การปรึกษาก่อนสมรส
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล
หลายท่านอาจจะฟังดูเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับในบ้านเราว่า ก่อนแต่งงานจะต้องไปทำการปรึกษาก่อนแต่งงานอย่างไรบ้าง หลายท่านอาจจะบอกว่าจริงๆก่อนแต่งงานก็คงปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่ในครอบครัว อันนั้นก็คงเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของการปรึกษาก่อนที่จะทำการแต่งงานกันหรือก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานกัน จริงๆแล้วมีการปรึกษาก่อนสมรสที่มีให้บริการอยู่ในหลายโรงพยาบาล คิดว่าข้อนี้ถ้าได้ตระหนักไว้ก่อนที่จะได้แต่งงานกันหรือได้ทำกันบ้างก็อาจจะช่วยให้การครองคู่หรือการใช้ชีวิตสมรสเป็นไปด้วยความราบรื่นมากขึ้น หรือว่าไม่ต้องมาตามแก้ปัญหาหรือว่ามาผิดหวังกันภายหลังว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้
ตัวอย่างของการปรึกษาก่อนสมรส เรื่องหนึ่งก็คือการปรึกษาทางการแพทย์ มีหลายอย่างที่เราจะต้องตรวจก่อนแต่งงานกัน อันนี้หลายท่านอาจจะเห็นว่าไม่จำเป็น แต่จริงๆแล้ว อย่างที่ว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้น โรคบางโรคอาจจะทำให้เรารู้สึกลำบากใจกันในการที่จะใช้ชีวิตสมรสร่วมกัน บางทีถ้าได้ตรวจก่อน ได้ทำการรักษาก่อน เพราะโรคหลายๆโรคเรารักษาให้หายได้ เราอาจจะทำการรักษาก่อนหรือถ้าเป็นโรคบางโรครักษาไม่ได้ก็อาจจะมีข้อแนะนำจากแพทย์ในเรื่องการดูแลหรือการที่จะแก้ไขหรือป้องกันอย่างไรติดตามมา ยกตัวอย่างเช่นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มันอาจเกิดขึ้นได้ หลายท่านอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่หลายท่านอาจจะพลาดไปโดยทีไม่รู้ตัว อาจจะมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างโดยที่ท่านไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคเอดส์ เราอาจจะไปติดต่อกันภายหลังจากแต่งงาน แล้วอาจจะไปมีผล ถ้าเกิดมีการตั้งครรภ์โดยที่ท่านไม่ทราบก่อนว่าท่านมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่างอยู่ ก็อาจจะไปมีผลต่อการตั้งครรภ์โดยที่เราไม่ได้ทราบหรือรู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน
ข้อนี้หลายท่านไปถกเถียงแล้วกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในชีวิตสมรสกันมากทีเดียว การตรวจก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากและก็ไม่ได้เจ็บปวดเนื้อตัวมากเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้สิ้นเปลืองมาก และถ้าเป็นโรคที่รักษาได้ ถ้าเราทราบ ตรวจแล้วทราบว่าเป็นโรคอะไร เราก็รักษาก่อนก่อนที่จะแต่งงานกัน โรคต่อไปที่แพทย์อาจจะตรวจก็คือโรคทางกรรมพันธุ์ จริงๆอาจจะไม่ใช่เป็นข้อกำหนดชัดเจนว่าถ้ามีโรคทางกรรมพันธุ์อย่างนี้แล้วจะไม่แต่งงานกัน เพียงแต่ว่าหลายๆโรคทางกรรมพันธุ์นั้นแพทย์สามารถให้คำปรึกษาในเรื่องการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ เพราะฉะนั้นก็คงเป็นการดีกว่าเพราะเราจะได้ทราบว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีโรคทางกรรมพันธุ์อะไรที่อาจจะถ่ายทอดไปสู่ลูกได้ และควรจะทำอย่างไรในการที่จะป้องกันหรือแก้ปัญหาในเรื่องการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อันนี้
โรคบางโรค เช่น โรคเลือดบางอย่าง อาจจะมีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ แล้วอาจจะเป็นอันตรายในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ด้วย ถ้าไม่ทราบล่วงหน้าว่ามีปัญหาในเรื่องของเลือดที่ไม่เข้ากันระหว่างแม่กับลูกเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ปรึกษากัน ไปตรวจก่อนที่เราจะแต่งงานกัน ได้ทราบก่อนว่ามันมีโอกาสจะเกิดปัญหาอย่างนี้ เราก็สามารถบอกกับแพทย์ในขณะที่ตั้งครรภ์ได้ว่าเราเคยตรวจและพบว่ามีปัญหาอันนี้ แล้วก็จะทำอย่างไรในขณะตั้งครรภ์ที่จะให้เกิดความปลอดภัยขึ้น
การตรวจทางการแพทย์นั้นไม่ใช่เพื่อเป็นการจับผิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วไม่ใช้เป็นข้อกำหนดที่คุณจะไม่แต่งงานกัน แต่จริงๆแล้วนั้น เป็นการช่วยให้การแต่งงานมีความปลอดภัยมากขึ้นนั้นเอง มีอีกโรคหนึ่งที่น่าจะตรวจในผู้หญิงก่อนที่จะแต่งงานคือโรคหัดเยอรมัน จริงแล้วบางท่านอาจจะได้รับเชื้อหัดเยอรมันมาโดยไม่รู้ตัว ท่านอาจจะเคยเป็นหัดเยอรมันท่านอาจจะไม่แน่ใจว่าเรามีภูมิต้านทานดีพอหรือยัง หรือว่าตอนที่เป็นคราวนั้นเป็นหัดเยอรมันแน่หรือเปล่า บางครั้งแต่งงานกันไปแล้วเราอาจจะไม่ทันได้คุมกำเนิดอาจจะตั้งครรภ์ขึ้นมา โดยที่ไม่ได้วางแผนก่อน แล้วเกิดเป็นหัดเยอรมันในขณะตั้งครรภ์ ก็จะเป็นผลเสียกับลูกที่อยู่ในครรภ์เป็นอย่างมาก ทำให้เด็กมีโอกาสที่จะพิการทั้งทางสมอง มีโอกาสที่จะพิการทางหู ทางร่างกายอีกหลายๆอย่างรวมถึงอาจจะเกิดการแท้งด้วย หลายท่านก็คงไม่อยากให้เกิดสภาพเช่นนี้ขึ้นขณะที่ท่านตั้งครรภ์
เพราะฉะนั้นการตรวจก่อนที่จะแต่งงาน ถ้าคุณหมอทราบว่าคุณแม่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันในเรื่องของหัดเยอรมัน เราก็สามารถฉีดวัคซีนซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันได้ทันทีตั้งแต่ก่อนแต่งงานเลย และใช้เวลาสักประมาณ 3 เดือน ป้องกันเรื่องการตั้งครรภ์ไว้ คุณแม่ก็จะมีภูมิคุ้มกันของหัดเยอรมัน ต่อไปเมื่อเกิดตั้งครรภ์ขึ้นก็จะรู้สึกสบายใจขึ้น ไม่ต้องพะวงว่าเราจะเป็นหัดเยอรมันในระหว่างตั้งครรภ์หรือไม่
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าการปรึกษาทางการแพทย์ค่อนข้างมีความสำคัญทีเดียว จะต้องมีการตรวจเลือดหรือตรวจร่างกายร่วมไปด้วย และอาจจะเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เราได้ตรวจสุขภาพของตัวเราเองไปด้วย เพราะฉะนั้นหลังจากที่ตรวจแล้วคุณหมอก็จะให้คำปรึกษาว่ามีโรคอะไรหรือไม่มีโรคอะไร มีข้อควรระวังอย่างไรบ้างในการเป็นโรคนี้ หรือว่าจะต้องรักษาอย่างไรจะได้แก้ไขและทำให้เรียบร้อยก่อนที่เราจะแต่งงานกัน
โดยปกติทั่วไปในการปรึกษาก่อนสมรส นอกจากจะให้การปรึกษาทางการแพทย์แล้ว ก็มักจะมีการให้คำปรึกษาในเรื่องสมรสในแง่ของเรื่องสภาพจิตใจไปด้วย เป็นเรื่องสำคัญการแต่งงานเป็นการที่เราเปลี่ยนแปลงชีวิตเรามากที่เดียว เราสองคนจะต้องมาปรับตัวเข้าหากัน เราสองคนมาต่างชีวิตครอบครัวกันมากทีเดียว ต้องมาอยู่ร่วมกันใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดเวลามากกว่าตอนที่อยู่เป็นแฟนกัน นอกจากนี้ตอนที่เราเป็นแฟนกัน บางครั้งด้วยความที่เรารักกัน ทำให้เราไม่ได้มองเห็นปัญหาบางอย่าง ซึ่งซ่อนอยู่หรือไม่ได้เปิดเผยหรือว่าไม่ได้แสดงออกมา หรือว่าจะด้วยความรัก อย่างที่ว่าความรักบางทีทำให้เราตาบอดไปเราไม่ได้มองเราไม่ได้คิดเอาไว้ก่อน แต่งงานแล้วถึงไปตำหนิกันในภายหลังก็คงทำให้ขุ่นข้องหมองใจกันไปเปล่าๆ เ
การให้คำปรึกษาก่อนสมรสมักจะเป็นการศึกษากันอย่างเปิดเผยโดยผู้ให้คำปรึกษาซึ่งเป็นคนนอก แล้วมองเข้าไปในความสัมพันธ์ของคุณทั้งสองคนก็เป็นการศึกษากันอย่างเปิดเผยโดยมีคนกลาง คอยชี้แนะคอยให้อีกฝ่ายให้เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีความคิดมีความรู้สึกมีแนวคิดมีความเห็นอย่างไรที่มีต่อกัน เพราะฉะนั้นคุณอาจจะเห็นอีกฝ่ายชัดเจนขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งก็จะเห็นตัวของคุณชัดเจนขึ้น และเมื่อต่างฝ่ายต่างได้ศึกษากันอย่างเปิดเผย แล้วมองเห็นกันและกันด้วยความชัดเจนขึ้น
ผู้ให้คำปรึกษาจะให้คำแนะนำต่อไปในการที่เราจะปรับตัวเข้าหากันในข้อที่อาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง หรือให้คำแนะนำในเรื่องลดความขัดแย้ง ถ้าเผื่อมันเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิตแต่งงาน ลิ้นกับฟันก็มีกระทบกันบ้าง แต่ถ้าเรามีแนวทางกันซะก่อนที่จะกระทบกัน คุณก็จะมีทิศทางมากขึ้นในการลดความขัดแย้งในครอบครัวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน
วิธีการลดความขัดแย้งที่สำคัญที่เราอาจจะต้องฝึกกันก่อนที่จะแต่งงานกัน ก็คงเป็นเรื่องการสื่อสาร ผู้ให้คำปรึกษาก็อาจจะช่วยวิเคราะห์เรื่องการสื่อสารของคุณทั้งสองคนว่าคุณมีแนวโน้มที่จะสื่อสารกันอย่างไรเวลาที่อยู่ด้วยกัน คุณมีแนวโน้มที่จะสื่อสารกันอย่างไรเมื่อเกิดปัญหาขึ้น แล้วการสื่อสารใดที่อาจจะทำให้เกิดปัญหา เราอาจจะได้เห็นตัวเราชัดขึ้นว่าหลายครั้งเราเป็นคนชอบต่อว่าเขา เราเป็นฝ่ายตำหนิเขา เราเป็นฝ่ายคอยชี้นำชี้แนะสั่งสอนเขาทุกอย่าง แต่ด้วยความที่ตอนเป็นแฟนกันเขาก็อาจจะยอมให้เราตำหนิ ยอมให้เราต่อว่า ยอมให้เราชี้นำเขาทุกอย่าง แต่เมื่อคุณแต่งงานกันไปแล้วมันอาจไม่ได้เกิดสถานการณ์อย่างที่คุณเป็นแฟนกัน เขาอาจจะเริ่มลุกขึ้นมาไม่ฟังคำตำหนิของเรา อาจจะตำหนิเรากลับมาด้วย เราอาจจะรับไม่ได้ หรืออาจจะเกิดปัญหามากขึ้น
ดังนั้นการฝึกเรื่องการสื่อสารเสียตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ก็จะช่วยให้การครองคู่มีความสุขมากขึ้น เรื่องของการสื่อสารที่ดีนี้ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ด้วยความที่เราพูดอยู่ทุกวัน เราอาจจะไม่ค่อยได้วิเคราะห์ตัวเราเองว่า เรามีปัญหาในเรื่องการสื่อสารอย่างไรบ้าง การสื่อสารที่เป็นปัญหาก็คงจะมีในสองส่วน
ส่วนที่หนึ่งคือในเรื่องของ ความตรงของการสื่อสาร หลายๆคนไม่ค่อยกล้าที่จะพูดตรงไปตรงมากับคนที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย ก็อาจจะใช้วิธีเลี่ยงไปสื่อสารกับคนอื่นผ่านไปถึงอีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นกว่าข้อมูลที่เราให้กับอีกคนหนึ่งผ่านไปถึงอีกคนหนึ่ง ข้อมูลก็อาจจะมีการบิดเบือนไปบ้างแล้วกว่าจะไปถึงเจ้าตัวที่เราต้องการ หรือบางคนก็ใช้วิธีเลี่ยงไปเลย ไม่สื่อสาร หรือไม่พูดกัน และขณะเป็นแฟนก็มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจหลายเรื่อง แต่ไม่กล้าจะพูดกันตรงๆเพียงแต่เก็บเป็นความหวังว่าแต่งงานไปแล้วคงจะดีขึ้น แต่งงานไปแล้วจะเข้าใจกันมากขึ้น อันนี้เป็นข้อที่ควรระวังเลย
จริงๆแล้วเราควรจะได้แก้ไขความไม่เข้าใจกันหรือความเห็นที่ไม่ลงรอยกันอย่างนี้ก่อนที่จะแต่งงาน เพราะจริงๆพอแต่งงานกันไปแล้วการแต่งงานมันอาจช่วยแก้ปัญหาบางอย่างก็จริงอยู่ แต่ในขณะดียวกันมันก็อาจจะทำให้ปัญหาบางอย่างรุนแรงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าอยากพูดอะไรกับเขาก็พูดกับตัวเขานั่นแหละ ไม่ต้องผ่านไปทางเพื่อนหรือทางพ่อแม่ของเขา พูดกันตรงไปตรงมาบอกความรู้สึกไม่ชอบ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยเหมือนกัน เราไม่กล้าสื่อสารความรู้สึกไม่ชอบกัน กลัวว่าเขาจะลำบากใจ กลัวว่าเขาจะน้อยใจ กลัวว่าเขาจะไม่รักเราอีก เพราะว่าเราไปว่าเขา
ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบ ก็ต้องมีความสามารถจะพูดถึงความไม่ชอบของเรา แต่ไม่ได้พูดในลักษณะที่เราตำหนิเขา พูดในลักษณะที่เราต้องการจะบอกความรู้สึกที่ตรงๆของเรา ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องฝึกเป็นผู้รับด้วย ตัวเราเองก็เหมือนกันทั้งเป็นการสื่อที่ตรงและเป็นการรับที่ตรงด้วย เวลาที่เขาพูดกับเราตรงๆก็ต้องหัดฟังด้วย เพราะเราจะได้รู้ว่าเขาคิด เขารู้สึกอย่างไร ถ้าเขาพูดในเชิงที่เขาไม่ชอบเรา ก็คงต้องยอมรับความรู้สึกตรงนี้กันบ้าง เพราะว่าเขาก็คงไม่ชอบเราทั้งหมด เราก็ไม่ได้ชอบเขาทั้งหมด แต่ข้อที่เขาไม่ชอบเรามาคุยกันว่า พอจะปรับหรือหันหน้าเข้าหากันอย่างไรได้บ้าง
ส่วนที่สองคือเนื้อหา หลายครั้งเราสื่อเนื้อหาที่ไม่ตรง เราไม่ได้บอกจริงๆว่าเราต้องการอย่างไร เราไม่สามารถเปิดเผยความรู้สึกของเราได้ หลายท่านไม่เปิดเผยความรู้สึกตัวเองตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เรื่องที่เก็บสะสมเป็นความรู้สึกเก็บกดไปตลอดชีวิตแต่งงาน จนกระทั่งผ่านไปเกือบ 10 - 20 ปี จึงรู้สึกว่าเราไม่เหมาะกันเลย
หลายท่านบอกว่าทัศนคติไม่ตรงกัน มันคงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ความเห็นที่ไม่ตรงกัน หรือทัศนคติที่ไม่ตรงกัน แต่จริงๆแล้วคงเป็นเรื่องของการสื่อสารของเนื้อหาที่ไม่สามารถเปิดเผยความต้องการหรือความรู้สึกที่ตรงไปตรงมาได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผู้ให้คำปรึกษาก็จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถที่จะสื่อความรู้สึก ความคิดเห็นที่เปิดเผยตรงไปตรงมา อีกฝ่ายหนึ่งก็ฝึกที่จะรับความรู้สึก ความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาทั้งทางบวกและทางลบของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วฝึกการตอบสนองกัน
การสื่อสารที่เหมาะสมตรงไปตรงมาอย่างนี้ ก็จะทำให้เรามีความพร้อมมากขึ้นในการจะเข้าสู่ชีวิตสมรส ซึ่งแม้ว่าเราจะมาจากชีวิตครอบครัวที่ต่างกัน เราจะมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน เราก็จะแก้ไขกันได้แม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่งงานหรือแม้แต่กระทั่งตอนที่เตรียมจะแต่งงาน หลายท่านอาจเริ่มมีข้อขัดแย้งหลายอย่าง ไหนจะต้องลดความขัดแย้งระหว่างเราสองคนในเรื่องวันแต่งงาน อาจจะยังมีปัญหาในเรื่องครอบครัวของทั้งฝ่ายชายฝ่ายหญิง ที่จะเข้าเกี่ยวข้องกับเรื่องครอบครัวอีกมากมายหลายอย่าง
ดังนั้นการที่เรามีผู้ให้คำปรึกษา ก็อาจจะช่วยให้เราเตรียมการแต่งงานอันนี้ได้แล้วทำให้เราเข้าสู่การแต่งงานด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน ช่วยให้วันแต่งงานเป็นวันที่ประทับใจของเราทั้งสองคนอย่างจริงๆ มีวันแต่งงานที่ดีของเราทั้งสองคนได้
บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล