โรคจิตเภทรักษาอย่างไร

นพ. ปราโมทย์ สุคนิชย์ มีนาคม 40

เอ่ยถึงโรคจิตเภท คนคงรู้จักไม่มาก แต่ถ้าเรียกแค่โรคจิต ค่อยร้องอ๋อหน่อย แต่ก็มักเข้าใจว่าเป็นคำที่เขาใช้ว่ากระทบกัน

ในทางการแพทย์ เราหมายถึง คนที่ป่วยด้วยโรคที่มีลักษณะของความคิดผิดปกติ อาจคิดแปลกๆ ไม่สมเหตุผล พูดจับต้นชนปลายไม่ถูก ฟังไม่รู้เรื่อง ( คล้ายคนที่ออกทีวีบ่อยๆบางคน ) คิดระแวงหวาดกลัว หรือมีหูแว่ว ประสาทหลอน เป็นอาการหลัก

พอนึกถึงภาพคนป่วยออก ก็นึกถึงต่อไปตามความรู้สึก หรือที่เคยได้ยินมาเลยว่า ตายละหวา ถ้ามีญาติป่วยเป็นแบบนี้ คงจะแย่ เพราะนอกจากอาการจะสร้างความวุ่นวายแล้ว ที่เห็นมา ก็ไม่เห็นหายดีซักคน บางคนก็ต้องกินยากันไปตลอดชาติ

คิดแค่นี้ก็เริ่มท้อแล้ว

ความจริง โรคจิตก็ไม่ใช่โรคของสังคมยุคใหม่ แต่เป็นโรคโบราณที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์มานานนับพันปี เกิดกับทุกชนชั้น ไม่ว่าเป็นเจ้าฟ้า ขี้ข้า เศรษฐี หรือยาจก ( แต่เป็นกันตระกูลละหลายคน ก็คงจะจนลงเรื่อยๆ )

แต่ประวัติการรักษากลับไม่ค่อยมีอะไรคืบหน้านักมานับพันปี เพราะหมอยุคแรกๆใส่ใจกับโรคติดเชื้อที่ทำให้คนตายเยอะๆมากกว่า เรียกได้ว่าสมัยกรุงเก่า ยุโรปยุคกลาง ก็คงได้แค่จองจำลงโซ่ตรวนคนที่มีอาการมากวุ่นวายไว้เท่านั้น ยาที่เรียกได้ว่า “รักษา” ก็ยังไม่มี ได้แค่ให้ยาหลับสงบไปวันๆ

จนเมื่อร้อยกว่าปีนี้เองที่มีการปลดพันธนาการคนป่วยออก เนื่องจากเห็นว่า เขาป่วย ไม่ใช่นักโทษที่ทำความผิด

ญาติพี่น้องคนป่วยก็เลยมักเก็บซ่อนคนป่วยไว้ เพราะทั้งอายชาวบ้านเขา แล้วก็ไม่เห็นแววจะหายเลย แถมยังน่าทนทุกข์มากกว่าเสียอีก

พวกที่เข้าโรงพยาบาลไปแล้ว ญาติก็มักถอดใจปล่อยไว้ ไม่มารับกลับ

เพิ่งมายุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี่เอง ต่อจากพ่อโกโบริตายที่บางกอกน้อยไม่กี่ปี ที่แพทย์ชาวฝรั่งเศสพบยาที่ใช้รักษาโรคจิตขนานแรกในประวัติศาสตร์โลก แล้วนำออกมาใช้ นับได้ก็ราว 45 ปีที่ผ่านมานี้เอง

แน่นอน ยาขนานนี้และยาอื่นๆที่ตามมาอีกเป็นพรวน ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการรักษา และชีวิตของคนไข้ รวมทั้งครอบครัวไปอย่างมาก พออาการดีขึ้น คนไข้ก็ได้กลับบ้านไปใช้ชีวิตในชุมชนอย่างเดิม บางรายก็ได้กลับไปทำงาน หรือมีชีวิตครอบครัวได้ระดับหนึ่ง

พอจำนวนคนไข้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลลดลง แพทย์ พยาบาล และทีมรักษาก็มีเวลาไปช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ที่เพิ่งหายป่วย ให้ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีขึ้น เรียกว่า คุณภาพการักษาก็ดีขึ้นมากด้วย

แต่ยามีข้อดี ก็ต้องมีข้อเสีย เหมือนเหรียญก็ยังมีสองหน้าทั้งหัวและก้อย

ยารักษาโรคจิตยุคแรกๆ มักทำให้คนไข้ง่วงนอน หลับกันตะพึดตะพือ โดยเฉพาะ ถ้าได้ยาขนาดสูงๆในช่วงกลางวัน จนบางคนทำงาน หรือเรียนไม่ไหว พาลไม่อยากกินยา เพราะจะเหมือนคนขี้เกียจ

คนไข้บางคน จะมีมือสั่น รู้สึกตัวแข็ง เดินไม่แกว่งแขน เคลื่อนไหวได้ช้าลง กลืนน้ำลายลำบาก พูดไม่ชัด หากได้ยาขนาดสูง

บางรายก็อ้วนขึ้นจริงๆจังๆ เกินกว่าจะเรียกว่ามีน้ำมีนวล

อ่านไปอ่านมา ชักกลัวๆยา ว่า โอ้โห มิน่าเล่า เขาถึงว่า เป็นยากล่อมประสาท กินแล้วงงเซ่อ

ความจริง เจ้าความง่วงนี่ อาจบรรเทาได้โดยการจัดมื้อยาให้เบาช่วงกลางวัน มาหนักหน่อยมื้อเย็นหรือก่อนนอน หรือไม่ก็เลือกยาชนิดที่ง่วงน้อยๆ ให้ หากไม่มีปัญหานอนไม่หลับ

เรื่องมือสั่นตัวแข็ง ก็มียาแก้อาการแบบนี้ให้เบาได้เช่นกัน

แต่มนุษย์เรามักไม่พอใจแค่นี้ ยังคงตะเกียกตะกายคิดยาที่ดีกว่าเดิม ทั้งในแง่สรรพคุณ และมีข้อเสียน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

ยากลุ่มใหม่ๆหลายตัวนี้ มักเน้นประสิทธิภาพในการรักษาอาการประเภทเฉยชา เหม่อลอย ให้ดียิ่งขึ้น เพราะยากลุ่มเดิมมักรักษาได้แต่อาการวุ่นวาย ประสาทหลอน ความคิดผิดปกติ เท่านั้น นอกจากนี้ ผลข้างเคียงเรื่องการเคลื่อนไหวเป็นหุ่นยนต์ช้าๆแข็งๆ ก็ลดลงไปมากด้วย

เรี ยกได้ว่า เป็นยาที่ทำให้การรักษาทางจิตเวชสวยงามครบถ้วนขึ้น เหมือนทำศัลยกรรมตกแต่ง

แต่ก็มีหลายคนก็ยังไม่ชอบกินยา กลัวจะต้องกินยากันไปเรื่อยๆ

ขอให้หมอค่อยๆคุยให้เขาหายเครียดได้หรือไม่

คงต้องบอกว่า เสียใจ การพูดคุยไม่อาจรักษาโรคจิตเภทได้ ทำนองเดียวกับว่า ใครเป็นโรคหัวใจเพราะเครียดมาก ทำใหเ้ส้นเลือดหัวใจตีบตันจนกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก็จริง แต่หายเครียดแล้ว กล้ามเนื้อหัวใจที่ตายแล้วก็ไม่กลับเหมือนเดิม ต้องกินยาช่วยกัน

การพูดคุยมีบทบาทในโรคจิตต่อเมื่ออาการของการป่วยดีขึ้นแล้ว ฟื้นฟูจิตใจให้ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ โอกาสป่วยอีกรอบลดลง ไม่ใช่ช่วงที่หูยังแว่วอยู่ คนไข้คงไม่รู้จะฟังเสียงหมอ หรือเสียงที่แว่วอยู่ดี

มาถึงตรงนี้ ต้องเอ่ยถึงการรักษาด้วยไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า “ ช็อค” เสียหน่อย

เขาใช้กับคนไข้โรคนี้เฉพาะเมื่ออาการมาก กินยาไปพักหนึ่งแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการบางประเภทเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับทุกคน

การรักษานี้ทำให้มีการเปลี่ยนระดับสารเคมีในสมองเหมือนการกินยา แต่เกิดเร็วกว่า

ด้วยสถิติแล้ว ยังปลอดภัยทั้งระยะสั้นและระยะยาวกว่าการกินยาด้วยซำ้

ไม่ใช่เป็นการลงโทษหรือแกล้งคนป่วย หรือทำให้ลืมๆไปจะได้เลิดคิดมาก อย่างที่เข้าใจกันผิดมาๆ

เดี๋ยวนี้ การรักษาด้วยไฟฟ้ามีวิธีการปฎิบัติที่รัดกุมและปลอดภัยมาก ไม่ใช่แบบในหนัง ที่มักจงใจทำให้ดูโหดๆไร้มนุษยธรรมตามใจผู้กำกับ หรือสะใจคนดู

ทั้งหมดเป็นการรักษาทั่วไปที่เขาใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างคร่าวๆ

อยากให้รู้ว่า โรคนี้รักษาได้อย่างไร จะได้เข้าใจขั้นตอนการรักษามากขึ้น ไม่บิดเบือนไปตามหนังสือนิยาย หนังที่ฉาย หรือสิ่งที่เขาเล่าต่อกันมา

จะได้กล้า มีกำลังใจมารักษาให้หายๆกันเยอะๆไง