จั๊กจี้

ปราโมทย์ สุคนิชย์

งานนี้คุณคงงงว่า จะเขียนถึงเรื่องอะไรกันแน่

ชื่อเรื่องของจริงครับ อยากเขียนถึงงานของนักจิตวิทยาคนหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องจั๊กจี้ที่แสนจะใกล้ตัวเราจนไม่มีใครสนใจนักมาให้ฟัง เพื่อต่ออายุความเพลินในชีวิต ไม่ต้องเครียดกับศัพท์แสงมากๆซักตอนนึง

จะว่าไป ไม่มีอะไรในความเป็นผู้ใหญ่ที่จะสะใจเท่ากับได้แกล้งเด็ก รู้สึกเหนือกว่าเด็กนิดๆ

อย่างหนึ่งที่เรามีมุขกับลูกๆหลานๆเล็กๆก็คือ จี๋เอว ซี่โครง ใต้คาง รักแร้ ฝ่าเท้า ระดมดรรชนีกันเข้าไปจนเด็กร่วงลงไปงอ กองกับพื้นเหมือนเด็กในท้องแม่ แล้วขอร้องเราให้หยุด

แค่คิดก็มันเขี้ยวอยากไปทำแล้ว สะใจไหมละครับ

บางคนยังจำมุขนี้ไปเล่นกับแฟนเสียอีก

แต่งานวิจัย 2 เรื่องของ ดร. คริสตีน แฮริส นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานดิเอโกอาจทำให้คุณต้องหยุดนิ้วทั้งสิบของคุณไว้ ( แน่ละคงมีแต่คนที่แคลิฟอร์เนียที่มีเวลาคิดเรื่องนี้ )

เรามักเข้าใจว่า ถ้าจั๊กจี้ทำให้คนหัวเราะ ก็แปลว่า เรากำลังทำดีให้คนอื่นมีความสุข

ดร. แฮริสทำหน้าตึงส่ายหน้าว่า ไม่ช่าย ถึงแม้ว่าเราจะเห็นการหัวเราะ แต่การหัวเราะ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปฏิกริยาตอบสนองอัตโนมัติของคน ทำนองเดียวกับเมื่อหมอเอาค้อนมาเคาะเข่าคุณ ซึ่งอาจแปลว่า ขณะที่คุณกำลังพรมนิ้วลงบนลูกหลานของคุณอย่างเมามันนั้น คุณอาจกำลังทรมานเขามากกว่าก็ได้

ตายละวา ไม่จริงมั้ง

แฮริสเริ่มสนใจค้นคว้าเรื่องนี้หลังจากเขาได้ไปอ่านหนังสือของ Charles Darwin บิดาแห่งพันธุศาสตร์ ( ไว้จะเขียนถึงส่วนหนึ่งของการเจ็บป่วยในชีวิตชองเขาให้อ่านกันตอนถัดๆไป ) เล่มหนึ่งชื่อ The Expression of the Emotions in Man and Animal ( ไม่ทราบว่าเคยมีคนแปลเป็นไทยหรือยัง แต่ผมจะขอให้ชื่อว่า การแสดงออกของอารมณ์ในมนุษย์และสัตว์ ) ซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1872 ราว13 ปีหลังจากเล่มทีเด็ดของเขาที่ชื่อ Origin of Spiecies ซึ่งได้เปลี่ยนแนวคิดของคนทั้งโลกจนถึงปัจจุบันในเรื่องพันธุกรรม ( เรื่องถั่วสูงถั่วเตี้ยสมัยมัธยมไง)

Darwin สังเกตได้ว่า การจักจี๋นั้นเป็นปรากฏการณ์สังคมของสัตว์ ทำให้ผู้ถูกจี๋เกิดการหัวเราะที่เหมือนกับการตลกขบขันแล้วหัวเราะ โดยดูจากปฏิกริยาทางกายต่างๆที่คล้ายกันอย่างตัวงอ กระตุกเหมือนชัก ขนลุก ( อันหลังนี้ต้องว่า นาย Darwin นี่ละเอียดจังเรายังไม่รู้สึกเลย ความจริงขนลุกเป็นปฏิกริยาของระบบประสาทอัตโนมัติ )

และข้อทีเด็ดที่Darwin บอกคือ ต้องเป็นการกระตุ้นแบบไม่ได้ตั้งเนื้อตั้งตัว ประมาณว่ามุขขำต้องมาแบบไม่ต้องประกาศก่อนว่า ต่อไปจะตลกนะครับ หรือถ้าเป็นจั๊กจี๋ก็ต้องทำแบบจู่โจมกองโจรเข้าด้านหลัง จะเพิ่มประสิทธิผลยิ่งขึ้น

Darwin ยังสังเกตได้อีกว่า เด็กจะรู้สึกกลัวถ้าถูกจั๊กจี๋โดยคนแปลกหน้าโดยไม่หัวเราะสักแอะ ซึ่งมาถึงประโยคนี้ แฮริสเริ่มไม่เห็นด้วย “ฉันจำได้ว่า ตอนเด็กๆฉันถูกลุงที่เคราหนาเฟิ้มยกขึ้นเอาหนวดของเขามาถูกับซี่โครงกับเอวของฉัน และถ้าจำไม่ผิด ฉันก็ยังหัวเราะทั้งที่ในใจฉันบอกว่า วางฉันลงนะ ไอ้บ้า ฉันเลยคิดว่าไอ้การหัวเราะนี่คงไม่ได้แปลว่าชอบ”

แฮริสตกลงใจที่จะค้นคว้าเรื่องนี้ แต่เธอพบว่า เคยมีคนวิจัยเรื่องนี้ไม่ถึงโหลด้วยซ้ำ

มาถึงตรงนี้ คงคิดเหมือนผมว่า แฮริสคงงานน้อย ไม่เอาเวลาไปวิจัยหาคำตอบที่โลกกำลังรอคอยมากกว่านี้อย่าง แก้หัวล้านในผู้ชาย หรือหาเหตุที่เรามักหลับน้ำไหลยืดหลังอายุ 35 “ ฉันยอมรับว่า ในมุมมองของนักวิจัยกับความคุ้มค่า เราน่าจะวิจัยอะไรที่เป็นปัญหา ดูซีเรียสกว่านี้ อย่างวิจัยเรื่องอารมณ์ซึมเศร้า เพียงแต่ฉันอยากรู้เรื่องอารมณ์ในทางบวกเช่น เรื่องความสุขหรือขำขันบ้าง”

ในงานวิจัยแรกของเธอ เธอคิดจะพิสูจน์ความคิดของดาร์วินโดยอาศัยการสังเกตถึงปรากฎการณ์ “อุ่นเครื่อง” ของพวกดาวตลกหรือการแสดงทั้งหลาย อย่างที่เขามักส่งดาวจี้เส้นมือดีออกไปอุ่นเครื่องผู้ชมให้ฮาซักสามสี่ก๊าก ก่อนที่จะส่งดาวดังแต่อาจจี้เส้นน้อยกว่าออกไปกลางเวทีจริงๆ ซึ่งทำให้คนดูจะหัวเราะง่ายขึ้น

แฮริสคิดว่า ถ้าขำตลกแล้วหัวเราะ กับจี๋ให้หัวเราะเป็นเรื่องเดียวกันจริงไซร้ การอุ่นเครื่องก็น่าจะได้ผลกับเรื่องหลังนี่เหมือนกัน “ ดังนั้นถ้าจั๊กจี๋คนก่อนดูตลก คนก็น่าจะหัวเราะง่ายขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าให้ดูตลกก่อนถูกจั๊กจี๋ คุณก็น่าจะหัวเราะมากกว่าเก่า”

