเป็นตัวของตัวเอง |
Shame and Doubt ความละอาย เคลือบแคลงสงสัยในตัวเอง |
วัยอนุบาล |
Initiative สุขและสามารถริเริ่ม |
Guilt รู้สึกผิด |
วัยประถม |
Industry ความอยากทดลองและพากเพียร |
Inferiority ความรู้สึกต่ำต้อยท้อถอย ไม่บากบั่นต่อสู้ |
วัยมัธยม |
Identity ความมีเอกลักษณ์ |
Role diffusion ความสับสนในบทบาทหน้าที่ |
ลองอ่านอีกทีแล้วคิดสิครับว่า เมืองไทยในยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เรามีพ่อแม่สมัยใหม่ เลี้ยงลูกแบบฝรั่ง ได้เด็กที่มีลักษณะผ่านเกณฑ์อย่างที่คุณ Erikson พูดไว้หรือไม่ เพราะที่เห็นเน้นกันมากๆก็คือ ให้ลูกช่วยตัวเองเป็น เป็นตัวของตัวเอง มีความคิดริเริ่ม มั่นใจในตัวเอง โดยมีสมมติฐานอยู่ว่า เด็กไทยสมัยก่อนขาดสิ่งเหล่านี้อย่างมาก ส่วนเด็กฝรั่งมีสิ่งเหล่านี้ ทำให้เขาก้าวหน้า ดังนั้นต้องเลี้ยงเด็กไทยให้เหมือนเขา
แต่เท่าที่ตัวผมเองว่า เด็กไทยบางส่วน เดี๋ยวนี้ถูกเลี้ยงให้ผ่านเลยทะลุเกณฑ์ไป (ไม่ใช่ไม่ผ่าน) จนเกิดความไม่พอดีขึ้นในเกือบทุกวัย ไม่น้อยที่แทบจะไม่เหลือความรู้สึกละอาย เคลือบแคลง หรือรู้สึกผิดกับตนเองเลย เด็กหลายคนเชื่อแต่ว่า การกระทำของตนล้วนเป็นสิทธิและเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ต้องการการชี้แนะตักเตือน แต่กลับเริ่มขาดความพากเพียร ทำอะไรหน่อยก็เบื่อ ส่วนการหาเอกลักษณ์ในตอนวัยรุ่นนั้น ก็ดูเหมือนไม่สิ้นสุดไม่ลงตัวแม้จะเข้าวัยผู้ใหญ่(นาน)แล้ว
ข้อสังเกตอีกประการก็คือ ที่เชื่อว่าการส่งเสริมให้เด็กไปเต้นรำร้องเพลงบนเวทีต่างๆว่า เป็นการสร้างความเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงออกของเด็กนั้น ผมมองว่า เราได้เด็กเก่งทางนี้ขึ้นอีกเยอะ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่การเลียนแบบ แต่เราไม่ได้เด็กที่สามารถคิดและบอกออกมาเป็นว่าตัวเองคิดอะไร เวลาไปเรียนหนังสือไปประชุมที่เป็นเรื่องราวที่ไหนนั้น เด็กไทยก็ไม่มีความเห็นกับเรื่องอะไร (แต่เน้นออกมาบ่นลับหลัง) เหมือนเดิม ความคิดสร้างสรรค์กลับถูกจำกัดอยู่แค่สิ่งที่เขามีขาย แม้แต่พ่อแม่ก็นึกทำของเล่นกับลูกเองไม่เป็นแล้ว อะไรก็ต้องซื้อเขา
เราไม่ได้นำสิ่งที่เราได้ทดลองมาเป็นบันไดไปสูงต่อ แต่หยุดตัวไว้แค่บริโภคสิ่งเหล่านั้น
เรียกได้ว่า เด็กเก่งของเราคือ ตอบคำถามเก่ง แต่ไม่เก่งเรื่องตั้งคำถามต่อสิ่งที่ได้เรียนหรือได้รับรู้รอบตัว
อีกทฤษฎีหนึ่งที่ยกมากล่าวคือของ Heinz Kohut เขาว่าอย่างนี้ครับ
Narcissistic-self Idealized-self
( mirroring) ( parent image )
จากรูปนี้ Kohut เขาบรรยายว่า ความรู้สึกว่าตนเองมีค่ามาจากสองแหล่งใหญ่คือ มาจากที่พ่อแม่ส่งมาให้โดยตรง ที่เขาใช้ว่า พ่อแม่เหมือนกระจก ( mirroring ) ไม่ใช่คอยสะท้อนให้เห็นดีเลว แต่ให้นึกภาพเด็กเล็กๆ ที่ไม่ว่าเด็กทำอะไร พ่อแม่ก็เออออว่าตาม แต่บางทีก็ลืมตัว จนลูกโตก็ยังทำเหมือนเก่า กลัวลูกเสียความรู้สึกเสียความมั่นใจ กับอีกแหล่งคือ มาจากการที่เด็กได้กระทำอะไรจริงๆตามแบบอย่างโดยเฉพาะเหมือนพ่อแม่ ( idealized ) ซึ่งเด็กก็จะภูมิใจ
ถ้าเด็กได้จากแบบแรกเยอะไม่ได้แบบสอง เด็กก็จะมีแต่ หลงตัวเอง ( narcisissistic ) หาใครแม้แต่พ่อแม่มาว่ากล่าวตักเตือนไม่ได้ ซึ่งถ้าผสมกับความเกินเลยทะลุเกณฑ์จาก Erikson แล้ว สังคมเราก็จะได้เด็กกลุ่มที่มีปัญหาไม่น้อยเหมือนในปัจจุบัน
มามองอีกทีว่า การใช้เศรษฐศาสตร์ในบางมุมของไทย สร้างอะไรเป็นแง่ลบกับสังคมบ้าง
อย่างแรกคือ ในระดับภาพรวม ความเป็นชุมชนดั้งเดิมหายไป ทั้งในแง่กายภาพ ที่อาจถูกซื้อที่ เวนคืน และในแง่ความสัมพันธ์ที่หลวมลง เดี๋ยวนี้คนข้างบ้านไม่ใช่เพื่อนบ้าน แต่กลับยิ่งต้องปิดไม่ให้รู้เรื่องเรา แต่คนจะมีเพื่อนตามวิชาชีพ บางคนมีเพื่อนในอเมริกา ออสเตรเลีย ทั่วโลก ยกเว้นแถวบ้าน ความรู้สึกที่คนจะรับผิดชอบบำเพ็ญประโยชน์ให้ชุมชนที่เราอยู่เหือดหาย
อย่างที่สอง ในระดับการงานของคุณพ่อคุณแม่ องค์กรบริษัทต่างๆใหญ่ขึ้น มีระบบพัฒนาบุคคลเพื่อสร้างความภักดีของคนต่อองค์กรอย่างแข็งขัน ( อาจต้องโยงเสียหน่อยว่า ระบบการศึกษาของเราก็สร้างให้คนที่จบออกไปเหมาะแต่จะเป็นลูกจ้างเขา ) องค์กรรีดสิ่งดีๆทั้งสมองพลังงาน เวลาและ จิตใจไปจากคน จนเหลือกลับมาให้ครอบครัวได้น้อยเหลือเกิน บางคนอยู่ประชุมนอกเวลาได้สามชั่วโมงอย่างมีความสุขกว่า มานั่งเล่านิทานให้ลูกฟังสองเรื่อง
อย่างที่สาม อยากตั้งข้อสังเกตว่า เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าผสมกับพ่อค้าหัวไว ทำให้เราได้บริโภคอะไรที่ดีและสะดวกขึ้นอย่างมาก แต่แนวโน้มที่เห็นก็คือ สังคมและครอบครัวได้ถูกชักนำให้แยกห่างกันตามวิถีสินค้า ทุกเพศวัยต่างได้สิ่งที่ถูกรสนิยมเจาะจง อย่างเช่นมีทั้งรายการทีวี หรือหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก ซื้อของแฟชั่นสำหรับแม่บ้าน กีฬาสำหรับพ่อบ้าน รายการเพลงวัยรุ่นเท่านั้น อะไรทำนองนี้เยอะแยะ จนแทบจะมานั่งดูรายการอะไรด้วยกันยากเหลือเกิน แถมสินค้าพวกนี้ ก็ส่งเสริมความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ในกรุงเอง หายากที่บ้านไหนจะมีทีวีแค่หนึ่งเครื่อง หรือในห้องน้ำมีแชมพูแค่หนึ่งขวด เรามีเครื่องซีดีที่ฟังโยกหัวได้คนเดียว แนวคิดของการแบ่งปันกันใช้ของส่วนกลางแทบไม่มี การยอมรับรสนิยมความเห็นของคนอื่นก็ลดลง แถมยังไม่ช่วยกันรักษาของส่วนกลางเสียอีก
คงต้องเรียกว่า เด็กของเราโตมากับสิ่งแวดล้อมที่อึกทึกมาก แต่ไม่ใช่เสียงเท่านั้นนะครับ รวมไปถึงสิ่งเร้าต่างๆเยอะมาก จนเดี๋ยวนี้ เด็กของเราจับจดเหลือเกิน แถมพอเมื่อใดขาดความอึกทึก แม้ชั่วขณะ ก็จะคลายเป็นความเหงา เบื่อเซ็งสุดขีด จนแทบทนไม่ได้ ( เพราะพ่อแม่ก็ไม่อยู่บ้านเสียอีก ) เขาสร้างความสุขจากสิ่งที่เขามีในตัวไม่เป็น
อยากเปรียบว่า การเลี้ยงลูกอาจเหมือนการพายเรือ ( แต่พ่อแม่ไม่ใช่แค่เรือจ้าง ) ส่งลูกไปสู่จุดที่เราคงคิดเหมือนกันไม่ว่าก่อนหรือหลังปี 2000 คือ อยากให้เขาดี แต่ระหว่างพาย เราก็จ้องจ้วงซ้ายบ้างขวาบ้างเพื่อให้เรือตรงทาง เรื่องที่พูดไป ก็เพื่ออาจจะช่วยคัดท้ายไม่ให้ออกซ้ายขวามากไปตามกระแสยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่ผมคิดว่า เรือช่วงนั้นเป๋ไปสักหน่อย
ลองดูการเปรียบเทียบคำเหล่านี้อีกทีนะครับ
| ความเป็นตัวของตัวเอง | ความเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวสังคม |
| ความหลงเชื่อแต่ตัวเอง | ความภูมิใจในตนเอง |
| การกล้าแสดงออก | การมีความสามารถคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นภายในตน |
| การยึดติดกับสิ่งเร้าภายนอก | การสร้างแรงจูงใจให้ตนเองเป็น |
ผมว่า เราต้องลองดูแล้วละครับว่า สามสี่อย่างที่อยู่ซ้ายขวาของตารางนี้ เราสร้างให้มีอย่างสมดุลย์หรือไม่ เพราะการให้จ้ำเรือทางซ้ายมากไป จะทำให้ไม่ได้พายทางขวา
ถ้านึกเรือจริงๆ ถ้าพายอยู่ข้างเดียว นอกจากไม่ถึงที่หมาย ก็อาจวนเป็นวงอยู่กับที่จนเวียนหัวตกน้ำไปก็ได้
แล้วบ่นมาตั้งเยอะ (คงเริ่มแก่ได้ที่) เราน่าจะคิดหรือทำอย่างไรในการเลี้ยงลูก ( ส่วนใหญ่ เดี๋ยวนี้ เรามักอยากให้คนอื่นบอกว่า ทำอย่างไร ให้ลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่มีความอยากคิดหาแนวให้ตัวเองเอง )
น่าจะคิดว่า ฝรั่งก็ดี ไทยก็ยอด ผสมกันให้เหมาะ ไม่มีสูตรสำเร็จที่ดีทุกเมื่อให้ทุกคน (เราอาจเคยเห็นชีวิตวัยเด็กเล็กของฝรั่งน่าอิจฉาในหนัง แต่ถ้ามันดีสมบูรณ์จริง ทำไมวัยรุ่นของเขาถึงมีปัญหาใหญ่โตนัก )
น่าจะคิดว่า จะยั้งตัวเองจากระแสความคิดแบบเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไร จะได้ไม่ต้องไหลตามกลไกตลาด หาวิถีและรสนิยมให้เป็น เลือกบริโภคให้ลุ่มลึกมากกว่าฉาบฉวยกว่าเดิม และ
ต้องนำตัวเองมาทำอะไรดีๆกับชุมชนและสังคมของท่านให้มากขึ้น
ลดการเน้นแต่ตัวเองลง แสดงให้ลูกหลานเห็นว่า การทำกิจกรรมให้และมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นวัฒนธรรมที่งดงาม ( คงเห็นได้ว่า กิจกรรมมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนช่วงหลัง กร่อยไปเยอะ สู้คอนเสิร์ทไม่ได้)การได้แต่บ่นว่า สังคมเดี๋ยวนี้แย่ แต่ไม่ช่วยกันมาสร้าง นั่งรอรัฐบาลมาแก้ คงไม่ใช่การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ของเด็กยุค 2000 นะครับ อยากให้เข้ามามีส่วนกันเยอะ เริ่มง่ายๆจากโรงเรียนที่ลูกของคุณอยู่ ไปงานประชุมครูผู้ปกครองให้สม่ำเสมอสิครับ ไปกันเยอะๆ จะได้ไม่เป็นแค่ประชุมหาทุนอย่างที่เคยรู้สึก
คงไม่เครียดหรือขอมากเกินไปนะครับ