การเลือกคู่ครอง
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล
ในโอกาสที่เป็นวันวาเลนไทน์ หลายๆ ท่านที่เป็นหนุ่มสาวก็คงสดชื่นกันเทศกาลนี้มากพอสมควร แต่อีกหลายท่านอาจจะไม่ให้ความสนใจนัก โดยเฉพาะท่านที่ยังไม่มีคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลที่เรารับมาจากวัฒนธรรมทางตะวันตกก็ตามที แต่ถ้าเรามีความเข้าใจต่อวัฒนธรรมนี้เป็นอย่างดี ความจริงก็เป็นวัฒนธรรมที่ดีอย่างหนึ่งที่หนุ่มสาวที่จะแสดงความรักที่ดีต่อกัน หรือเปิดเผยในเรื่องของความรัก ในวัยหนุ่มสาวก็อดจะคิดต่อไปในเรื่องของการมีคู่ครองกันต่อไป อันนี้ในฝ่ายหญิงจะค่อนข้างพิจารณาหรือค่อนข้างคิดถึงเรื่องการที่จะครองคู่กันต่อไปค่อนข้างมาก ฝ่ายชายเองก็คงเช่นเดียวกัน
วันนี้ก็คงอยากจะคุยกันในเรื่องของข้อคิดในเรื่องของการเลือกคู่ครอง เพราะความจริงแล้วเราอาจจะมีคนรักหรือคนที่ชอบพอหลายๆ คน แต่จริงๆ เราคงเลือกเพียงคนเดียวที่จะเป็นคู่ครองของตัวเราเอง สำหรับท่านที่กำลังเตรียมตัวและคิดว่าคนรักคนนี้เรารู้สึกว่าจะครองคู่กันต่อไปได้หรือไม่ หรือจะตัดสินใจที่จะแต่งงานกันหรือไม่ ก็คงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรทำความเข้าใจไว้ก่อน
ข้อแรกก็คือควรจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของความรักที่ถูกต้อง ความรักนั้นคือความผูกพันธ์ที่มีต่อกัน มีความปรารถนาดีต่อกัน ความรู้สึกที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามร่วมกัน ตรงนี้ก็จะเป็นจุดสำคัญ เราคงต้องมองว่าคนรักของเราในขณะนี้เรามีความรู้สึกอย่างที่พูดเหล่านี้หรือไม่ เช่น มีความผูกพันธ์ต่อกัน ความผูกพันธ์นี้ต้องมากพอ ถึงจะนำไปสู่การใช้ชีวิตสมรสร่วมกันได้ มีความรู้สึกที่ดีๆ ให้แก่กัน ตรงนี้คงไม่ค่อยมีปัญหา คู่รักโดยทั่วไปก็มักจะมีความรู้สึกที่ดี มีความปรารถนาดีต่อกัน อาจจะมีอีกหลายอย่างที่ไม่ได้แสดงออกให้เห็นทั้งหมด ตรงนี้ก็คงจะต้องพิจารณาต่อไป
สมัยก่อนผู้ใหญ่อาจจะเข้ามามีบทบาทค่อนข้างมากในเรื่องของการเลือกคู่ครอง ผู้ใหญ่อาจจะใช้ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาในการพิจารณาว่าผู้ชายลักษณะอย่างไรหรือผู้หญิงลักษณะอย่างไร เมื่อแต่งงานหรือใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้วจะทำให้เกิดความสุขขึ้น แต่ว่าธรรมเนียมอย่างนี้ก็คงใช้ได้ลำบากในปัจจุบัน เพราะว่าหนุ่มสาวก็มีอิสระ เรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เริ่มต้นอย่างนี้แล้ว ถ้าให้ผู้ใหญ่เป็นคนจัดการในเรื่องของชีวิตแต่งงานแม้ว่าผู้ใหญ่จะได้เลือกเป็นอย่างดีแล้วก็ไม่ได้มีข้อเสียหายอะไร แต่ความที่ต้องการมีอิสระในชีวิตตัวเองมากก็อาจจะทำให้ไม่สามารถรักษาความรู้สึกที่ดีหรือความรักต่อคู่สมรสที่ผู้ใหญ่เลือกหาให้ได้
ความรักนั้นมีความหมายมากทีเดียวสำหรับคนหนุ่มสาว การตัดสินใจแต่งงานก็ควรจะอยู่ในพื้นฐานของความรักที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้ากันอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะตัดสินใจแต่งงานด้วยความรักแรกพบ ไม่ได้หมายความว่าความรักแรกพบไม่ดี แต่เป็นข้อที่พึงระวังว่าเพียงแค่ความรักแรกพบอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจจนกระทั่งนำไปสู่ชีวิตแต่งงานได้ หลายท่านอาจจะรู้สึกว่าเริ่มต้นด้วยความรักแรกพบและแต่งงานและก็ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ใช่ทุกคู่ อีกหลายๆ คู่คงได้พบว่าเมื่อเราแต่งงานไปแล้วสิ่งที่เราเห็นเมื่อรักแรกพบนั้น เป็นเพียงภาพภายนอกที่ผิวเผินมาก เราต้องการเวลาในการเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจกัน ซึ่งต้องการเวลาในลักษณะของการเป็นคู่รักในระยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะหนุ่มสาวยุคใหม่ต่างก็มีชีวิตที่เป็นของตนเองการมีโอกาสได้เรียนรู้กันก็จะทำให้เกิดความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น การที่ต้องปรับตัวกันมาในระยะเวลาหนึ่งระหว่างที่เป็นคู่รัก หลังจากแต่งงานแล้วก็ยังคงต้องปรับตัวเข้าหากัน
อีกประการหนึ่ง ช่วงของการเป็นคนรักกัน ความต้องการที่จะเอาใจซึ่งกันและกันจะยังมีค่อนข้างมาก เป็นความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นว่าอยากจะใกล้ชิดกัน หลายคนตัดสินใจแต่งงานเพราะคิดเพียงแค่ว่าอยากจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกันมากกว่าตอนที่เป็นคู่รัก โดยลืมมองไปว่าในเวลาที่เราใกล้ชิดกัน เราจะได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน อีกทั้งการแต่งงานนั้นเป็นเรื่องของการที่ต้องมารับผิดชอบร่วมกัน เข้ามาใช้ชีวิตแก้ปัญหาด้วยกัน มิใช่เพียงแค่มาอยู่ด้วยกันเฉยๆ
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งรีบด่วนใจร้อน สำหรับหนุ่มสาวที่มีความรัก ขอให้ได้พยายามศึกษาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ลองเรียนรู้ชีวิตของแต่ละฝ่าย เรียนรู้ลักษณะของแต่ละฝ่าย ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันและกัน แล้วลองพิจารณาดูว่าคุณรักอีกฝ่ายหนึ่งมากขนาดไหน มีความเข้าใจกันมากเพียงพอที่จะเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันหรือยัง ถ้าหากว่าแม้แต่ช่วงในตอนที่เป็นคู่รักกันแล้ว ยังมีหลายอย่างที่เราแก้ไขไม่ได้ ขอให้ค่อยๆ ไตร่ตรองให้ดี อย่าตั้งความหวังว่าแต่งงานไปแล้วทุกอย่างคงดีขึ้นเอง แต่งงานไปแล้วเขาคงเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราต้องการ ขอให้คิดว่าหากเขาไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นอย่างนี้ต่อไปตลอดชีวิตการแต่งงาน เราจะยังคงรักเขาหรือว่าจะยังคงอยู่กับเขาได้ต่อไปหรือไม่
ประการต่อไปที่ควรจะต้องดู อาจจะไม่ใช่จุดที่สำคัญที่สุดในเรื่องของความรักความเข้าใจกัน ก็คือความเป็นไปได้หรือความที่จะสามารถไปได้ด้วยกันในเรื่องของอายุ เรื่องของนิสัยใจคอ เรื่องของบุคลิกภาพ หรือเรื่องของวุฒิภาวะของแต่ละคน เพราะเมื่อไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ส่วนที่จะอยู่ด้วยกันจริงๆ ก็คือนิสัยใจคอของแต่ละคน บุคลิกภาพของแต่ละคน เรื่องของอายุอาจจะเป็นเรื่องที่รองลงไป เรื่องของอายุนั้นจริงๆ ก็คงไม่เป็นข้อกำหนดของการที่จะแต่งงานหรือไม่แต่งงานด้วยกัน
แต่ถ้าอายุแตกต่างกันมากๆ ก็เป็นข้อที่เราควรจะต้องทำความเข้าใจหรือระมัดระวังว่า เป็นไปได้ว่าเราจะมีความแตกต่างในเรื่องของความสนใจค่อนข้างมาก เพราะวัยที่ต่างกันชีวิตอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะว่าเมื่อเราแต่งงานแล้วเราก็จะมีสังคมที่เป็นอีกสังคมหนึ่ง เราอาจจะต้องเข้าสู่สังคมที่ต่างวัยกัน ถ้าเรารับได้และปรับหรือแก้ไขและมีความมั่นใจว่าเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ ก็คงไม่เป็นปัญหาในเรื่องอายุ แต่เรื่องของนิสัยใจคอเป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียว อย่างที่บอกแล้วว่าอย่าไปตั้งความหวังว่าหลังจากแต่งงานแล้ว เขาจะเปลี่ยนนิสัยไปอย่างที่เราต้องการ หรืออาจจะมีอีกหลายๆ อย่างที่เรายังไม่เห็นจากช่วงที่เป็นคู่รักกัน เพราะว่าอาจจะมีบางช่วงที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะท่านที่เป็นรักแรกพบแล้วแต่งงานกัน หรือท่านที่รู้จักกันในระยะเวลาที่สั้นมาก เพียงไม่กี่เดือนก็เข้าสู่ชีวิตแต่งงานแล้ว ก็เท่ากับว่าเราไปเรียนรู้จากนิสัยใจคอของกัน หลังจากที่แต่งงานไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หลายๆ คู่ก็อาจจะแต่งงานด้วยช่วงเวลาสั้นๆ อย่างนี้ แต่มีความสามารถที่ดีในการแก้ปัญหาในชีวิตสมรส ก็อาจมีความสำเร็จในชีวิตได้เช่นเดียวกัน
บุคลิกภาพนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะบุคลิกภาพบางอย่างนั้นมีผลต่อการคบหาสมาคม และการใช้ชีวิตร่วมกันเป็นอย่างมาก เช่น ลักษณะที่เอาแต่ใจตัวเอง ลักษณะไม่รับผิดชอบหรือลักษณะที่ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ คืออารมณ์ไม่เป็นผู้ใหญ่เพียงพอ ใจน้อยง่าย โกรธง่ายหรือทำลายข้าวของในเวลาที่มีอารมณ์โกรธ อยากจะเอาชนะ สิ่งเหล่านี้อาจจะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งกัน เมื่อแต่งงานไปได้ และเรื่องราวก็อาจจะลุกลามใหญ่โตไปจนกระทั่งไม่สามารถรักษาชีวิตสมรสไว้ได้ ต้องมีความมั่นใจพอว่าเราจะสามารถยอมรับลักษณะที่เป็นส่วนข้อด้วยเหล่านี้ของเขาได้ ถ้าเรารู้สึกว่ามีความรักที่มากพอที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน
ประการต่อไป ก็จะเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมของทั้งสองฝ่าย ที่อาจจะต้องเอามาพิจารณาบ้าง เช่น ความเป็นไปได้ ในเรื่องของการศึกษา อาชีพ เรื่องของเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคมและวัฒนธรรม เรื่องเหล่านี้หลายๆ คนอาจจะวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากสำหรับหนุ่มสาวยุคใหม่ อาจจะมองว่าถ้ารักกันก็รักกันที่ตัวเขาก็เพียงพอ สิ่งที่อยู่รอบตัวเขาคงไม่ต้องใส่ใจหรือไม่ต้องสนใจ ความจริงถ้าให้ความสนใจบ้างก็จะเป็นการดีเหมือนกัน ความจริงเป็นการให้ความสนใจเพื่อที่จะนำไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน เช่นเรื่องฐานะทางสังคม แม้ว่าความแตกต่างกันของฐานะทางสังคมมิได้กำหนดความสำเร็จในชีวิตแต่งงาน แต่หลายๆ ครั้งอาจจะถูกแรงกดดันจากคนที่อยู่รอบข้าง ถูกเพ่งเล็ง ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ อาจจะทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือความคับข้องใจขึ้นมาได้
ถ้าหากเราต้องเผชิญสถานการณ์อย่างนี้อยู่ตลอดเวลาต้องถามใจตัวเราเองว่า เรามีความเข้มแข็งหรือมีความพร้อมที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้หรือไม่ หรือว่าขณะที่แต่งงานเราไม่สนใจ แต่เมื่อแต่งงานไปแล้วเราถูกกดดันด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ เรากลับรู้สึกอดทนไม่ได้หรือไม่ใช้ความพยายามที่มากพอที่จะรักษาชีวิตสมรสเขาไว้ ก็อาจจะเป็นปัญหาได้
เรื่องของการศึกษาก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นปัญหาได้ โดยเฉพาะในกรณีที่การศึกษาแตกต่างกันมากๆ ภายใต้สภาวะการศึกษาที่แตกต่างกันมากนำไปสู่ความสนใจที่ต่างกัน หรือเกิดความรู้สึกที่ไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตรงนี้จะเป็นปัญหาต่อไปได้ ถ้าการศึกษาของเราแตกต่างกันมาก แต่คุณมีความมั่นใจว่าคุณจะสามารถให้เกียรติคู่สมรสได้ คุณก็จะรักษาชีวิตหรือความรู้สึกที่ดีที่มีต่อกันได้
เรื่องของเศรษฐกิจนั้น ถ้าฝ่ายชายเศรษฐกิจค่อนข้างดีกว่าฝ่ายหญิงมักไม่ค่อยเป็นปัญหา แต่ถ้าฝ่ายหญิงมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าฝ่ายชายมากๆ ตรงนี้บางทีเป็นความกดดันเหมือนกัน หลายคนทะเลาะกันหลังจากแต่งงานพูดกันไปพูดกันมาก็เหมือนกับลำเลิกบุญคุณที่มีต่อกัน กลายเป็นว่าใครเป็นคนที่ดูแลครอบครัว ใครเป็นคนที่เลี้ยงดูครอบครัว กลายเป็นปัญหาเหมือนกัน ชีวิตยุคใหม่อย่างนี้บางทีต้องยอมรับ เนื่องจากโอกาสทางการศึกษา โอกาสในเรื่องของการประกอบอาชีพในผู้หญิงมีมากขึ้น ต้องยอมรับว่าบางครอบครัวเป็นลักษณะของครอบครัวยุคใหม่จริงๆ นั่นก็คือผู้หญิงมีบทบาทในเรื่องของการงาน เรื่องของเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ในขณะที่ฝ่ายชายอาจจะมีบทบาทตรงนี้ได้น้อยกว่าฝ่ายหญิง แต่ถ้าคุณรู้สึกยอมรับซึ่งกันและกัน พร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน คงจะต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน อาจจะต้องยอมยืดหยุ่นบทบาทบางอย่าง เช่นฝ่ายชายอาจจะดูแลเรื่องภายในบ้านมากกว่าฝ่ายหญิง ก็อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในสังคมยุคใหม่อย่างนี้
แต่ถ้าคุณเข้าสู่สังคมยุคใหม่อย่างนี้แล้ว คุณไม่สามารถตัดค่านิยมเดิมว่าผู้ชายจะต้องเป็นช้างเท้าหน้า จะต้องเป็นคนดูแลเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วในครอบครัวผู้หญิงกลับมีความสำเร็จในเรื่องนี้มากกว่าแล้วยอมรับไม่ได้ บางทีก็กลายเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในความรู้สึกที่นำไปสู่ความขัดแย้งกันได้ คิดว่าในการแต่งงานในยุคใหม่คงต้องเปิดใจให้กว้างขึ้น โอกาสของการเรียนรู้กันในชีวิตยุคใหมนั้นมีมากกว่าชีวิตสมรสในสมัยก่อนมาก โดยทั่วไปหญิงชายอาจไม่ค่อยมีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากก่อนที่จะแต่งงานกัน หนุ่มสาวยุคใหม่ก็มีโอกาสที่ค่อนข้างดีในจุดตรงนี้ มีอิสระพอสมควรในการเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
อย่างไรก็ตามวันวาเลนไทน์ปีนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่เป็นคนรักอยู่ในขณะนี้อาจจะนำไปสู่การแต่งงาน แต่ถ้าคิดว่าอยากจะแต่งงานก็ขอให้พิจารณาและไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงาน
บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล