ความรักกับการพัฒนาลูก
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล
เด็กๆ ทุกคนต้องการความรักซึ่งมีความสำคัญมากในพัฒนาการของเด็ก ความรักจะช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกเป็นอย่างดี การที่เรามีความรักต่อลูกนั้นต้องแสดงออกให้ลูกได้รับรู้ว่าเรารู้สึกว่ารักเขามากเพียงไร การแสดงออกนั้นสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ การแสดงออก อาจจะแสดงออกด้วยวิธีการพูดคุยกับลูก แม้แต่ในลูกที่แรกเกิด คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถพูดคุยกับลูกได้
หลายท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วเด็กๆ เข้าใจสิ่งที่เราคุยกับเขาหรือไม่ เด็กอาจไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมดที่คุณพ่อคุณแม่คุย แต่เด็กสามารถสังเกตเห็นการสื่อสารที่ผ่านทางแววตาหรือท่าทางหรือหน้าตาของคุณพ่อคุณแม่ทำให้เขาได้รับรู้ว่ามีความรู้สึกมีความรักหรือมีความผูกพันขึ้น เพราะฉะนั้นการพูดคุยกับลูกก็ควรจะทำตั้งแต่แรกเกิด
นอกจากการพูดคุยกับลูกแล้ว การเล่นก็เป็นการแสดงออกถึงความรักอีกอย่างหนึ่ง การที่เราให้เวลากับลูกโดยเฉพาะในลูกที่ยังเล็กๆ เล่นร่วมกับลูก การเล่นนั้นควรจะต้องอาศัยเด็กเป็นหลักหรือเรียกว่าเอาลูกเป็นศูนย์กลางก็ได้ เพราะฉะนั้นการเล่นก็เพื่อที่จะให้ลูกเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเล่น คงไม่ใช่การเล่นเพื่อทำให้ตัวเราเอง หรือตัวคุณพ่อคุณแม่เป็นฝ่ายสนุกสนานเพราะความสนใจของเด็กกับผู้ใหญ่คงต่างกัน ความอยากเล่นของเราหรือบางสิ่งบางอย่างที่เราสนใจไม่ได้แปลว่าทำให้ลูกสนุกไปด้วย แต่ถ้าเราเล่นโดยสนใจที่ความสุขและความสนุกของลูก ลูกก็จะรู้สึกมีความสุขใจขณะที่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ รับรู้ได้ถึงความรักที่เราได้แสดงออกไปยังลูกโดยผ่านการเล่น
นอกจากนี้แล้วการแสดงออกถึงความรักของลูกยังอาศัยการสัมผัสที่มีความนุ่มนวล ไม่ว่าจะเป็นการอุ้ม การโอบกอด หรือการจูบที่แก้มของลูก การที่เราให้สัมผัสที่นุ่มนวลอยู่เสมอจะทำให้ลูกรับรู้ทั้งในด้านความรู้สึกที่ผ่านทางการสัมผัสนั้น และยังได้รับรู้ถึงความเป็นห่วงที่คุณพ่อคุณแม่มีกับเขาด้วย การให้สัมผัสที่นุ่มนวลก็คงให้ได้ตั้งแต่แรกเกิดเช่นเดียวกัน และก็น่าจะให้ไปได้ตลอด
หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเมื่อลูกโตแล้วควรจะลดการให้สัมผัสที่นุ่มนวลลง อาจจะรู้สึกว่ามันจะทำให้ดูเหมือนว่าลูกยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กๆ ยังต้องการสัมผัสที่นุ่มนวลอยู่เสมอ เพียงแต่รูปแบบของสัมผัสอาจจะเปลี่ยนไป หรือความบ่อยของการสัมผัสอาจจะลดลงบ้าง แต่ท่าทีการสัมผัสที่นุ่มนวลก็ควรจะยังคงให้กับลูกแม้ว่าลูกจะโตเป็นวัยรุ่นแล้วก็ตามที
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการให้กำลังใจกับลูก การให้กำลังใจนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรามีความรักและความเอาใจใส่กับลูกมากเพียงไร การที่เราจะให้กำลังใจกับลูกได้ แสดงว่าเราต้องสังเกตเห็นได้ว่าลูกกำลังมีความตึงเครียด หรือเกิดความไม่สบายใจขึ้น เขากำลังต้องการคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเขา คอยปลอบโยนหรือคอยให้กำลังใจกับเขา
เพราะฉะนั้นการที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นความตึงเครียดที่เกิดขึ้นทางด้านจิตใจในตัวลูกได้ตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กเล็กๆ ตั้งแต่ที่เขายังไม่สามารถส่งภาษาบอกเราได้ แต่เขาอาจแสดงท่าทีบางอย่าง แสดงให้ได้เห็นว่าเขากำลังเกิดความไม่สบายบางประการ อาจจะมีเหตุจากภายในร่างกายของเขาเอง หรือเหตุภายนอกก็ตามที ทำให้เขารู้สึกว่าเขาต้องการใครบางคนเข้ามาผ่อนคลายความตึงเครียดนี้ให้กับเขา แล้วคุณสามารถช่วยลูกในตรงนี้ได้ จะทำให้เกิดความรู้สึกความผูกพันและความรักที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
ในเด็กที่โตถ้าเราสังเกตหรือทีท่าการแสดงออกที่แสดงให้เห็นว่าลูกเกิดความไม่สบายใจบางอย่าง แล้วเราสามารถบอกเขาได้ว่าเรารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นหรือลูกสามารถระบายความไม่สบายใจเหล่านี้ให้พ่อกับแม่ฟัง แล้วเราสามารถให้กำลังใจ ให้การช่วยเหลือได้ ตรงนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นความรักที่ชัดเจนขึ้นระหว่างพ่อแม่กับลูก
นอกจากนี้แล้วความรักมีผลต่อพัฒนาการในเด็กเป็นอย่างมาก เพราะการที่เราแสดงท่าทางหรือบ่งบอกถึงความรักและความพอใจต่อพฤติกรรมที่เหมาะสมของลูกจะเป็นแรงจูงใจเป็นอย่างมากที่อยากให้ทำพฤติกรรมอันนั้นซ้ำอีก แต่ถ้าเด็กแสดงพฤติกรรมอะไรบางอย่างแล้วไม่ได้รับความสนใจ หรือไม่ได้มีทีท่าที่บ่งบอกว่ามีความพอใจหรือมีความรักเกิดขึ้นจากสิ่งที่เขากระทำ เขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่อใคร เพราะในเด็กนั้นเด็กยังเล็กเกินกว่าจะสร้างแรงจูงใจหรือเป้าหมายให้กับตนเอง ยังคงต้องอาศัยคนที่ใกล้ชิดกับเด็กที่อยู่รอบข้างเป็นจุดของแรงจูงใจที่สำคัญ
การที่เราอยู่กับลูกเล็กๆ เราให้เวลาลูกในการที่เขาจะพัฒนาตัวของเขาเอง โดยที่คุณพ่อคุณแม่เข้าไปช่วยประคับประคองในขณะที่เขากำลังฝึกฝนตนเองเช่น ถ้าเขากำลังหัดคลาน เราก็สามารถเข้าไปช่วยในเบื้องต้น โดยทั้งในการช่วยนี้เพื่อให้เด็กสามารถคลานได้คล่องแคล่วขึ้น ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องฝึกฝนการช่วยเหลือตัวเองไปพร้อมๆ กัน มิใช่ว่าเราจะทำให้เขาทั้งหมด การประคับประคองอย่างนี้ก็จะเห็นความก้าวหน้าของพัฒนาการในด้านต่างๆ ได้เห็นขึ้นมาชัดเจนขึ้น
ในลูกเล็กๆ การแสดงออกอาจจะแสดงออกด้วยการร้องเป็นส่วนใหญ่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ช่างสังเกตหรือมีความรักและความเข้าใจในตัวลูกเป็นอย่างมาก ก็จะบอกได้ว่าเสียงร้องของลูกแต่ละคนนั้นมีความต้องการที่ต่างกัน หรือการร้องในแต่ละครั้งก็มีความต้องการที่ต่างกัน การเข้าใจในความต้องการของลูก การที่เราเข้าไปโอบกอดหรือเข้าไปอุ้ม ลดความอึดอัดและไม่สบายใจอันนี้ลง จะช่วยลูกได้เป็นอย่างมากทีเดียว
อาการที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ นอกจากสาเหตุภายในร่างกายในเด็กเล็กๆ ซึ่งเป็นจากความไม่สบายตัวต่างๆ แล้วก็อาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอก ซึ่งต้องอาศัยคุณพ่อคุณแม่ที่จะมีความเข้าใจว่าเหตุภายนอกอะไรบ้างที่อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความกังวลใจขึ้นในเด็กเล็กๆ เช่น ในเด็กแรกเกิดหรือในเด็กที่แรกคลอดช่วงขวบปีแรกเด็กอาจจะมีความกลัวบางอย่างที่อธิบายให้ใครฟังไม่ได้ ส่วนใหญ่ของความกลัวในเด็กเล็กๆ อย่างนี้มักเป็นความกลัวต่อสิ่งที่แปลกไป เช่น เวลาเปลี่ยนสถานที่หรือรู้สึกแปลกที่
บางท่านอาจจะเคยมีประสบการณ์ว่เวลาที่เราพาลูกไปเที่ยวด้วยในขณะที่ลูกยังเล็กๆ ตอนกลางคืนลูกจะร้องกวนเป็นอย่างมาก ดูเหมือนเขาหลับไม่สนิทเพราะเขาเกิดอาการแปลกที่ขึ้น หรือไม่คุ้นเคยกับสถานที่ที่เปลี่ยนไป ซึ่งเด็กยังแยกแยะไม่ได้ว่าเป็นการไปเที่ยวหรือเป็นที่พักที่เราไปพักพิงชั่วคราว หรือการที่มีคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้ๆ เด็กเวลาที่มีใครมาเยี่ยมที่บ้าน ในขณะที่ลูกยังเล็กอยู่ บางคนอาจจะรู้สึกหงุดหงิดใจที่ลูกเอาแต่ร้องไห้เวลาที่มีเพื่อนหรือมีญาติมาเยี่ยม
ความเป็นจริงถ้าเราเข้าใจพัฒนาการตามวัยของเด็ก เราก็จะรับรู้ได้ว่าเด็กในแต่ละวัยเขามีความกังวลที่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่ต่างกันออกไป ในเด็กเล็กก็อาจจะกลัวคนแปลกหน้า มีความรู้สึกเปลี่ยนสถานที่ได้ยากหรือได้ลำบาก ถ้าเราสังเกตได้อย่างนี้แล้วคอยแก้ปัญหาหรือเข้าไปช่วยเหลือลูกได้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยทำให้ลูกมีความรู้สึกสบายใจหรือมีความมั่นใจในความรักที่เรามีให้กับลูก
นอกจากในเรื่องทั่วๆ ไปเหล่านี้แล้วการดูแลในเรื่องพื้นฐานก็เป็นเรื่องที่จำเป็น เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรักที่เรามีกับลูก ในเรื่องพื้นฐานก็คงเป็นเรื่องของการกินอยู่หลับนอนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ ที่กำลังช่วยเหลือตนเอง ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกินหรือการนอนหรือความเป็นอยู่ทั่วๆ ไปทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสะอาด เรื่องของอุณหภูมิของห้องที่เด็กอยู่ อุปกรณ์ของเล่น ความปลอดภัยต่างๆ ล้วนเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องดูแลให้ทั้งสิ้น
ถ้าเราดูแลในเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ถึงเวลาลูกกินอิ่มนอนหลับแล้วก็รู้สึกสบายกับที่ที่เขาอยู่ กับบ้านที่เขาอยู่มีคนแวดล้อมที่คอยเอาใจใส่พูดคุยเล่นกับเขาอยู่เสมอ ก็คงจะทำให้ลูกได้เรียนรู้ในเรื่องของความรักตั้งแต่แรกเกิด
ความรู้สึกรักหรือความรู้สึกว่าตัวเองได้ถูกรักตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กเล็กอย่างนี้ จะช่วยทำให้เด็กมีพื้นฐานในเรื่องของอารมณ์เป็นเด็กที่มีอารมณ์ที่มั่นคง มีความเชื่อมั่นฝนตนเองเพราะมีความมั่นคงว่าตนนั้นเป็นที่รักของคนอื่นๆ และตนนั้นมีคุณค่าพอ ตรงนี้ก็จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของบุคลิกภาพของเด็กในช่วงวัยที่โตขึ้น
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว้าความรักของคุณพ่อคุณแม่ทั้งกระตุ้นพัฒนาการในส่วนที่เป็นเรื่องของทางร่างกาย กระตุ้นพัฒนาการในเรื่องของอารมณ์และสังคม และยังกระตุ้นพัฒนาการในเชิงสติปัญญาด้วย พบว่าเด็กที่ได้รับความรักอย่างเพียงพอ มีความเป็นอยู่ที่เขารู้สึกว่ามีความสุขในสิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่ ก็จะช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปได้ด้วยดี เด็กก็จะสนใจสิ่งแวดล้อม พยายามที่จะเรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวหรือสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวได้มากขึ้น ก็จะมีพัฒนาการในเชิงสติปัญญาได้ดีด้วย
เราจะสังเกตเห็นได้ว่าเด็กที่ได้รับการดูแลหรือได้รับความรักอย่างเพียงพอเขาก็จะแสดงออกให้เราเห็นทั้งในเรื่องของการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวตามวัย ในเรื่องของสุขภาพร่างกายซึ่งมักไม่ค่อยเจ็บป่วยบ่อยๆ แล้วก็จะมีความแข็งแรงในด้านต่างๆ ด้วย ไม่ใช่เห็นเพียงทางด้านอารมณ์หรือสังคมเท่านั้น แต่หากเด็กคนไหนไม่ได้รับการดูแลหรือได้รับความรักอย่างเพียงพอ ในช่วงที่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ ก็จะมีผลทำให้ทั้งในเรื่องของทางด้านร่างกาย พัฒนาการต่างๆ อาจจะล่าช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีความบกพร่องในเชิงสมองที่จะมีผลต่อพัฒนาการ นอกจากนี้ก็ยังมีผลในทางอารมณ์หรือว่าสังคม ขาดความมั่นคงในตนเอง อาจจะมีอารมณ์ที่แปรปรวน หงุดหงิดง่ายหรืออารมณ์เสียบ่อยๆ หรือน้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น เด็กดูไม่มีความสุข
นอกจากการให้ความรักที่พอดีกับเขา การดูแลลูกนอกจากให้ความรักที่พอดีดังกล่าวแล้ว ต้องระมัดระวังในเรื่องของการให้ความรักที่มากเกินไปด้วย คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจจะไม่ได้ระมัดระวังว่าการให้ความรักที่มากเกินไปก็อาจจะเป็นผลเสียต่อลูกเช่นเดียวกัน เช่น เราดูแลในเรื่องพื้นฐานต่างๆ ของเด็ก การกินอยู่หลับนอน บางท่านก็ดูแลมากจนเกินไป เอาใจใส่กับเด็กมากเกินไป ให้อาหารการกินที่มากเกินความต้องการของเด็ก บางทีเด็กก็ปรับตัวไม่ได้ เขาก็จะรับอาหารทุกอย่างที่เราให้เขาไป ทั้งๆ ที่ร่างกายเขามีความเพียงพอแล้ว ก็อาจจะเป็นผลเสียในเชิงของทางร่างกายด้วย เช่น เด็กอาจจะอ้วนเกินไป ซึ่งนำไปสู่การเป็นโรคอีกหลายประการ
หรือถ้าเราดูแลเด็กอยู่เกือบตลอดเวลา เขาก็ไม่อาจที่จะฝึกฝนสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวของเขาเอง ทุกอย่างไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็มีคนช่วยอยู่ตลอดเวลา เด็กก็จะขาดพื้นฐานในความสามารถที่จะช่วยเหลือตนเองได้
จะเห็นได้ว่าการที่เรามีความรักลูกนั้นมีสิ่งสำคัญหลายประการที่คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนัก สิ่งแรกก็คือว่าเราต้องรู้จักแสดงออกถึงความรักที่มีต่อลูก และการแสดงออกของความรักนั้นก็ต้องแสดงออกอย่างเพียงพอ ไม่มากจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไป
บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล