ฟิสิกส์ของการร้องเพลง
ปราโมทย์ สุคนิชย์
สำหรับท่านที่ชอบร้องเพลง มาฟังกลศาสตร์ของการเปล่งเสียงร้องเพลงกันหน่อย
คิดไปคิดมา เราเคยสอนคนอื่นว่า คนเราถ้าลงชอบทำอะไรซักอย่าง ย่อมจะทำสิ่งนั้นได้ดี แต่สำหรับเรื่องร้องเพลงนี่ ผมว่า หลายคนคงเคยได้ประสบการณ์ว่า ต้องทนนั่งฟังคนที่ชอบร้องเพลงมากเลย แต่ร้องได้เหมือนเต่าเหมือนห่านไม่ยอมเลิกตลอดงานตลอดคืนตามคาราโอเกะมาไม่น้อย
ทฤษฎีนี้ใช่ไม่ได้กับการร้องเพลงจริงๆ
แต่สำหรับคนร้องเก่งอยู่แล้วพูดยังไงก็ได้ จะเป็นพรสวรรค์ ฝึกฝนมาดี ลูกไม้หล่นได้แต่ใต้ต้น อะไรก็ใช่ไปหมด
อย่างมาริลีน ฮอร์น (ไม่ใช่หอน) ยอดนักร้องโอเปราของอเมริกา ซึ่งเธอได้ร้องเพลงโชว์ในปาร์คประจำเมืองของเธอตั้งแต่เธอเพิ่งสี่ขวบ แถมเธอยังบอกด้วยว่า เดซี่ หลานสาวอายุสิบเดือนของดิฉันก็เริ่มฮัมเพลงเป็นแล้วค่ะ ดิฉันลองร้องทำนองท่อนนึง เธอก็ขึ้นเสียงล้อตาม
เชื่อเธอไหมครับ
แม้ว่า เธอจะเคยสอนคนอื่นร้องเพลงมานานกว่าสิบปีก็ตาม สิ่งหนึ่งที่คุณฮอร์นยังค้างคาใจอยู่เสมอก็คือ อะไรทำให้เธอร้องเพลงได้ดี อันนี้ไม่นับหลานของเธออีกต่างหากที่อาจจะเก่งต่อไป
ดิฉันว่า มันต้องมีอะไรมหัศจจรย์เกิดขึ้นในนี้ เธอพูดพลางลูบที่คอและหน้าอก แต่ดิฉันก็ไม่ได้คิดถึงมันเท่าไหร่เลย ตอนกำลังร้องเพลงจริงๆ
สิ่งที่เธอกับเดซี่ทำ ก็คือ ใช้อวัยวะในคอและปาก กักลมหายใจให้ออกเป็นเสียงที่มีชีวิตชีวากว่า
การออกเสียงเริ่มขึ้นที่เส้นเสียง ซึ่งเป็นแผ่นกล้ามเนื้อสองแผ่นที่ทำหน้าที่เหมือนประตูเลื่อนเข้าปิดเปิดให้ลมเข้าออกจากปอด ลมจะสั่นพริ้วเส้นเสียงในขณะที่พยายามวิ่งผ่านในยามหายใจออก
พลิกตามปูมวิวัฒนาการ เส้นเสียงนี้เริ่มปรากฏเมื่อราว 300 ล้านปีก่อน เมื่อสิ่งมีชีวิตคืบคลานขึ้นจากทะเลขึ้นมาอยู่บนบก และเริ่มใช้ปอดหายใจแทนเหงือกแบบปลาทั้งหลาย การมีเส้นเสียงเป็นประตูสองบานนี้ มีประโยชน์อย่างมากในการนำอากาศเข้าและออกจากหน้าอกของเรา แถมยังช่วยพาเสมหะที่เกิดขึ้นออกจากหลอดลมมาทิ้งข้างนอกด้วย ไม่งั้น ป่านนี้ เราคงสำลักเสมหะท่วมปอดไปแล้ว
ประโยชน์อีกอย่างก็คือ เมื่อเราปิดกั้นอากาศไว้ในช่องอกได้ เราจะสามารถออกแรงกับกริยาบางอย่างได้ดีขึ้น เหมือนเวลาเรายกของหนักๆ หรือเบ่งถ่ายอุจจาระ
เห็นไหมครับว่า แรกๆ เส้นเสียงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเส้นเสียงให้พูดหรือร้องเพลงหรอก เป็นแค่ประตูกักปล่อยอากาศต่างหาก
แต่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่มาพบภายหลังว่า การรู้จักค่อยเปิดปิดลม เกร็งหรือหย่อนเจ้าประตูสองบานนี้ สามารถสร้างเสียงที่มีประโยชน์ในการดำรงชีวิตอย่างมากด้วย
อย่างส่งเสียงเตือนภัยกัน หรือ ไม่ก็เป่าปากเปี๊ยวเกี้ยวพาราสีกัน กลายเป็นมีพวกเสียงหวานปากหวานตามมาเสียอีก ไม่ได้เอาไว้แค่สร้างลมถ่มเสลด
คราวนี้กระเถิบมาชะโงกดูเจ้าเส้นเสียงที่ว่ากันใกล้ๆอีกนิด
เส้นเสียงทั้งคู่จะมีหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบทั้งซ้ายขวา เว้นแต่ของผู้ชายจะใหญ่กว่าของผู้หญิงนิดหน่อย
คุณมองแค่เส้นเสียงแล้วบอกไม่ได้หรอกครับว่า เส้นนี้ของสวลี เส้นนี้ของทาทา ของแฟรงค์ สิเนตตรา หรือของพาฟวาร็อตติ คุณหมอสก็อต เคสเลอร์แห่งแมนฮัตตันอธิบายโดยพยายามยกตัวอย่างแบบไทยๆผสม ( ผมว่า ให้แกมาดูหน้าจะๆ แกยังไม่รู้เลยว่า หน้าไหนสวลี หรือหน้าไหนทาทา) แถมเส้นเสียงของมนุษย์กับสัตว์ก็คล้ายคลึงกันมากเลยครับ ดังนั้นถ้าใครอยากลองทำผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะแผลงๆ เอาเส้นเสียงของสุนัขมาให้นักร้องคนหนึ่ง นักร้องคนนั้นก็จะยังคงหอน เอ้ย ร้องเพลงได้ดีเท่าเดิมครับ
ในการสร้างเสียงนั้น เส้นเสียงจะทำตัวเหมือนปากลูกโป่ง ซึ่งจะกักให้ลมออกเร็วช้าก็ได้ตามช่องที่เปิด ซึ่งอินโก ทิทซี่ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยไอโอวา ให้ความสนใจปรากฏการณ์นี้อย่างมาก
ปอดจะปล่อยลมออกเป็นคลื่นๆเป็นจังหวะมาชนกับเส้นเสียงทั้งสองข้างให้สั่นกระพือเข้ามาชนกัน เกิดเสียงซึ่งหูเราได้ยินแล้วส่งไปให้สมองแปลผลและควบคุมปรับแต่งมันให้เกิดเสียงที่ต้องการต่อไป
ต่อไป เรามารู้จักกล่องเสียงกัน กล่องเสียงจะอยู่ที่คอแถวๆลูกกระเดือก ซึ่งจริงๆไม่ใช่เป็นแค่ลูกแอปเปิ้ลที่นายอาดัมส์สำลักติดคอไว้ตอนที่ถูกพระเจ้าจับขโมยได้เท่านั้น แต่มันเป็นโครงกระดูกอ่อนที่มีไว้ให้กล้ามเนื้อเส้นเสียงมีที่เกาะ และป้องกันไม่ให้เส้นเสียงเองถูกกระแทกเสียหายซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้ ( อย่างศัพท์ที่ว่า ลูกกระเดือกแตกไง )
ในคนกล่องเสียงจะอยู่ใต้โคนลิ้นลงมาค่อนข้างมาก ทำให้ลิ้นมีเนื้อที่เคลื่อนไหวสร้างสรรค์เสียงต่างๆได้อย่างสะดวก ผิดกับของสุนัขที่ลิ้นกับกล่องเสียงอยู่ชิดกันมาก จนทำให้สุนัขอาภัพ หมดสิทธิเป็นนักร้องดัง ได้แต่เห่าหอนเฝ้าบ้าน
นอกจากนี้ ในคนที่หัดร้องเพลงมาดี เขาจะควบคุมให้กล่องเสียงเลื่อนขึ้นลงเพื่อควบคุมความสูงต่ำของเสียงได้ด้วย ทำนองเหมือนกับไก่เวลาโก่งคอขัน ( สังเกตไหมครับว่า ไก่ไทยขัน เอก อี๊ เอ้ก เอ้ก มีเสียงสูงต่ำน่าฟังกว่าไก่ฝรั่งคร็อกคาดูเดิ้ลดู เป็นอย่างมาก) แถมยังคุมให้กล้ามเนื้อในกล่องเสียงหดยืดให้เสียงสั่นก้องเพิ่มเสน่ห์และทรงพลังได้เสียอีก ( เหมือนมีอยู่พักหนึ่ง หลังเหตุการณ์หกตุลาคมใหม่ๆ ที่คนไทยต้องร้องเพลงเสียงสั่นหน้าแดงแบบคุณสันติ ลุนเผ่ กันหมด เพราะรัฐบาลระดมโปรโมทเปิดกรอกหูยิ่งกว่าเพลงของแกรมมี่ )
เครื่องดนตรีในตัวเราที่เหลือ ก็ได้แก่ ลำคอ ลิ้น ปาก ริมฝีปาก และแน่นอน ระบบทางเดินหายใจ แม้ว่า ความสูงต่ำของเสียงจะขึ้นกับจำนวนครั้งที่เส้นเสียงปิดชนกัน ซึ่งอาจเป็นแค่ไม่กี่ครั้งต่อวินาที อย่างแค่ 55 ครั้งต่อวินาที ที่ให้เสียง A ต่ำแบบเบส หรือโหนสูงไปถึงเสียง C ของนักร้องโซปราโนที่เส้นเสียงต้องออกเแรงชนกันถึง 1047 ครั้งต่อวินาที ก็ตาม การปรับแต่งออกเสียงคำจะเกิดในลำคอและช่องปากของนักร้องเกือบทั้งหมด
ลองนึกคนที่เล่นเครื่องดนตรีเป่าอย่างทรอมโบนดู พวกเขาปล่อยแต่ลมเข้าใส่เครื่องดนตรีที่เขาเล่น โดยเขาจะบังคับแต่งเสียงสูงต่ำโดยอาศัยการชักเข้าออกของก้านแตร ว่าจะให้ลมไปเจอกันที่ไกลใกล้แค่ไหน แต่นักร้องเขาจะบังคับอวัยวะออกเสียงของเขาทั้งหมดให้เกิดเสียงที่ต้องการอย่างเชี่ยวชาญ ไม่ต้องคอยนึกทีละเสียงว่า เอ้าสั่นสิ ตึงสิ
ลองนึกดูสิครับว่า น่ามหัศจจรย์แค่ไหน กับอวัยวะเล็กๆที่มีที่ให้เลื่อนขึ้นลงแค่นิดเดียว ถ้าเทียบกับเครื่องดนตรีที่เราสร้างขึ้น ลำคอของคนเรายาวโดยเฉลี่ยจากกล่องเสียงถึงริมฝีปากแค่ 7 นิ้วเท่านั้นครับ ทิทซี่บอก
ตัวอย่างที่เราเห็นก็คือ มีนักร้องที่ตัวเตี้ย ( โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับการไม่กินแคลเซี่ยมยี่ห้อไหน) แต่เสียงสูง ก็ถมเถไป
แต่ก็มีนักร้องอีกเยอะที่ใช้เส้นเสียงและกล่องเสียงอย่างทารุณ ( ไม่อยากใช้คำว่า ผิดวิธี เพราะเรื่องของธรรมชาติไม่ควรมีวิธีที่ถูกต้องเพียงวิธีเดียวแบบคณิตศาสตร์ ) อย่างบางคนพยายามเค้นเสียงร้องเสียงสูงทั้งที่พวกเขาไม่ได้เกิดมาสำหรับร้องคีย์นั้นโน้ตนั้น พอนานเข้า เส้นเสียงที่ต้องถูกบังคับให้ชนกันถี่เกินเหตุก็จะมีตุ่มไตแข็งเกิดขึ้นคล้ายกับคนเป็นตาปลารองช้ำ ซึ่งจะทำให้เส้นเสียงปิดไม่สนิท เกิดอาการเสียงแหบแห้งขึ้น
ไม่รู้ว่า พวกบีจีส์ หรือ Stylistics ที่ชอบร้องเสียงแมวอยู่พักหนึ่งเกิดอาการนี้หรือไม่ รู้แต่ว่า แม้แต่นักร้องเด็กน้อยวัยแปดขวบที่ร้องเพลง Tomorrow ในหนังเรื่อง Annie ก็เคยเกิดมีเจ้าตุ่มนี้ที่เส้นเสียงหลังจากที่ต้องตระเวณโชว์หลายรอบเข้า ( แต่เข้าใจว่า ฝรั่งอเมริกันยังคงนิยมหัดให้ลูกสาวร้องเพลงนี้ไว้อวดชาวบ้านอยู่เป็นประจำ )
เส้นเสียงนอกจากจะเกิดมีตุ่ม ก็ยังมีเลือดออก ถลอกพุพองได้ ตามประสาอวัยวะที่ต้องเสียดสีกระทบกระแทกบ่อยๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่ออาชีพนักร้องทั้งนั้น
นักร้องที่ดีจึงควรรู้จักการร้องเพลงที่ถูกต้อง ด้วยการรู้วิธีควบคุมลมหายใจเข้าออกให้ดี โดยไม่ต้องไปทารุณทรมานอวัยวะเหล่านั้นให้มากเกินไป คุณออร์นโผล่หน่ามาอธิบายอีกรอบ เมื่อก่อน หมอเรียกฉันว่า เป็นนักกีฬากล่องเสียง ซึ่งก็จริง
อย่าเพิ่งนึกว่า หมอชมคุณฮอร์นนะครับ ที่หมอเรียกอย่างนี้มีที่มาครับ แกกำลังประชดทั้งนักร้องและนักกีฬา
นักร้องกับนักกีฬามีบางอย่างคล้ายกันก็คือ ชอบหายามาใช้ปัดเป่าความเจ็บป่วยเสียหายของอวัยวะในร่างกายที่พวกเขาใช้งานเกินขนาดไปกันเอง อยู่เรื่อย คนอาชีพเหล่านี้ มักถือคติว่า งานต้องเดินหน้าต่อ the show must go on หยุดไม่ได้ หมอเคสเลอร์ได้ที กระแนะกระแหน ( จะว่าไป ขอนินทาหมอด้วยกัน พวกหมอเองก็แบบนี้แหละ แถมร้ายกว่าเขาอีก โดยมักปฏิเสธตอนเมื่อตัวเองป่วยว่า ไม่เป็นอะไรมากหรอกน่า ฉันเป็นหมอเอง ฉันรู้ดี )
ยายอดนิยมที่นักร้องทั้งหลายชอบมากคือ สเตียรอยด์ เพื่อมาบำบัดความแหบแห้งของเสียง ซึ่งอาจจะเกิดจากทั้งการใช้เสียงมาก ความอ่อนเพลีย อากาศแห้งในห้องแอร์ แต่ระคนไปด้วยควันบุหรี่ราคาแพง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เยื่อบุผิวทางเดินหายใจและกล่องเสียงระคายเคือง เกิดการอักเสบ จนเกิดตุ่มอย่างที่เล่าแล้วในที่สุด
แต่นักร้องพวกนี้ มักต้องเดินสายขายเสียง ( ควรคบกับนักการเมืองจะได้ซื้อเสียงให้)ทั้งคืน บางรายร้องคอนเสิร์ทสัปดาห์ละ 8 รอบๆละ 2 ชั่วโมงต่อๆกัน ตามสูตรของพวกบรอดเวย์
คุณคงจำได้ว่า เมื่อเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งก่อนโน้นที่ คลินตันปะทะบุช ในตอนท้ายๆของการรณรงค์หาเสียง ประธานาธิบดีคลินตันกลายเป็นคนไม่มีเสียงจะพูด จะปราศรัยก็ต้องกระซิบเอา
อันนั้น คุณคลินตันไม่ได้ร้องเพลงมากแบบหาเสียงเมืองไทยหรอกครับ หมอเคสเลอร์พูดหยั่งกะรู้ว่า งานไหนคนไทยก็ชอบให้ร้องเพลง มันเกิดจากการที่คุณคลินตันต้องกินอาหารมื้อค่ำตอนดึกต่อกันหลายเดือน เพราะมัวแต่พูดหาเสียงตอนหัวค่ำ พอหิวจัด ก็กินเยอะ แล้วก็เข้านอนทันที เลยเกิดอาการกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับมาที่คอ โดยเฉพาะเวลาที่เรอ ซึ่งกรดอาจทำให้เส้นเสียงกล่องเสียงอักเสบได้ ( ต้องถามคุณฮิลลารี่ว่า เวลาท่านประธานาธิบดีเรอ หน้าตาเป็นยังไง)
คนเป็นนักร้อง ต้องรู้จักถนอมรักษาสุขภาพร่างกายของเราด้วย คุณฮอร์นขอสอนนักร้องรุ่นน้องเป็นครั้งสุดท้าย การขับร้องอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนทำได้ แต่ศิลปะของการเปล่งเสียงนั้นต้องนับเป็นอีกกรณีหนึ่ง คือ เป็นพรสวรรค์ คุณจะไปเรียน ไปซื้อ ไปกล่อมขอใครมาก็ไม่ได้ เหมือนกับเพลงบอกละคะ ถ้าคุณไม่มี คุณก็ไม่มี