เธอหานักศึกษาได้ 72 คน แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกโดนจี๋จนงอก่อนให้ดูวิดีโอ ตลก ( ตลกฝรั่งนะครับแบบ Saturday Night Live ตอนแรกๆที่เธอเน้นว่า แก๊กเด็ดกว่าช่วงหลังๆเยอะ) ส่วนอีกกลุ่มได้ดูวิดีโอ ( ต้องบอกว่า โดยส่วนตัว ไม่ชอบคำว่า “วีดีทัศน์” ที่เป็นคำไทยแทนวิดีโอเลย เพราะก็ยังไม่สื่อเป็นคำไทยอยู่ดี ) ก่อนถูกจั๊กจี๋ ส่วนกลุ่มสาม ดูจะโชคร้าย อาจได้ค่าตัวมากหน่อย เพราะถูกให้ดูวิดีโอยาว 13 เรื่องชีวิตธรรมชาติที่หดหู่ ทำนองแบบให้ชมสารคดีการทำงานของขากรรไกรของหมาไฮอีนาเมื่อขบใบหน้าของเด็กทารกน้อย (เศร้าไหมละครับ )แล้วค่อยให้ไปถูกจั๊กจี๋

กรรมวิธีการจี๋มีมาตรฐานแบบนี้ครับ นักศึกษาจะนั่งรอ มือเพชฌฆาตจะมายืนข้างเริ่มกระหน่ำจี๋ที่ชายโครงและรักแร้หรือฝ่าเท้าสามรอบๆละสิบวินาที หรือจะหยุดก่อนต่อเมื่อเหยื่อไหลลงไปอยู่ที่ขาเก้าอี้

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cognition and Emotion สรุปได้ว่า กลุ่มหนึ่งและสองไม่ว่าถูกจี๋ตอนไหน หัวเราะไม่ต่างกัน ส่วนกลุ่มสามได้แต่นั่งคลื่นไส้ ซึ่งแปลได้ว่า การอุ่นเครื่องไม่ได้ผลจริง แฮริสจึงสรุปว่า ดังนั้น การตลกแล้วหัวเราะไม่ใช่อย่างเดียวกับการจี๋แล้วหัวเราะ

มีผู้วิจารณ์ว่า การที่ให้คนแปลกหน้ามาจั๊กจี๋นี่ ไม่ธรรมชาติเอาเสียเลย ซึ่งแฮริสก็ยอมรับ “การเป็นคนที่ต้องไปจี๋คนอื่นนี่ไม่ง่ายเลย เพราะจะรู้สึกตะขิดตะขวงเหมือนล่วงเกินคนที่ไม่รู้จัก”

แต่ผลการวิจัยกับน่าสนใจมากในแง่ที่ว่า หากการหัวเราะเป็นปฏิกริยาตอบสนองทางกายเท่านั้นของการจี๋ ดังนั้น คนบ้าจี้ทั้งหลายก็ควรถูกกระตุ้นได้โดยไม่ขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งเธอก็ลองไปจี๋เอวคนไม่รู้จักตามงานเลี้ยงต่างๆดู ( ไม่รู้ว่าถูกชกกลับหรือไม่ ) ปรากฏว่า ทุกคนได้แต่สะดุ้งแต่ไม่ยักกะหัวเราะ “ผู้ใหญ่มักจะควบคุมปฏิกริยาหัวเราะจากจั๊กจี๋ได้ดีกว่าเด็ก ฉันอยากบอกว่าปฏิกริยานี้ถูกปรับเปลี่ยนได้”

แฮริสคิดการทดลองที่สองของเธอออกตามมา คราวนี้เธอได้อาสาสมัคร 33 คน กับของเล่นใหม่ คือ หุ่นยนต์จั๊กจี๋ ( ช่วยทำเสียงเหมือนเวลาโดราเอมอนล้วงของออกจากกระเป๋ามาโชว์โนบิตะหน่อย ) ที่มีมือและนิ้วไว้จี้เส้น

“คุณคงดูออกว่า นี่เป็นการทดลองต่อจากภาคก่อน” แฮริสอธิบาย “แปลกไหมคะ ที่เราจี๋ตัวเองไม่ได้ผล เราต้องการคนอื่นมาทำให้ ซึ่งก็คือต้องมีสถานการณ์ทางสังคมเกิดขึ้น แต่หุ่นยนต์นี้จะจี๋คุณโดยที่ไม่ได้เป็นคน”

มาคิดดูอีกที ถ้าเราจี้เส้นตัวเองได้เอง โลกและชีวิตคงน่าอยู่กว่านี้อีกเยอะ ซึมเศร้าเหรอ มาเลยถอดเสื้อกับถุงเท้าออก แฟนไม่อยู่ก็จี๋ตัวเองให้หายเซ็งได้ ทั้งที่มีกริยาหนึ่งที่อาจดูคล้ายจั๊กจี๋คือการเกา แน่ละ เราเกาให้ตัวเองหายคันได้ และคนส่วนใหญ่มักตอบว่า กริยาทั้งสองต่างกันแค่ความหนักเบาของมือ แต่การเกาเบาๆให้ตัวเองกลับไม่ใช่จั๊กจี๋

เจ้าหุ่นยนต์นี้เข้ามาเพื่อพิสูจน์ความคิดของแฮริสที่ว่า จำเป็นต้องมีคนอีกคนมาอยู่เพื่อให้ครบองค์จั๊กจี๋หรือไม่ “ คุณไม่ต้องจี๋ตัวเอง เจ้าหุ่นทำให้ แต่ไม่ใช่คนนะ ซึ่งถ้าการจั๊กจี๋เป็นปรากฏการณ์สังคมจริง หุ่นยนต์ไม่ควรจึ๋คุณได้สำเร็จ”

อาสาสมัครทั้ง 33 คน จะถูกให้นั่งผูกตา อุดหู อยู่ในห้อง lab เปลือยเท้าขวา ในขณะที่ขาทั้งท่อนถูกผูกไม่ให้ขยับหนีเมื่อถูกจี๋ ( บรรยายแล้ว อยากเป็นอาสาสมัครไหมครับ )โดยอาสาสมัครได้รับคำบอกเล่าว่า เธอกับหุ่นยนต์จะผลัดกันมาจี๋พวกเขารายละ 5 วินาที

หุ่นยนต์ตัวนี้ถูกดีไซน์จากผลรวมชิ้นส่วนต่างๆอย่างเครื่องพ่นยาแก้หอบหืดที่ส่งเสียงหึ่งๆตลอดเวลา แขนหุ่นยนต์ที่แฮริสไปซื้อมาจาก Toys R Us ด้วยความอยากที่จะให้หุ่นยนต์หน้าตาไม่เหมือนคนมากที่สุด จะได้ไม่เป็นส่วนของสถานการณ์ทางสังคมกับผู้ทดลอง ตอนทดลองหุ่นตัวนี้ส่งเสียงดังพอๆกับนักการเมืองเวลาพูดว่า เป็นห่วงประชาชน คนผูกตาจะได้รู้ว่าเป็นหุ่นจริงๆ

การทดลองดูสนุกขึ้นไปอีกโดยการที่ให้อาสาสมัครเดินเข้าห้องโดยเห็นว่า มีแต่หุ่นยนต์อยู่ แฮริสกำลังเดินออกจากห้อง แต่จริงๆแล้วยังมีผู้ช่วยของเธออีกคนซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มในห้อง แอบไปจี๋ฝ่าเท้าของอาสาสมัครทั้ง 2 ครั้งแทนเธอและหุ่นยนต์ โดยที่อาสาสมัครคงนึกว่า เป็นหุ่นยนต์กับแฮริสเข้ามำทำอย่างที่บอกกันไว้ก่อน ( น่าสงสัยว่า เมืองซาน ดิเอโกที่เธอทำการทดลองนั้นเป็นเมืองที่อากาศร้อนไม่เบา เท้าของอาสาสมัครทั้งหลายจะมีกลิ่นยังไงตอนที่ผู้ช่วยของแฮริสเข้าไปจี๋ )

“ที่ฉันกับเจ้าหุ่นไม่จี๋เองก็เพราะ เดี๋ยวเราจี๋หนักเบาไม่เท่ากัน ถ้าคนเดียวทำ จะได้ผลที่สม่ำเสมอกว่า”

และแล้วผลการทดลองก็ออกมาว่า เสียใจนะ Charles สถานการณ์ทางสังคมไม่จำเป็นสำหรับการจั๊กจี๋ “อาสาสมัครของเรายิ้มแล้วก็หัวเราะเท่าๆกันทั้งตอนที่เขานึกว่าหุ่นกับคนกำลังจี๋เขาอยู่ แถมพอตอนจบ เราให้อาสาสมัครตอบแบบสอบถามว่าหุ่นยนต์จี๋ดีไหม ยังตอบกันว่าหุ่นจี๋ไม่มัน ต้องแก้โปรแกรมใหม่กันเสียอีก แสดงว่าถูกหลอกไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ”

แฮริสคิดว่า ไม่ว่าพฤติกรรมหรืออารมณ์ใดของมนุษย์ควรได้รับการวิจัยศึกษา “มันอาจนำไปสู่คำตอบเด็ดๆก็ได้”

เรื่องของจั๊กจี๋มีในสัตว์อื่นๆอีกมากมาย อย่างที่เราเห็นในหนังชีวิตสัตว์บ่อยๆก็คือ ลูกลิงชิมแปนซีจี๋เล่นหยอกกันให้หัวเราะลงลูกคอกันได้ แต่ถ้าคุณคิดว่า เรื่องของจั๊กจี๋จะจบเพียงในอาณาจักรของสัตว์ละก็ เกล เทย์เลอร์ นักพฤกษศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซัสเส็กในอังกฤษกำลังทดลองจั๊กจี๋พืชอยู่

อ๋อ ต้นไม้ไม่หัวเราะหรอกครับ แต่มันก็มีอาการตอบสนองที่ซ้ำเป็นแบบแผน เช่น การจี๋ที่ลำต้น จะทำให้ต้นหยุดสูงแต่อ้วนขึ้น โดยไม่ขึ้นกับว่าคุณคุยกับมันหรือเปล่า

พี่เทย์เลอร์บอกอีกว่า ความจริงเขาไม่ใช่คนแรกที่อุตริแบบนี้หรอก ธีโอฟราสตุส ( Theophrastus ) ศิษย์เอกของอริสโตเติลได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ 300 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า thigmomorphogenesis “ถึงพืชจะไม่มีเส้นประสาทรับรู้ แต่การสัมผัสจะเป็นการกระตุ้นเอ็นซัยม์ ซึ่งจะไปมีผลกับการเติบโตของต้นไม้ในที่สุด”

การสัมผัสลำต้นจะทำให้แคลเซียมไหลเข้าเซลล์ไปกระตุ้นให้ยีนในพืชบางตัวทำงานให้ลำต้นเปลี่ยนแปลงดังกล่าว “ผมอยากเปรียบว่า การจี๋จะคล้ายกับการที่ต้นไม้ถูกลมปะทะอยู่เรื่อยๆ อย่างต้นไม้แถวริมหน้าผาซึ่งมักจะไม่สูง เพื่อให้ตัวมันอยู่รอดได้”

ยังไม่มีใครรู้ว่า ทำไมคนเราต้องบ้าจี้ แต่มีสมมุติฐานอธิบายว่า มันเพิ่มความผูกพันระหว่างแม่กับทารก บางคนมองว่า มันมีเรื่องความรู้สึกรักปนอยู่ในความรู้สึกที่ถูกจี๋ด้วย “แต่ฉันไม่ค่อยสนใจความคิดนี้เท่าไรหรอก ฉันอยากรู้มากกว่าว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอื่นที่บ้าจี้เหมือนคนไหม ตอนนี้ฉันหยุดจี๋ลูกชายของฉันแล้ว แต่ลองไปจี๋แมวของฉันแทน และถ้าฉันจี๋ได้พอดี แมวของฉันคงจะขนลุกบ้างเหมือนกัน”

หันหลังสิครับ กำลังมีคนรอจี๋เอวคุณอยู่