น้องพิมเป็นอะไรกันแน่

พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล

“คุณหมอคะ กรุณาด้วยนะคะ” เป็นประโยคที่คนเป็นหมอได้ยินอยู่เสมอ ด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบใจที่ได้ทำประโยชน์ให้กับทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว แต่ครั้งนี้ผู้เขียนในฐานะจิตแพทย์เด็กรับฟังด้วยความรู้สึกเห็นใจผู้เป็นแม่ แม่มาด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับลูกสาวคนเดียวของครอบครัว น้องพิมอายุ 18 ปี เคยเรียนหนังสือในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี น้องพิมขี้อาย แต่ก็เข้ากับเพื่อนได้ดี ทุกอย่างดูราบรื่น ดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งตอนเริ่มเข้าเรียนชั้น ม. 4 น้องพิมดูเงียบลง หน้าตาเรียบเฉย พูดน้อย ตอบคำถามสั้นๆ ห้วนๆ ชอบเก็บตัวอยู่ในห้องนอน คนในครอบครัวก็ไม่รู้ว่าน้องพิมทำอะไรอยู่ในห้องคนเดียว ชวนออกไปนอกบ้านน้องพิมก็ปฏิเสธหมด ไม่ยอมไปกินข้าวนอกบ้าน ไม่ไปบ้านญาติ เพื่อนโทรศัพท์มาน้องพิมก็ไม่รับ ไม่ออกไปไหน จนกระทั่งเพื่อนเริ่มหายออกไปจากชีวิตของน้องพิม

เทอมที่สองของชั้น ม. 4 น้องพิมเริ่มมีท่าทางแปลกๆ ที่โรงเรียน น้องพิมเดินก้มหน้าไม่พูดกับใคร ในห้องเรียนก็ก้มหน้านิ่ง ครูเรียกถาม น้องพิมก็เงยหน้ามองนิ่งเฉย ตอบคำถามบ้างแต่ส่วนใหญ่จะไม่ตอบ เพื่อนเริ่มซุบซิบเรื่องของน้องพิม จนครูต้องเชิญผู้ปกครองมาพบว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนไม่มีปัญหาอะไรที่พอจะอธิบายได้ว่าน้องพิมเป็นอะไร ทางโรงเรียนแนะนำให้พาน้องพิมไปพบจิตแพทย์ แต่พ่อและแม่ยังลังเลใจ

ปิดเทอมแล้ว น้องพิมก็ยังเป็นเหมือนเดิม ไม่ไปไหน ไม่พูดกับใครแม้แต่กับคนในบ้าน แทบไม่ออกจากห้องนอน จนเปิดเทอม ซึ่งน้องพิมไม่ยอมไปโรงเรียนอีกเลย คราวนี้พ่อและแม่ตัดสินใจไปพบหมอ แม่ไม่แน่ใจว่าน้องพิมเป็นอะไร รู้แต่ว่าต้องกินยา เพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกน้องพิมดูเหมือนว่าจะแจ่มใสขึ้น แต่แล้วก็ซึมลงอีก น้องพิมไม่เคยวุ่นวายเลย ตื่นนอนแล้วก็เก็บตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหน ออกมารับประทานอาหารแล้วก็กลับเข้าห้องอีก บางช่วงน้องพิมดูกระวนกระวายเดินวนเวียนอยู่ในห้อง พูดบ่นพึมพำคนเดียว แม่ไปพบหมออีกหลายคนเปลี่ยนกันไป แต่น้องพิมก็ยังดูเหมือนจะไม่ต่างไปจากเดิม บางช่วงพูดคุยได้ดีขึ้น บางช่วงซึมลง เก็บตัว น้องพิมเป็นอะไรไป “คุณหมอคะ กรุณาด้วยนะคะ ช่วยทำให้น้องพิมกลับไปเหมือนเดิมด้วยค่ะ”

อาการของน้องพิมนั้น จิตแพทย์ทุกคนคงให้ความเห็นกับแม่ได้ตรงกันว่าเป็นอาการทางจิต น้องพิมเริ่มแสดงอาการระยะแรกของโรคจิตตั้งแต่ช่วง ม. 4 เทอมต้น แต่ช่วงแรกเป็นเรื่องยากที่พ่อแม่จะทำใจรับได้ว่าเด็กผิดปกติ จึงมักจะรอดูจนกว่าความผิดปกติเด่นชัดขึ้น ซึ่งจะพบบ่อยว่าเด็กมีปัญหาที่โรงเรียนจนไม่ยอมไปโรงเรียน ลักษณะอาการทางจิตในช่วงแรกอาจไม่รุนแรง โดยอาจมีความเสื่อมลงทีละน้อย บางช่วงอาการจะคงที่ บางช่วงจะดูแย่ลง อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยยาให้เร็วที่สุดจะสามารถช่วยลดการเสื่อมลงได้

จากการที่เด็กมีอาการไม่คงที่ ร่วมกับความคาดหวังของพ่อแม่ที่มักคิดว่าเด็กจะกลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม ทำให้พ่อแม่ลองเปลี่ยนที่รักษาไปเรื่อยๆ ซึ่งจะมีผลต่อความต่อเนื่องของการรักษา หากพบผู้ป่วยเช่นนี้ไม่นานพอ แพทย์จะประเมินได้ยากว่าควรปรับเปลี่ยนยา หรือเพิ่มขนาดยาขึ้นดี เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนที่รักษา ก็จะมีการเริ่มต้นกันใหม่

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกวัย 18 ปี การยอมรับว่าลูกไม่ปกติ โดยเฉพาะไม่ปกติทางจิตนั้น เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากยิ่ง พ่อแม่จะหวังเสมอว่าลูกไม่เป็นโรคจิต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมยังไม่ยอมรับอาการป่วยทางจิต สมัยก่อนมักโทษกันว่าเป็นเพราะพ่อแม่กดดันลูก ทอดทิ้งลูก ทำลูกเกิดอาการทางจิต ซึ่งทำให้พ่อแม่รับไม่ได้ หรือบางคนก็รู้สึกผิดรุนแรง ปัจจุบันนี้เราทราบกันแล้วว่าโรคนี้เป็นจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง

อาการของโรคในวัยรุ่นมักขึ้นๆ ลงๆ บางครั้งก็เหมือนจะปกติ แต่แล้วก็มีอาการอีก ทำให้พ่อแม่วุ่นวายใจ ไม่รู้จะแก้ปัญหา หรือช่วยเหลือลูกอย่างไรดี ส่วนใหญ่จะเริ่มรักษาได้คงที่ก็เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปีแล้ว พ่อแม่จะผ่านประสบการณ์ในการรักษา เข้าใจลักษณะความเป็นไปของโรค จนแน่ใจว่าตนเองมาถูกทางแล้ว

พ่อแม่มีส่วนสำคัญมากในการรักษาของลูก พ่อแม่ที่ยอมรับลูกได้เร็ว จะช่วยลูกได้มาก เวลาที่ไม่ยอมรับว่าลูกผิดปกติ โดยเฉพาะพ่อ หลายคนจะมองข้าม พยายามบอกว่าลูกไม่เป็นอะไรแค่เก็บตัวนิดหน่อย (ความจริงเก็บตัวขนาดไม่ออกจากห้อง ไม่ยอมไปไหน คงไม่เรียกว่านิดหน่อย) ซึ่งลักษณะแบบนี้เราเรียกว่าเป็นกลไกทางจิตแบบปฏิเสธความเป็นจริง ในขณะที่แม่มักจะวิตกกังวลกับความผิดปกติของลูก หลายคนจมอยู่กับความผิดหวัง มีแต่ความเศร้าใจ จนบางครั้งอาจเกิดความรู้สึกหดหู่จนเกินกว่าจะมีกำลังใจดูแลลูก

กรณีที่มีลูกป่วยทางจิต ทั้งพ่อและแม่จะต้องเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา ส่วนใหญ่พ่อมักจะจัดการกับอารมณ์ผิดหวังได้ดีกว่าแม่ มีความมั่นคงทางอารมณ์กว่า พ่อจะสามารถช่วยลดความกังวลใจของแม่ได้อย่างมาก ทำให้แม่มีกำลังใจดูแลลูก กระตุ้นให้ลูกมีกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจวัตรประจำวัน พ่อกับแม่ควรปรึกษากันเรื่องการรักษาร่วมกันกับแพทย์ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งให้ทำไปตามลำพัง

สุดท้าย พ่อแม่ต้องอยู่กับความเป็นจริง และในขณะเดียวกันก็ไม่สูญสิ้นความหวังกับอาการของลูก

รู้จัรคจิตเภ

สาเหตุ

เชื่อว่าโรคนี้เป็นจากสารเคมีในสมองที่ชื่อว่าโดปามีน (dopamine) ในบางบริเวณของสมอง มีการทำงานมากเกินไป

อาการของโรคที่สำคัญมี 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มมีอาการ และระยะอาการกำเริบ

ระยะเริ่มมีอาการ เป็นระยะเริ่มมีอาการน้อยๆ การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป มักมีปัญหาในด้านหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือด้านสัมพันธภาพ การเรียนหรือการทำงาน

เริ่มแรกส่วนใหญ่เก็บตัวมากขึ้น เดิมวันหยุดเคยออกไปกับเพื่อนก็กลายเป็นไม่ไปไหน อาจขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง จะพบคนในบ้านก็ต่อเมื่อถึงเวลากินข้าว อาจหันไปสนใจเรื่องทางด้านปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา หรือเรื่องของไสยศาสตร์ หากเป็นนักเรียนผลการเรียนเริ่มตกต่ำลง ครูอาจรายงานว่าเด็กมักเหม่อลอย หรือไม่ค่อยสนใจเรียน เพื่อนๆ มีความรู้สึกว่าผู้ป่วยห่างไปจากกลุ่ม มีความคิด คำพูด หรือบางครั้งมีพฤติกรรมที่ดูแล้วแปลกๆ แต่ก็ไม่ถึงกับผิดปกติชัดเจน ระยะนี้อาจนานเป็นเดือนๆ ถึงเป็นปี

ระยะอาการกำเริบ ระยะนี้ความผิดปกติจะมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการโรคจิตเช่น อาการหลงผิด หูแว่ว วุ่นวาย ก้าวร้าว หรือพูดแล้วคนอื่นฟังไม่เข้าใจ จะเด่นชัด

การรักษา

  1. การรักษาด้วยยา เป็นการรักษาหลักเพื่อปรับสารสื่อประสาทที่ผิดปกติ
  2. การให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแล ทั้งทางด้านการกินยา การกระตุ้นให้มีกิจกรรมทางสังคม และการช่วยเหลือทางจิตใจ
  3. การรักษาอื่นๆ เช่น กลุ่มบำบัด
  4. บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล