ความสำเร็จในชีวิตของลูก
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล
คุณพ่อคุณแม่คงยอมรับว่าสิ่งที่เป็นยอดปรารถนาก็คือ อยากเห็นลูกมีความสำเร็จในชีวิต เพียงแต่ตอนนี้หลาย ๆ ท่านยังอาจจะยังสนใจแต่เกี่ยวกับการเรียนของลูก หลายท่านเชื่อว่าถ้าลูกมีความสำเร็จในเรื่องการเรียน ก็คงประสบความสำเร็จในชีวิตต่อไป นี่ก็เป็นความเชื่อของเราที่ทำให้มีความกดดันในเรื่องของการเรียนของเด็กเป็นอย่างมาก
แต่ที่จริงแล้วหากคุณพ่อคุณแม่หากทบทวนให้ดี จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของเรานั้น ไม่ได้มาจากความสามารถในด้านการเรียนเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญคือเป้าหมายในชีวิต เราคงต้องการความสำเร็จในอาชีพการงาน และความสำเร็จในอาชีพส่วนตัว หากเราสำเร็จในชีวิตการงานหากแต่ในชีวิตส่วนตัวไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่เกิดความสุขในใจแน่ ๆ หรือหากไม่มีความสำเร็จในอาชีพการงาน ก็จะทำให้เกิดความยุ่งยากตามมามากทีเดียว
ความสำเร็จในทางการเรียนนั้น ตอบสนองต่อความสำเร็จในอาชีพเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งของความสำเร็จนั้นยังต้องการสิ่งอื่นๆ เป็นองค์ประกอบอีกพอสมควร การที่ลูกจะมีความสำเร็จได้ต่อไปในวันข้างหน้า จึงต้องอาศัยการฝึกฝนในอีกหลายๆ ด้าน ถ้าเราสังเกตผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จะพบว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญหลายอีกประการเลยทีเดียว ที่มีส่วนช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ ในที่นี่จะขอกล่าวเฉพาะประเด็นสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ ความมุมานะ ความอดทน และความมีวินัยในตนเอง
1. ในเบื้องต้น บุคคลนั้นๆ จะต้องมีความมุมานะต่อสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ นี่เป็นเรื่องสำคัญ สุภาษิตบทหนึ่งที่เราคงรู้จักกันดีกล่าวว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น" ผู้ที่มีความมุมานะต่องานหรือสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า ถ้าเป็นในเด็ก ๆ ก็คงเป็นเรื่องการเรียน ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จ การที่เขาจะมีความมุมานะหรือมีความขยันต่อสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ก็คงมีพื้นฐานที่สำคัญอยู่ 3 ประการ
ก. สิ่งแรกก็คือใจรัก คงต้องยอมรับว่าคนเรานั้นจะมีความมุมานะต่อสิ่งที่มีอยู่ข้างหน้าก็ต่อเมื่อเขามีรู้สึกว่ามีใจรักในสิ่งที่ทำหรือมีความชื่นชมในผลงานที่เกิดขึ้น หากใจเราไม่รักในสิ่งเหล่านี้ หรือไม่มีความชื่นชมในผลสำเร็จที่เกิดขึ้นก็คงยากที่จะมีแรงจูงใจที่จะต่อสู้
หากจะพูดถึงในเรื่องการเรียนแล้ว ก็อยากจะยกตัวอย่างว่า การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะเน้นตรงนี้ค่อนข้างมาก เพราะในวัยเด็กการเรียนจะเน้นที่วิชาพื้นฐานทั่ว ๆ ไปที่เราต้องช่วยให้เขาได้เรียนในทุก ๆ วิชา แต่เมื่อเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย เด็กก็จะเข้าไปเรียนในวิชาที่ตรงกับสิ่งที่เขาจะใช้ประกอบอาชีพต่อไป โดยจะเป็นการเรียนที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรื่อย ๆ หากเด็กขาดใจรักหรือไม่มีความมุ่งมั่นในวิชาที่จะไปประกอบอาชีพแล้ว เวลาเรียนหรือเมื่อเกิดปัญหาก็จะขาดความมุมานะในการแก้ไขหรือการต่อสู้ ก็จะทำให้เขาไม่สำเร็จในการเรียน
จึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้หันกลับมามองในเรื่องความที่มีใจรักของเด็ก คงต้องสังเกตดูว่าจริง ๆ แล้วลูกของเรามีความถนัดหรือมีความชอบในเรื่องอะไร ต่อจากนั้นจึงควรส่งเสริมเขาในจุดที่เป็นจุดดีหรือจุดที่เขามีความรักอยู่แล้ว ตรงนี้โอกาสที่จะสำเร็จก็จะได้ง่ายขึ้น
ข. นอกจากองค์ประกอบในเรื่องใจรักแล้ว ก็คงต้องมีสมาธิด้วย คนที่จะมุมานะทำงานได้สำเร็จต้องมีสมาธิอยู่กับงานที่ตนเองทำ ในเรื่องสมาธินั้นจะสามารถฝึกฝนได้ ตรงนี้คงต้องดูตามอายุของเด็ก ตามความสนใจของเขา ถ้าเลือกกิจกรรมที่เด็กสนใจ ดูระยะเวลาที่เหมาะสมกับอายุ ช่วยกระตุ้นให้ลูกทำจนกระทั่งเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับงานที่ตัวเองทำเสร็จแล้ว ตรงนี้ก็เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง ให้เขาได้เห็นว่าเราเริ่มต้นเข้าสู่การทำงาน เขาต้องมองที่ปลายสุดท้ายของงานที่ตนทำสำเร็จ ส่วนผลงานจะเป็นอย่างไรนั้นยังไม่ใช่จุดสำคัญในเรื่องของสมาธิ
สมาธินั้นต้องการการนิ่งอยู่กับงานที่เขาทำ มีการฝึกฝนตนเอง ความสำเร็จของงานเราสามารถไปแก้ไขหรือปรับปรุงได้ในภายหลัง ในช่วงนี้อาจจะเน้นในเรื่องของการฝึกให้เกิดความสำเร็จของงานก่อน เมื่อมีสมาธิ มีใจรักอยู่กับงานที่ทำ เราก็จะเห็นเขามีความขยันขันแข็งต่อสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่
ค. อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญพอ ๆ กันกับเรื่องของใจรักและมีสมาธิ ก็คือการต่อสู้ที่จะมีความสำเร็จในชีวิตต่อไป เขาต้องเป็นคนที่สู้งานหนัก ไม่ใช่ว่าทำไปได้เพียงเล็กน้อยหรือพอเริ่มมีปัญหาก็หมดกำลังใจหรือท้อถอยไม่ยอมต่อสู้ต่อไป เช่น เด็กบางคนเล่นอะไรไม่ได้นาน ก็เปลี่ยนไปเล่นของใหม่แล้ว หรือพอมีความรู้สึกยากเกินไป ก็จะไม่ต่อสู้หรือพยายามกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า
การที่เด็กจะมีการต่อสู้กับงานหนักได้ต้องมีการฝึกฝนมาก่อน การที่ฝึกให้เขามีความรับผิดชอบต่อตนเอง หรือทำอะไรด้วยตัวของเขาเองจนสำเร็จ คือจุดเบื้องต้นที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าตนเองมีความสามารถ และเมื่อมีความตั้งใจแล้ว เขาสามารถทำให้สำเร็จได้ เช่น เด็กเล็ก ๆ การติดกระดุมเสื้ออาจจะเป็นงานที่เล็กน้อยมากในสายตาคุณพ่อคุณแม่ แต่สำหรับเด็กแล้ว การที่เขาได้ฝึกฝนจนทำได้ด้วยตัวของเขาเองสำเร็จนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามั่นใจว่าเขาสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวของเขาเอง
เมื่อเขาได้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง โดยเราค่อย ๆ แบ่งงานที่เขาจะรับผิดชอบและดูแล เด็กก็จะคุ้นเคยกับการที่จะต้องทำงาน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวของเขาเอง เมื่องานสำเร็จในแต่ละครั้งก็ได้รับคำชมเชยจากคนรอบข้าง เขาก็จะมีความมุมานะต่องานหนัก
2. ปัจจัยที่สองที่จะช่วยในความสำเร็จของลูกคือ ความอดทน เด็กในปัจจุบันนี้มีปัญหามากที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เราพบว่าเด็กหลาย ๆ คนนั้นทำอะไรก็ไม่ได้นานก็มักจะหมดความอดทนต่อสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ซึ่งอาจเห็นได้ค่อนข้างบ่อยในระดับมหาลัย โดยมีเด็กบางคนเรียนไปได้ปีหรือสองปีก็หมดความอดทน อยากจะเลิกเรียน อยากจะไปทำอย่างอื่น พอเริ่มต้นไปทำอย่างอื่นได้ไม่นานก็เปลี่ยนความสนใจไปทำอย่างอื่นอีก
ที่จริงแล้วส่วนหนึ่งนั้นอาจจะเป็นเรื่องใจรักของเด็ก เราอาจจะส่งเสริมสิ่งที่เด็กไม่มีความถนัดและไม่รัก แต่เด็กบางคนแม้มีใจและมีความถนัดแล้ว ก็ยังหมดความอดทน ก็จะยากที่จะก้าวต่อไป ความอดทนอันนี้ก็คือ เมื่อเกิดผิดพลาดขึ้น เขาต้องผ่านความรู้สึกเหล่านี้ไปได้ เมื่อเกิดมีงานที่หนักขึ้นหรือมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ต้องทนต่อความรู้สึกเหล่านี้ได้ เช่น ขณะเขาทำงานหรือทำการบ้านส่งอาจารย์ หากยังไม่ดีหรือไม่สำเร็จอย่างที่ต้องการ เขาจะต้องมีความอดทนต่อความผิดพลาดเหล่านี้ได้
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต คือคนที่เคยล้มแล้วลุกขึ้นมาได้เพราะไม่มีใครตลอดชีวิตที่ไม่เคยล้มลงไปเลย จริงแล้วทุกคนเคยล้มกันมาแล้วทั้งนั้น คนที่สำเร็จคือคนที่เมื่อล้มลงไปแล้วยังลุกขึ้นมาแล้วเดินต่อไปได้ เด็ก ๆ ก็เหมือนกันเขาต้องได้รับการฝึกฝน ให้รู้จักสร้างกำลังให้กับตัวเอง นั่นคือ เราต้องคอยเป็นกำลังใจที่ดีให้กับลูกให้เขามีความเชื่อมันในตัวเอง เชื่อในความสามารถของตัวเขาเองว่า เมื่อเขาลุกขึ้นมาแล้วเขาจะทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้
3. ปัจจัยสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญมากต่อการประสบความสำเร็จของลูก คือ ความมีวินัยในตนเอง การมีวินัยนั้นจะช่วยให้เขาประคับประคองชีวิตของตัวเองไม่ให้เขาตกทางเดินที่เราต้องการได้
เด็ก ๆ หลายคนมีความตั้งใจหรือมีใจรักที่จะทำอะไรบางอย่าง แต่เนื่องจากปัจจุบันมีสิ่งเย้ายวนเข้ามาสู่เขาค่อนข้างมาก ถ้าเขาไม่มีวินัยและความรับผิดชอบในตัวเองมากพอ เขาก็ออกไปกับสิ่งเย้ายวนที่เข้ามาในชีวิต เรียกว่าเขาตกขอบทางที่จะทำให้เขาไปสู่ชีวิตข้างหน้าที่ต้องการ แทนที่จะไปสู่ความสำเร็จเขาก็อาจจะหลงไปอีกบนเส้นทางได้
ความมีวินัยต่อตัวเองนั้นจะช่วยประคับประคองตัวเด็กให้เดินบนเส้นทางที่จะไปข้างหน้าของเขาได้ตลอดรอดฝั่ง ความมีวินัยนั้นจะต่อเนื่องมาจากการที่คุณพ่อคุณแม่ได้ฝึกให้เขาช่วยเหลือตัวเอง มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง
เด็กควรได้เรียนรู้อยู่เสมอว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ และสามารถที่จะเตือนตัวเองหรือบอกตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เขาควรจะทำ มิใช่ว่าเราคิดเราเป็นคนตัดสินใจ หรือคอยชี้แนะชี้นำลูกอยู่ตลอดเวลา จนลูกไม่สามารถจัดการกับตัวเอง หรือบอกตัวเองว่าอะไรควรไม่ควร
การฝึกฝนในเรื่องวินัยนั้นทำได้ตั้งแต่เด็ก โดยฝึกให้ลูกรู้อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ให้แรงจูงใจกับเขา ค่อย ๆ สนับสนุน เหมือนกับเราเป็นผู้ควบคุมภายนอก เพื่อให้ลูกมีแรงจูงใจที่ดีในการควบคุมชีวิตของตัวเอง เมื่อเขาเริ่มโตขึ้นเราก็เริ่มถอยห่างออกไป ให้เขาสามารถจัดการและควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวของเขาเอง ในเวลาเรียนเขาก็ควรจะมีวินัยในการดูแลตัวเองในเรื่องการเรียน เมื่อเวลาที่เขาอยู่ที่บ้านเขาก็มีวินัยในการดูแลตัวเอง ถ้าทำได้อย่างนี้เขาจะสามารถประคับประคองชีวิตของตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ เพื่อความสำเร็จของเด็ก ๆ คือ การสร้างให้เขารู้จักมีจุดมุ่งหมายในชีวิต อันนี้ก็คงจะต้องเป็นในเด็กที่โตพอสมควร ในเด็กเล็ก ๆ เราฝึกเรื่องความขยัน ความมุมานะ ความอดทนและความมีวินัย เขาจะเริ่มพร้อมที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ เมื่อเขาโตเข้าสู่วัยรุ่น เขาต้องเริ่มสร้างจุดมุ่งหมายในชีวิตตัวเอง บอกตัวเองได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองต้องการ อะไรคือสิ่งที่ตัวเองกำลังก้าวเดินและอยากจะไปให้ถึง
เด็กวัยรุ่นที่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ชัดเจน เขาจะพยายามพุ่งเข้าสู่จุดหมายในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยที่มีคุณพ่อคุณแม่คอยสนับสนุน
สูตรสำเร็จของความสำเร็จ คือการปูพื้นให้เขาเป็นคนที่มีความขยัน อดทนและมีวินัย เมื่อเด็กโตขึ้นคุณพ่อคุณแม่ก็เติมการมีจุดมุ่งหมายในชีวิตให้กับลูก โดยเป็นสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ
หากเขามีจุดมุ่งหมายที่แท้จริงบวกกับบุคลิกภาพเดิมที่กล่าวมาแล้วเขาจะสามารถก้าวเข้าสู่ความสำเร็จในชีวิตได้ไม่ยากเลย
บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล