อะไรคือยารักษาโรคจิต
ผศ.นพ. ปราโมทย์ สุคนิชย์
ถ้าเป็นเมื่อสักสองสามร้อยปีก่อน แล้วผมบอกว่า ผมมียารักษาโรคจิตให้หายได้ คนฟังคงหัวร่อกันฟันร่วง ( ทั้งที่สมัยนั้น ก็ยังไม่มีฟันปลอมให้มาใส่แทนที่หัวเราะร่วงไป )
ก็จิตใจเป็นนามธรรม โรคก็เป็นเพราะบุญกรรมทำแต่ง หรือไม่เคารพเจ้าที่เจ้าถิ่น ถูสิงถูกไสย
แล้วจะเอายามาไล่ผีไล่กรรมได้อย่างไร ? ( ต้องใบหนาดข้าวสารเสกซัดสิ ถึงได้ผล )
แต่จิตแพทย์เองสงสัยมานานแล้วว่า โรคจิตเภทหรือโรคจิตนี่ มีที่มาจากรรมพันธุ์ เพราะเห็นครอบครัวหนึ่งๆมีเป็นกันหลายคน บางคนไม่ใช่พ่อแม่เดียวกัน เป็นญาติกันเป็นก็มี แต่ก็ไม่รู้จะรักษาโรคนี้ได้อย่างไร
จนเมื่อเกือบห้าสิบปีก่อนมานี้เอง ที่หมอชาวฝรั่วเศสคนหนึ่งเกิด ยูเรกา กับการพบยารักษาโรคจิตอย่าง บังเอิญ ( อย่าลืมว่า มีแต่คนเก่งกับคนี่พยายามเท่านั้นที่มีโอกาสได้บังเอิญแบบนี้ ) โดยเขาพบว่า น้ำหอม เอ๊ย ยาลดน้ำมูกแก้แพ้ที่เขาคิดตัวใหม่นี้ สามารถทำให้คนไข้โรคจิตมีอาการดีขึ้นได้ ไม่ใช่แค่ทำให้น้ำมูกแห้งหายคัน
ยาตัวนี้ชื่อ chlorpromazine หรือ คลอโพรมาซีน
จำไม่ได้ก็ช่างมันเถอะครับ ไม่มีการสอบหลังอ่านจบ ขนาดนักเรียนแพทย์บางคน กว่าจะจำได้ก็หลังสอบเสร็จไปแล้ว
หลังจากนั้นมา นักวิทยาศาสตร์ก็คลำทางได้ว่า ยาใดก็ตามที่ออกฤทธิ์ลดการทำงานของสาร dopamine ( โดปามีน ) ในสมองเหมือนเจ้าคลอโพรมาซีนที่ว่าละก็ ยาตัวนั้นก็มีสิทธิแจ้งเกิด เป็นยารักษาโรคจิตกับเขาเหมือนกัน
ปิ๊งกันใหญ่เลยว่า สาเหตุการเกิดโรคจิต เกิดจากมีหนูน้อยโดปามีนในสมองมากเกินไป
เรียกได้ว่า หลอดไฟสว่างกันพรึ่บพรับแบบไม่ต้องประหยัดไฟเบอร์ 5 โดยเฉพาะกับนักวิทยาศาสตร์และบริษัทยา แห่กันสร้างยาคล้ายๆกันคลานตามกันออกมาไม่ต่ำกว่า 30 ขนาน
แต่ละตัวมีจุดดีด้อยต่างๆกันไม่มากนัก แต่ก็ช่วยให้คนไข้มีอาการดีขึ้นมาก จนเหลือคนไข้ต้องนอนในโรงพยาบาลน้อยกว่าเดิมตั้ง 5 ถึง 6 เท่า
ข้อเสียหลังได้กินยากลุ่มนี้ก็คือ ความง่วงเหงาหาวนอนได้มาเยือนอย่างมาก จนเหมือนคนขี้เกียจ บางรายมีมือไม้สั่น ตัวแข็งๆคล้ายหุ่นยนต์ เคลื่อนไหวได้ช้า บางคน แต่ไม่บ่อยนัก มีเกร็งที่คอจนแหงน เหมือนเด็กแพ้ยาแก้อาเจียนบางตัว ญาติตกอกตกใจนึกว่า ชัก
อาการข้างเคียงพวกนี้ หากเกิดขึ้นจริงก็มียาแก้ได้ ไม่ได้เกิดตลอดไป ไม่ต้องหยุดยา ไม่ได้แปลว่า แพ้จนกินไม่ได้อีก
อย่างอื่นที่อาจเจอได้บ่อยกว่า เป็นอาการที่ไม่รุนแรง เช่น ปากคอแห้ง กินน้ำมาก กินอาหารมาก อ้วนเอาอ้วนเอา และมีท้องผูก
มาช่วงไม่เกินสิบปีมานี้เอง ที่เรามียากลุ่มใหม่ออกมารักษาอาการของโรคจิต โดยยาออกฤทธิ์กับระบบสารเคมีโดปามีนลดลง แต่ไปสำแดงเดชกับอีกระบบสารเคมีหนึ่งที่ชื่อ ซีโรโทนิน ( serotonin ) มากขึ้น
ปรากฏว่า ยาใหม่กลุ่มนี้ ทำให้อาการตัวแข็ง มือสั่น คอแห้ง ท้องผูกหายไปมาก
แถมยังรักษาอาการอีกประเภทหนึ่งของโรคจิต ที่คนไข้จะเฉื่อยชา เหม่อลอย ไม่อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากคบใคร จนญาติเกลียดขี้หน้าคนไข้ หาว่า ขี้เกียจ ลงไปอย่างที่ยากลุ่มเก่าทำได้ไม่ดีเท่าซะอีก
ฟังดูก็เป็นยาดีวิเศษ
เสียแต่ว่า ยาใหม่พวกนี้มีราคาแพงกว่าเดิมมาก ( คนบางคนชอบขับรถแพงๆ แต่อยากได้ค่ารักษาโรคถูกๆ ) และจริงๆก็มีผลข้างเคียงของยาใหม่นี้แต่ละขนานต่างๆกันไป
ไม่มีอะไรดีร้อยปัวเซ็ง อันนี้อาซือแป๋กล่าวไว้นานแล้ว
ไม่ว่าหมอจะให้ยากลุ่มไหนก็แล้วแต่ สิ่งที่น่าจะถามจากหมอก่อนทุกครั้งก็คือ ยาอาจมีผลข้างเคียงอะไรได้บ้าง และถ้าเกิดขึ้น เราควรทำอย่างไร หรือหมอจะแก้ให้ยังไง เช่น ถ้ากินยาตอนกลางวันแล้วง่วงมาก ขอสลับไปกิน ตอนกลางคือแทนได้ไหม ซึ่งก็มักไม่มีปัญหาอะไร
สิ่งที่ไม่น่าทำอย่างยิ่งก็คือ หยุดกินยาก่อนหมอจะสั่ง เพราะนึกว่าหายแล้ว หรือทนกินยาต่อไปไม่ได้ ไม่ว่าจากผลข้างเคียงของยา หรือการไม่อยากเป็นคนป่วยกินยานานๆ
ความจริงข้อหนึ่งที่ควรทราบคือ 4 ใน 5 คนจะเป็นโรคนี้ซ้ำใน 5 ปี หากไม่รักษาให้ดีแต่เรก มากกว่าครึ่ง มีอาการอีก ภายในหนึ่งปี หลังหยุดยาเอง
และการเป็นซ้ำๆ ยิ่งรักษายาก และโอกาสที่จะหาย กลับมาเป็นปกติ จะริบหรี่ลงทุกที
ก็ตอนนี้หายแล้วนี่นา ประโยคนี้ คนที่ป่วยชอบพูดกับตัวเองประจำ
ก็อาจจะจริงครับ แต่เรากินยาตอนนี้เพื่อซื้ออนาคตข้างหน้าอยู่ต่างหาก
รักษาหนแรกให้หายขาด แบบขุดรากถอนโคนเลยดีกว่า
บางคนกลัวติดยาที่หมอให้ กลัวกินแล้วเลิกไม่ได้ หรือสงสัยว่า หมอเลี้ยงไข้ กะหาเงินส่งลูกเรียนแบบนิยายขำขัน
ยากลุ่มที่ไว้รักษาโรคจิตนี้ ไม่มีฤทธิ์เสพติดอย่างที่กลัวกัน เพราะไม่เหมือนใช้ผงขาวยาบ้า ที่ยิ่งใช้นาน ก็ยิ่งต้องใช้ให้มาก แถมบั่นทอนสุขภาพ
ยาที่ให้ทำตรงข้ามคือ ทำให้หายป่วย สุขภาพดี และมีแต่ว่า ยิ่งรักษานาน ถ้าอาการดี มีแต่จะลดขนาดยาลงเรื่อยๆ
คนที่บอกว่า ถ้าขืนกินยานานๆ สมองจะเสื่อม อีกหน่อยพอไม่กิน จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นเพราะคนกลุ่มนี้มักหยุดยาก่อนอาการจะหายดี พอหมดฤทธิ์ยา อาการโรคเก่าก็กำเริบขึ้นมา ก็จะหาเป็นเพราะติดยาแน่แท้ทีเดียว
อาการข้างเคียงของยาแทบทุกอย่างที่เล่าไป เมื่อหยุดยาสักสองสามอาทิตย์ ก็หายเป็นปกติ ไม่ใช่ว่า จะเป็นอย่างนี้กันตลอดไป
ตรงข้าม การไม่รักษากลับมีผลเสียมากมายอย่างที่บอก ยิ่งเป็นนาน เป็นหลายที ยิ่งรักษายาก แถมสมองจะพาลเสื่อมลงไปเรื่อยๆ
อยากจะบอกว่า เลิกกลัวยาได้แล้ว ยาช่วยคนป่วยให้ดีขึ้นได้จริงๆ