PERCEPTION
AND
PATHOLOGY OF PERCEPTION


นายแพทย์สันติชัย ฉ่ำจิตรชื่น
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี



ผัสสะ และการรับรู้ (Sensation and Perception)
ผัสสะ (Sensation) คือ ขั้นตอนที่สิ่งเร้ากระทบประสาทสัมผัส (อายตนะ) หรือก็คือ ขั้นตอนการรับข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่ตัว
การรับรู้ (Perception) คือ ขบวนการที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการเลือกสิ่งเร้า (selection),การประมวลสิ่งเร้า (organization) และการแปลผลตีความสิ่งเร้า (interpretation)
ดังนั้นทั้ง ผัสสะ และการรับรู้ จึงเกี่ยวโยงกันอยู่ในแง่ของการทำงานที่ต่อเนื่องกัน นอกจากนี้ การรับรู้ยังเป็นขบวนการที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับความจำ (Memory) ในตอนที่แปลผลตีความสิ่งเร้า จะต้องเทียบเคียงกับประสบการณ์เดิมในความจำ

Stages of Perception
Kraupl Taylor (1966) ได้กำหนดระดับขั้นต่างๆ ที่ซับซ้อนขึ้นตามลำดับของการรับรู้ไว้ดังนี้
1. Field of sensations
คือ ในการเกิดผัสสะขึ้นแต่ละครั้ง จะมีการรับข้อมูลเข้ามามากกว่า 1 อย่าง เช่น ในขณะฟังการบรรยาย เราจะเห็นทั้งผู้บรรยาย ได้ยินเสียงของผู้บรรยาย และเห็นโสตทัศนูปกรณ์ ไปพร้อมๆ กันในคราวเดียวกัน
2. Sensory percept
คือ ขั้นตอนที่มีการรับรู้ข้อมูลเพียงรูปร่างลักษณะเท่านั้น โดยยังไม่มีการเทียบเคียงกับสิ่งที่จดจำได้ (recognition) เป็นขั้นตอนที่ยังไม่ทราบความหมาย เช่น เห็นวัตถุสิ่งหนึ่ง แล้วทราบแต่เพียงว่าเป็นผ้าที่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยที่ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งนั้นคือธงชาติ
3. Meaningful percept
คือ ขั้นตอนที่มีการรับรู้ความหมายของสิ่งเร้า ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องอาศัยการเทียบเคียงกับสิ่งที่จดจำได้ (recognition)ที่อยู่ในความจำ (Memory) เช่น เมื่อเห็นผ้าที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่เป็นแถบสี 5 แถบ โดยมีแถบน้ำเงินใหญ่อยู่ตรงกลาง ถูกประกอบด้วยกบขาวแดงตามลำดับ ในลักษณะที่เป็นริ้วแนวนอน ก็สามารถรับรู้ได้ว่า คือธงชาติไทย

Perception and Imagery
การรับรู้ (Perception) เป็นประสบการณ์การรับรู้ที่เกิดขึ้นจริง ในขณะที่จินตนาการ (Imagery) นั้นถูกสร้างขึ้นโดยอยู่ในความควบคุมของจิตใจ เป็นจินตภาพ ที่ไม่ได้มีผัสสะเกิดขึ้นจริง
โดยปกติแล้วในคนทั่วๆ ไป จะไม่มีความยากลำบากในการแยกสองสิ่งออกจากกัน เช่น
ในขณะที่เราจินตนาการถึงอาหารมื้ออร่อย จนถึงแม้ว่าอาจกระตุ้นให้เราน้ำลายสอได้ เช่นเดียวกับการได้เห็นอาหารจริง แต่เราก็ย่อมรู้ดีว่าไม่มีอาหารจริงอยู่ต่อหน้าเรา
Abnormal Perceptions
การรับรู้ที่ผิดปกติ (Abnormal perceptions) อาจแบ่งได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ

A. Sensory distortions สิ่งเร้าที่มีอยู่จริงถูกรับรู้อย่างผิดแปลกไป (distorted)

B. False perceptions: การรับรู้เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งเร้าอยู่จริง
A. Sensory distortions
ยังแบ่งย่อยเป็นความผิดปกติด้านต่างๆ ได้อีก 3 ด้านคือ
1) Distortions in intensity and quality
รับรู้ผิดพลาดเกี่ยวกับความเข้มและคุณภาพ ตัวอย่างเช่น
- Depression : เห็นทุกสิ่งทุกอย่างหมองคล้ำไป,รสชาติอาหารจืดชืด,เสียงต่างๆ เป็นโทน
เดียวขาดจังหวะจะโดน
- Mescaline/Digitalis toxic : เห็นสีของวัตถุผิดเพี้ยนไป,เห็นอวัยวะบางส่วนของร่างกาย
ผิดรูปไป
- Parietal lobe lesion: เห็นขนาดของวัตถุผิดเพี้ยนไป เช่น อาการ macropsia - เห็นวัตถุ
ใหญ่กว่าความเป็นจริง micropsia - เห็นวัตถุเล็กกว่าความเป็นจริง
2) Changes in feeling associated with perception
เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความรู้สึกที่เกี่ยวกับเนื่องกับการรับรู้
โดยทั่วไปการรับรู้มักจะมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์เสมอ เช่น ความรู้สึกคุ้นเคย,ความ
สนุกสนาน,ความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนม ความรู้สึกที่เกิดขึ้นพร้อมกับการรับรู้นี้โดยปกติแล้วจะมี
ความเหมาะสม แต่อย่างไรก็ดีมันก็สามารถมีความผิดปกติขึ้นได้ เช่น อาการ Depersonalization :
ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแปลกหน้าไม่คุ้นเคย; Derealization: ความรู้สึกว่าเหตุการณ์หรือสิ่งแวด
ล้อมที่อยู่นั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ในพวก Dissociative disorders, Organic
brain และ Acute Schizophrenia
นอกจากการรับรู้มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้ว ในทางกลับกันอารมณ์ที่เป็น
underlying mood ก็มีผลต่อการรับรู้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในผู้ป่วย Depression จะรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ
รอบๆ ตัวแห้งแล้งไม่สดชื่น ไร้ชีวิตชีวา และไม่สนุกสนาน
3) Splitting of perception
เป็นความไม่สามารถเชื่อมโยงการรับรู้ที่มากกว่าสองเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการรับรู้หลาย
อย่างที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ในผู้ป่วย Organic brain และ Schizophrenia ขณะดูทีวี จะรู้สึกว่าภาพและเสียงมาจากแหล่งกำเนิดคนละที่ และพยายามแย่งกันเข้ามาสู่ระบบรับรู้ของตน
B. False Perceptions
คือ การรับรู้โดยไม่มีวัตถุ (สิ่งเร้า) อยู่จริง หรือ เป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ โดยไม่ได้ตอบสนองต่อความเป็นจริงที่มีอยู่ของสิ่งเร้า false perceptions นี้แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ
1) Illusion
คือ การแปลผลสิ่งเร้าผิดพลาดไป (misinterpretation) หรือก็คือการรับรู้สิ่งเร้าได้ไม่ตรง
กับความเป็นจริง แบ่งย่อยออกเป็นอีก 3 ชนิด คือ
(A) Completion illusion
คือ การแปลผลผิดซึ่งเกิดจากความพยามยามที่ต่อเติมข้อมูลของสิ่งเร้าให้สมบูรณ์
ตัวอย่างเช่น ในขณะที่เราอ่านหนังสือพิมพ์อย่างรวดเร็ว เราอาจจะไม่พบคำที่พิมพ์ผิด เพราะเราได้แปลผลคำที่พิมพ์ผิดให้กลายเป็นคำที่พิมพ์ถูกไปเสียแล้วในสมองของเรา การแปลผลผิดชนิดให้เกิด
จากแนวโน้มของมนุษย์ที่พยายามจะแปลผลข้อมูลของสิ่งเร้าให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราคุ้นเคยอยู่ก่อน
(B) Affect illusion
คือ การแปลผลผิดที่เกิดจากอิทธิพลของอารมณ์ที่มีอยู่ในขณะนั้นๆ เช่น เด็กที่กลัวความมืด หรือกลัวผี อาจมองเห็นผ้าห่มที่วางกองอยู่บนเตียงเป็นปีศาจในความมืด ในขณะที่เปิดประตูเข้าห้องนอนแล้วยังไม่ได้เปิดสวิตช์ไฟ หรือในอีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น คนที่อยู่ในความโศกเศร้า (bereavement) เนื่องมาจากญาติเสียชีวิต อาจมองเห็นใครคนหนึ่งที่เดินอยู่ในฝูงชนเป็นญาติที่เพิ่งเสียชีวิตไป
(C) Pareidolic illusion
คือ การแปลผลผิดที่จินตนาการมามีส่วนทำให้การรับรู้ผิดพลาดไป ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นได้ในคนปกติ เช่น ในขณะที่เรานั่งเพลินๆ และคิดไปถึงเพื่อนที่ไม่พบกันมานาน พอมีคนที่รูปร่างคล้ายเพื่อนคนนั้นเดินผ่าน อาจมองเห็นว่าคนนั้นเป็นเพื่อนที่เรากำลังคิดถึงอยู่

2) Hallucination
หมายถึง อาการประสาทหลอน ซึ่งมีผู้ให้นิยามไว้ต่างๆ ดังนี้
1. Esquirol 1838 : คือ การรับรู้โดยปราศจากวัตถุสิ่งเร้า
2. Jaspers 1963 : ประสาทหลอน นับเป็น false perception ที่แท้จริงเพราะ ไม่ได้เกิดจากการรับรู้วัตถุจริงที่ผิดพลาด แต่มันเกิดการรับรู้ของมันเองขึ้นมาใหม่ในตัวผู้ป่วย
3. Slade 1976 : อธิบายลักษณะต่างๆ ของประสาทหลอนไว้ดังนี้
- การรับรู้โดยไม่มีสิ่งเร้าภายนอก
- การรับรู้นั้นๆ มีอิทธิพลและผลกระทบต่อการรับรู้ปกติ
- การรับรู้ชนิดนี้ เป็นสิ่งที่ผู้รับรู้ไม่ชอบ ไม่อยากให้เกิด แต่มันก็เกิดขึ้นเอง และควบคุมไม่ได้
ผู้ป่วยที่มีอาการประสาทหลอน เขาไม่สามารถแยกสิ่งที่เกิดจากประสาทหลอนออกจากสิ่งที่เกิดจากการรับรู้จริงตามปกติได้ เพราะทั้งสองสิ่งนั้นปรากฏต่อเขาในลักษณะเดียวกัน เช่น เสียงที่เกิดจากอาการหูแว่วจะไม่มีความแตกต่างจากเสียงที่ผู้ป่วยได้ยินจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ว่าในขณะที่ผู้ป่วยได้ยินเสียงแว่ว แล้วจะรู้สึกว่าทำไมจึงไม่เห็นตัวผู้พูด และบางทีผลที่ตามมา คือผู้ป่วยพยายามแก้ข้อสงสัยนี้ แล้วชักนำให้เกิดอาการหลงผิดตามมาว่า เสียงที่เขาได้ยินนั้นเป็นเสียงที่คนข้างบ้านพูดนินทาถึงตัวผู้ป่วย หรือ หลงผิดว่ามีผู้ปองร้ายใช้เครื่องมืออิเล็กโทรนิกบางอย่างมาทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
ในขณะที่ผู้ป่วยเกิดอาการประสาทหลอนนั้น การรับรู้สิ่งเร้าตามปกติก็ยังคงกระทำได้ เช่น ผู้ป่วยที่เกิดอาการหูแว่วในขณะที่อยู่ในห้องตรวจ ก็ยังคงได้ยินคำถามที่จิตแพทย์ซักถาม
Hallucination สามารถแบ่งตามการเกิดแก่อายตนะต่างๆ ได้ 5 อย่างดังนี้
(A) Auditory hallucination
อาการประสาทหลอนทางหู คือ การได้ยินเสียงแว่ว หรือที่เรียกว่าหูแว่วเป็นอาการ
ที่สำคัญ และได้รับการวินิจฉัยบ่อยที่สุด
อาการหูแว่วสามารถได้ทั้งกับ Organic และ Functional psychosis แต่มันก็มีลักษณะแตกต่างกันคือ
ใน Organic psychosis เสียงแว่วที่ได้ยินมักเป็นเสียงที่ไม่เป็นเรื่องเป็นราว เรียกว่า
elementary hallucination (incomplete hallucination) เสียงเหล่านี้ได้แก่ เสียงวี๊ๆ,เสียงผิดปาก,เสียงหึ่งของแมลงเสียงเครื่องจักรกล หรือแม้แต่เสียงดนตรี
ส่วน Functional psychosis โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Schizophrenia หรือ affective psychosis เสียงแว่วจะเป็นเสียงพูดที่เป็นเรื่องเป็นราวอาจเป็นคำหรือประโยคก็ได้ อาจเป็นเสียงคนเดียวหรือหลายคน อาจเป็นหญิง,ชายหรือทั้งสองเพศ อาจเป็นเสียงของคนที่ผู้ป่วยรู้จักหรือไม่รู้จัก
คำพูดนั้นอาจเป็นได้ทั้งคำชม,คำสั่ง,คำตำหนิติเตียน หรือคำหยาบคายนอกจากนี้อาจเป็นเสียงความคิดของผู้ป่วยเอง คือผู้ป่วยจะได้ยินเสียงของตัวเองในขณะที่คิดในใจ (audible thought) หรือเป็นเสียงมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของผู้ป่วย ในฐานะที่ผู้ป่วยเป็นบุคคลที่สอง (voice commenting)
หรือ เป็นเสียงมาโต้เถียงกับผู้ป่วย (voice arguing) หรือ เป็นเสียงที่ถกเถียงกับถึงเรื่องของผู้ป่วย ใน
ฐานะที่ผู้ป่วยเป็นบุคคลที่สาม (voice discussing) อาการสี่อย่างหลังนี้ คืออาการที่ Schneider (1959) บรรยายไว้ใน first rank symptoms ของ schizophrenia
เสียงแว่วเหล่านี้ ผู้ป่วยจะได้ยินแบบเดียวกับการได้ยินเสียงตามปกติมีความชัดเจน จนผู้ป่วยแยกไม่ได้ว่า เสียงใดเป็นเสียงแว่ว เสียงใดเป็นเสียงจริงและซ้ำร้ายไปกว่า บางทีเสียงแว่วอาจน่าสนใจ เร้าใจ และดึงดูดมากกว่าเสียงปกติด้วยซ้ำ จนผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าการสนทนากับแพทย์ในห้องตรวจเป็นสิ่งที่น่าเบื่อนอกจากนี้ผู้ป่วยบังอาจกระทำการตอบสนองหรือทำตามสนองหรือทำตามเสียงแว่วอีกด้วย
Falloon and Talbot (1981) ได้อธิบายถึงการที่ผู้ป่วย chronic schizophrenia พยายามปรับตัวกับเสียงแว่วที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น การเปลี่ยนแปลงอิริยาบท โดยการนอนลง
การวิ่งเหยาะๆ อยู่กับที่
(B) Visual hallucination
อาการประสาทหลอนทางตา หรือการเห็นภาพหลอน ภาพหลอนอาจเป็นได้ตั้งแต่ รูปแบบที่ไม่ซับซ้อน เช่น แสงวาบ ไปจนกระทั้งเป็นรูปแบบที่ซับซ้อนเห็นเป็นเรื่องเป็นราว เช่นเห็นภาพคนกำลังทำอะไรบางอย่าง
อาการนี้มักพบได้บ่อยใน Organic psychosis มากกว่าใน Functional psychosis
ภาวะ Organic ที่ว่าได้แก่ Delirium tremens, Post concussional state, Epileptic twilight state,โรค
เนื้องอกสมอง,ผู้ป่วยเสพกาว ทินเนอร์ หรือ LSD
และในกรณีโรคเนื้องอกสมอง เช่น Occipital tumor ที่อาจกระทบไปถึง temporal
และ parietal lobe นั้น การเห็นภาพหลอน อาจเกิดร่วมกับความผิดปกติทางตาชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น
การสูญเสียการเห็นภาพในครึ่งเดียวกันทั้งสองตา (homonymous hemianopia), ตาบอดสี (color
blindness), ความไม่สามารถที่จะอ่านหนังสือ ได้ในระดับที่เหมาะสมกับอายุและเชาวน์ปัญญา
(dyslexia)
อาการเห็นภาพหลอนและหูแว่ว อาจเกิดขึ้นพร้อมกันก็ได้ เช่น ใน TLE ผู้ป่วยอาจ
เห็นภาพหลอนเป็นคนซึ่งพูดได้ด้วย
(C) Hallucinations of bodily sensation
อาการประสาทหลอน ที่เกิดกับผัสสะทางร่างกาย แบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ
1. Superficial hallucination คืออาการประสาทหลอนทางผิวกายซึ่งแบ่งย่อยเป็นอาการต่างๆ อีกดังนี้
- thermic hallucination : ประสาทหลอนรู้สึกร้อนหรือเย็นที่ผิว
- haptic (tactile) hallucination : ประสาทหลอนรู้สึกว่าผิวกาย ถูกสัมผัส
- paraesthesic hallucination : ประสาทหลอนรู้สึกชาแปลบแปลบที่ผิวกาย
2. Kinaesthetic hallucination อาการประสาทหลอนที่เกิดกับ ข้อและกล้ามเนื้อ
ผู้ป่วยจะรู้สึกว่า แขนขาของตนโค้งงอ หรือถูกผิด อาการนี้พบได้ในผู้ป่วย schizophrenia และมัก
เกิดร่วมกับ somatic delusion
3. visceral hallucination อาการประสาทหลอนที่เกิดกับอวัยวะภายใน เช่นรู้สึกเจ็บ
ปวด,หนักๆ,ตึงๆ,หรือสั่นสะเทือนที่อวัยวะภายในอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดไปเลย เช่น ในผู้ป่วยชายคนหนึ่งที่เป็น schizophrenia บอกว่ารู้สึกว่าน้ำอสุจิไหลย้อนขึ้นไปสันหลังเข้าสู่สมอง แล้วกลายเป็นแผ่นบางๆ คลุมสมองไว้
อาการ superficial hallucination พบได้บ่อยใน Organic psychosis ส่วน Kinaesthetic และ visceral hallucination จะพบได้บ่อยใน Functional psychosis โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ใน schizophrenia
(D) Olfactory hallucination
คือประสาทหลอนทางการรับกลิ่น อาการนี้เกิดขึ้นได้ใน Schizophrenia และ Organic states เช่น โรคลมชัก กลิ่นหลอนนี้อาจเป็นกลิ่นที่พึงปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนาก็ได้
แต่มักจะเกิดขึ้นอย่างมีความหมายพิเศษจำเพาะบุคคล ตัวอย่างเช่น มันอาจสัมพันธ์กับความเชื่อว่า
มีคนคอยพ่นแก็สพิษในบ้านซึ่งผู้สามารถได้กลิ่นอยู่เพียงคนเดียว ในบางคราวผู้ป่วยอาจได้กลิ่นของตัวเอง เป็นกลิ่นที่น่ารังเกียจ เช่น กลิ่นซากศพ หรือกลิ่นอุจจาระ และบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยพวกนี้จะฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเอง เป็นแหล่งกำเนิดของกลิ่นเหม็นสาบจนเป็นที่รังเกียจของสังคม อย่างไรก็ตาม อาจมีกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหลงผิดว่าตัวเองเป็นแหล่งกำเนิดของกลิ่นเหม็นสาบโดยที่ไม่ได้กลิ่นหลอนแต่อย่างไร ซึ่งอาการหลงผิดแบบนี้จะพบได้บ่อยใน schizophrenia
ส่วนในผู้ป่วยโรคลชัก โดยเฉพาะในพวก TLE อาจได้รับกลิ่นหลอนในช่วงอาการเตือน (aura) มีตัวอย่างผู้ป่วยบรรยายกลิ่นหลอนว่าได้กลิ่นยางไหม้ ก่อนที่เขาจะไม่รู้สึกตัวและชัก
(E) Gustatory hallucination
คือ ประสาทหลอนทางการรับรส ในผู้ป่วย schizophrenia อาจมีอาการนี้เกิดร่วมกับความหลงผิดว่าเขาถูกวางยาพิษ รสหลอนนี้อาจเป็นรสชาดของอาหารหรือสิ่งของ เช่น รสหัวหอม รสโลหะหรืออาจเป็นรสแปลกประหลาดอะไรก็ได้ ในผู้ป่วย depression และ schizophrenia อาจรู้สึกว่า อาหารที่กินอยู่ไม่มีรสชาดหรือมีรสชาดที่ไม่อร่อย ความผิดปกติเกี่ยวกับการรับรสนี้ยังอาจเกิดได้กับ Organic states เช่น TLE หรือการได้รับยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เช่น Lithium carbonate และ Disulfiram
3) Pseudohallucination
pseudohallucination มีส่วนที่แตกต่างจาก true hallucination คือความรู้สึกว่าขบวนการการรับรู้ที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นมาจากภายในตัวเราเอง (ในใจเรา) ไม่ใช่มาจากสิ่งเร้าภายนอก ซึ่งคุณลักษณะส่วนนี้จะคล้ายกับของ Imagery
อย่างไรก็ตาม pseudohallucination มีส่วนที่แตกต่างจาก Imagery คืออาการที่ปรากฏนั้นจะมีความชัดเจนทั้งในเรื่อง ขอบเขต,รูปร่าง และสีสัน อีกข้อหนึ่งที่ pseudohallucination แตกต่างจาก Imagery ก็คือ มันเกิดนอกเหนือการควบคุมของจิตใจ ในขณะที่ Imagery เกิดขึ้นภายไต้การควบคุมของจิตใจ
อาการ pseudohallucination นี้สามารถเกิดได้ทางตา,หู และกายสัมผัส ตัวอย่างของอาการนี้ เช่น ในแม่หม้ายที่สามีตายใหม่ๆ ได้ยินเสียงฝีเท้าการเดินของสามีเฉพาะตอนที่เธอกำลังทำครัว หรือเธอคิดว่าเธอเห็นสามีนั่งอยู่โซฟาและอ่านหนังสือพิมพ์ ในขณะที่จะบอกว่าสามีเธอกำลังทำอะไร แต่เธอก็รู้ดีว่า สามีเธอตามไปแล้ว ไม่ได้อยู่ที่โซฟาตามที่เธอเห็น

Other Abnormalities of Perception
Autoscopy
อาการนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะทางตา คือ มองเห็นภาพของตัวเองและรู้ว่านั้นคือภาพของตัวเองกำลังทำอะไรอยู่สักอย่าง อาการนี้อาจสงเคราะห์รวมอยู่ในพวก pseudohallucination ได้ เพราะภาพที่เห็นชัดเจน ไม่อยู่ในการควบคุมของจิตใจ และผู้ป่วยรู้ว่าภาพที่เห็นเกิดขึ้นภายในใจไม่ได้อยู่นอกตัวผู้ป่วย อาการนี้พบได้ในผู้ป่วย Schizophrenia และ Organic States เช่น TLE และ Parietal lobe lesion
Autoscopy แตกต่างจาก Capgra's syndrome คือ Capgra's syndrome ไม่ใช่ความผิดปกติเกี่ยวกับการรับรู้ แต่เป็นความผิดปกติในเรื่องของความหลงผิดว่าบุคคลอื่นคือ ตัวผู้ป่วยเอง
Negative autoscopy
คืออาการที่ผู้ป่วยส่องกระจกเงา แล้วมองไม่เห็นเงาของตัวเองในกระจก
Extracampine hallucination
คือ อาการ hallucination ที่เกิดขึ้นในลักษณะที่เกินขอบเขตการรับรู้ (sensory field) เช่นเกิน visual field หรือเกิน range ของ audibility
ตัวอย่าง เช่น ผู้ป่วยสามารถเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังของผู้ป่วยได้หรือผู้ป่วยได้ยินเสียที่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร
อาการนี้พบได้ใน schizophrenia, Epilepsy หรือแม้แต่ คนปกติเวลาเกิด hypnagogic หรือ hypnopompic hallucination
Hypnagogic and Hypnopompic hallucination
Hypnagogic hallucination คืออาการประสาทหลอนที่เกิดขึ้นในขณะที่จะเคลิ้มหลับ
ส่วน Hypnopompic hallucination คือประสาทหลอนที่เกิดขึ้นในขณะที่เคลิ้มจะตื่น
อาการทั้งสองนี้พบได้ใน คนปกติ,ผู้ป่วยที่เมากาว,ผู้ป่วยที่มีไข้สูง และผู้ป่วยที่ depressed หลังการติดเชื้อ
อาการนี้เกิดได้ทั้งทางตา,หู และการสัมผัส

Functional hallucination
ปรากฏการณ์นี้เวลาเกิดขึ้น จำเป็นจะต้องมีสิ่งเร้าภายนอก มาก่อให้เกิดอาการประสาทหลอน กล่าวคือ ในขณะที่ผู้ป่วยรับรู้สิ่งเร้าปกตินั้นจะเกิดอาการประสาทหลอนพร้อมกับความคู่ไปด้วยในอายตนะเดียวกัน
ตัวอย่าง เช่น ผู้ป่วย schizophrenia ได้ยินเสียงหลอนในขณะที่เปิดน้ำก๊อก และได้ยินเสียงน้ำก๊อกไหลด้วย และเมื่อเปิดน้ำก๊อกเสียงหลอนนั้นก็หายไปพร้อมกับเสียงน้ำก๊อกด้วย

Reflex hallucination
ปรากฏการณ์ที่ เมื่อมีสิ่งเร้าจริงต่ออายตนะหนึ่ง แล้วก่อให้เกิดอาการประสาทหลอนในอีกอายตนะหนึ่ง อาการนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า syunaesthesia ตัวอย่าง เช่น ในผู้ป่วย schizophrenia
เมื่อเห็นหมอกำลังจดบันทึกประวัติลงในเวชระเบียนจะเกิดความรู้สึกหลอนขึ้นว่า หมอกำลังจรดปลายปากกาบนท้องของผู้ป่วยแล้วขีดลากเส้นสายไปมา หรือตัวอย่างในคนปกติที่เกิดอาการเสียวฟันเมื่อได้ยินเสียงชอล์กขูดบนกระดาษ

References :

  1. Bernstein D.A. , Roy E.J. ,Srull T.K. , Wickens C.D. (1988).Psychology. Boston : Houghton Miffin Company. p. 162-203
  2. Bootzin R.R. , Bower G.H. , Crocker J. , Hall E. (1991).Psychology Today. New York : McGraw -Hill, Inc. p. 117-144
  3. Gerow J.R. (1989) Psychology : An Introducton.Boston : Scott,Foresman and Company. p. 121-164
  4. Gray P. (1991). psychology. New York : Work Publishers Inc. p. 283-322
  5. Hassett J. , White K.M. (1989) Psychology in Perspective. Boston : Harper & Row. Publishers, Inc. p. 139-188
  6. Kaplan H.I. , Sadock B.J. , Grebb J.A. (1994) Synopsis of psychiatry .Baltimore : Williams & Wilkins. p. 300-308
  7. Morris C.G. (1990) Psychology. An Introduction. Englewood Cliffs :Prentice - Hall , Inc p. 75-132
  8. Sekuler R. , Blske R. (1990) Perception. New York : Mcgraw - Hill,Inc.
  9. Sims A. (1991) Symptoms in the Mind : An Introduction to Descriptive Psychopathology London : Bailliere Tindall. p. 61-81


This page was created and is maintained by our team.
Please send a comment to ramlt@mucc.mahidol.ac.th if you have comments or suggestions.
Last Updated: 31 October 1995


www.ramamental.com ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี