การช่วยคู่สมรสในภาวะวิกฤต

พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล

การช่วยคู่สมรสในภาวะวิกฤต จริงๆ แล้วโดยธรรมเนียมไทย เรามักไม่ค่อยเอาเรื่องในครอบครัวออกมาพูดกัน แต่ในความเป็นจริงอีกเช่นเดียวกันเราจะพบว่า ในระบบของครอบครัวไทยนั้น เราจะมีคนที่อยู่นอกครอบครัว เข้ามามีส่วนในการช่วยเหลือครอบครัวมากทีเดียว โดยเฉพาะชีวิตสมรสที่อยู่ในครอบครัวขยาย พ่อแม่ก็มักจะยังเข้ามาช่วยเหลือลูกที่อยู่ในชีวิตสมรส เข้ามาช่วยแก้ปัญหา หรือเพื่อนๆ ที่เป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมกันหรือผู้ร่วมงานที่ใกล้ชิดกันมากๆ ก็มักที่จะมีโอกาสที่จะได้ช่วยเหลืออยู่เสมอ และในทางกลับกัน หากคุณเห็นคู่สมรสคู่ใดที่เป็นเพื่อนสนิทของคุณ เป็นญาติสนิทของคุณ กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ขอให้ตั้งใจช่วยเขาด้วย เพราะถึงตรงจุดนั้น บางทีคู่สมรสทั้งคู่ อาจจะหาทางออกที่ดีให้กับตนเองไม่ได้แล้ว

ปัญหาในครอบครัวนั้นความจริงขึ้นกับว่าปัญหาจะเป็นที่จุดใด ปัญหาที่เราพบบ่อยๆ อาจจะเป็นปัญหาเรื่องการดูแลลูก เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่ายกว่าในการปรึกษากับคนอื่น แต่อีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาระหว่างคู่สมรสเอง ก็คือเป็นปัญหาของสามีภรรยานั่นเอง เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากใจที่จะปรึกษาคนอื่น แต่บางทีหลายๆ ท่านอาจจะมีโอกาสได้ให้คำปรึกษาปัญหาของคู่สมรสอย่างนี้

โดยทั่วไปเวลาที่คู่สมรสมาขอความช่วยเหลือหรือขอคำแนะนำ ก็เป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็พร้อมใจกันที่จะขอคำปรึกษา เช่นถ้ามีคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นผู้ใหญ่อยู่ในบ้าน บางทีทั้งคู่อาจจะพร้อมใจกันอยากให้พ่อกับแม่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในชีวิตสมรสของตัวเอง ตรงนี้ก็เป็นเรื่องไม่ยากนัก แต่ถ้าเกิดเพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้น ตรงนี้ก็คงจะต้องพิจารณาให้ดีว่าเราจะเข้าไปแก้ปัญหาในชีวิตสมรสนี้อย่างไร

ความจริงข้อหนึ่งที่เราควรจะต้องตระหนักก็คือ เมื่อเวลาที่คู่สมรสพูดถึงปัญหาต่างฝ่ายต่างมักจะมองแต่ในข้อดีของตนเอง แต่มองไม่เห็นข้อเสียของตน และในทางกลับกันก็มักจะต่อว่าหรือโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นธรรมดา เวลาที่คู่สมรสเข้ามาขอความช่วยเหลือ เขาก็อยากให้ผู้ให้ความช่วยเหลือนั้นเห็นความสำคัญของเขา เพราะฉะนั้นเขาก็จะพูดถึงอีกฝ่ายหนึ่งในลักษณะที่ไม่ดีต่างๆ นานา

ถ้าคุณไม่ได้ใกล้ชิดกับครอบครัวนั้นโดยตรง หรือคุณมีโอกาสได้รู้จักคู่สมรสเพียงคนเดียว โดยไม่รู้จักอีกฝ่ายหนึ่ง คุณควรจะรับฟังโดยไม่คล้อยตามและพลอยตำหนิไปด้วย เพราะถ้าคุณเกิดความรู้สึกอย่างนี้คุณจะมองปัญหาได้ยากขึ้น เพราะเรื่องที่เล่าทั้งหมดเป็นไปภายใต้อารมณ์ที่มีความรู้สึกไม่พอใจต่อกัน มองไม่เห็นแง่มุมอื่นๆ ในชีวิตสมรส

การรับฟังด้วยใจที่เป็นกลางจะช่วยทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ปัญหาที่นำมาพูดคุยกันอาจไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง เพราะหลายๆ ครั้งปัญหาที่แท้จริงอาจจะถูกซุกซ่อนอยู่ เนื่องจากว่าไม่สามารถยอมรับได้ หรือบางทีปัญหาที่แท้จริงเป็นเรื่องที่เปิดเผยได้ยาก เช่นปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศต่อกัน อาจจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากที่จะเล่าให้ผู้อื่นฟัง เวลาเล่าจึงเล่าถึงปัญหาอื่นๆ มากมายไปหมด แล้วก็ดูเหมือนแก้ไม่ได้ เพราะปัญหาที่เป็นความขัดแย้งที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายในไม่ได้รับการพูดถึง ไม่แก้ไขปัญหาที่มีต่อกัน

ประการต่อไป ถ้าคุณได้รับคำปรึกษาในเรื่องปัญหาสมรส อย่ามองปัญหาว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย บางทีคุณอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ตามความรู้สึกของคุณ เราไม่ควรใช้ประสบการณ์ในการตัดสินคู่สมรส ถ้าเราเอาความรู้สึกของเราเข้าไปตัดสินว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องไม่สำคัญ เป็นเรื่องที่ไม่เป็นสาระพอที่จะนำมาทะเลาะเบาะแว้งกัน ผู้ที่จะปรึกษาก็คงรู้สึกลำบากใจ เพราะรู้สึกว่าไม่สามารถทำความเข้าใจกันได้ ปัญหาที่แต่ละคนให้ความสำคัญคงไม่เหมือนกัน แต่การที่เขาทุกร้อนใจกับเรื่องนี้ จนกระทั่งพยายามหาคนที่จะพูดด้วย แสดงให้เห็นว่าความหมายของเรื่องนี้มีความหมายต่อตัวของเขาเอง

อีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องจริงๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ อาจจะไม่ใช่เรื่องแรกที่เขาพูดถึง เพราะฉะนั้นถ้าเราให้ความสำคัญกับปัญหาที่เขานำเสนอมา แล้วก็ค่อยๆ ติดตามเรื่องราวไปเราอาจค้นพบเรื่องบางเรื่องที่มีความสำคัญที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องที่คุณดูเหมือนไม่สำคัญอันนั้น

การให้ความสำคัญกับเรื่องราวที่เขาเล่ายังเป็นการทำให้เขารู้สึกมีความอบอุ่นใจและมีกำลังใจว่ามีคนที่พร้อมจะให้การช่วยเหลือเขาได้ แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่าต้องหลีกเลี่ยงการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตลอดเวลา เป็นไปได้มากเลย โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นญาติสนิทกัน หรือเป็นเพื่อนสนิทกัน คุณคงอดไม่ได้ที่จะเข้าข้างฝ่ายที่เป็นญาติของคุณหรือเพื่อนของคุณ ตรงนี้คงจะทำให้คุณแก้ปัญหาได้ยาก เพราะถ้าคุณเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คุณจะเริ่มมีความรู้สึกและอารมณ์ร่วมไปกับเขา คุณก็เริ่มมองในมุมเดียวกับที่เขาเป็น และในที่สุดคุณก็จะวนอยู่ในปัญหาที่เขาทั้งสองคนขัดแย้ง เหมือนกับที่เขาวนอยู่ในปัญหาที่ตนเองขัดแย้งมา จนกระทั่งต้องออกมาหาคนช่วย

การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นอาจจะใช้ได้บ้าง เพียงแค่ให้ได้รู้สึกว่า เขามีกำลังใจว่าเราสนับสนุนเขา แต่ไม่ควรจะแสดงออกอย่างชัดเจน หรือเอาความรู้สึกเข้าไปจับจนกระทั่งเราไม่สามารถไตร่ตรองเรื่องที่เขาพูดได้ด้วยใจที่เป็นกลาง อย่างที่บอกว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะต่างฝ่ายต่างโจมตีกันหรือเรื่องที่เล่าอาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปตามความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ ก็อาจจะมองหรือจับความรู้สึกไปอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้จริงๆ

ในกรณีอย่างนี้จะเห็นได้ว่าเวลาที่คู่สมรสเข้ามาขอคำปรึกษาก็จะมีการโจมตีกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นยิ่งถ้าคุณเข้าข้างก็จะยิ่งเป็นการโจมตีฝ่ายหนึ่งมากขึ้น หรือบางทีคุณอาจจะช่วยผสมโรงหรือประกอบไปในการโจมตี เพราะฉะนั้นอาจได้เพียงความรู้สึกว่ามีแนวร่วม แต่ในที่สุดเขาก็คงกลับไปโดยไม่ได้อะไรเลยในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการลำเอียงเข้าข้างคู่สมรส จะต้องพยายามตั้งใจอยู่เสมอที่จะรับฟังเรื่องราวที่คู่สมรสเล่าให้ฟัง แล้วก็พยายามคิดพิจารณาว่าเป็นไปได้ไหม คือคุณพยายามช่วยเขาคิดในมุมมองอื่นๆ ที่กว้างขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แปลว่าคุณทดสอบเขาตลอดเวลา เหมือนกับไม่ยอมรับเรื่องที่เขาเล่า เหมือนกับว่าเรื่องที่เขาเล่าไม่จริงอยู่เสมอ ถ้าเรารับฟังด้วยความรู้สึกว่าเรายอมรับในเรื่องที่เขาเล่า แต่ในขณะเดียวกัน เราลองพยายามหาแง่มุมอื่นหรือลองมองจุดอื่นๆ ที่อาจจะเป็นไปได้ร่วมไปด้วย ก็อาจจะช่วยทำให้เห็นแง่มุมของปัญหาที่ต่างออกไปจากที่คู่สมรสกำลังมองเห็นอยู่

การที่เราเข้าไปช่วยเหลืออย่างนี้คงจะต้องอาศัยการพูดจากันที่จะทำให้คู่สมรสยุติการถกเถียงกันลงบ้าง หลายคู่คงทะเลาะกันมามากพอ และเมื่อยิ่งทะเลาะกันก็มีเรื่องให้ทะเลาะกันมากยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าไม่ยุติเรื่องการทะเลาะกันบ้าง บางทีแทบไม่มีเวลาว่างเหลือพอที่จะมาคิดหรือมาพิจารณาเรื่องอะไรได้เลย เพราะทุกครั้งที่เริ่มต้นก็ทะเลาะกันตลอดไป ลองค่อยๆ ช่วยให้ทั้งสองฝ่าย ค่อยๆ ควบคุมอารมณ์ ลดเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันลงบ้าง พยายามยุติการทะเลาะกันลง อาจจะช่วยทำให้ทั้งสองฝ่ายหันมามองเรื่องราวต่างๆ หรือค่อยๆ มีเวลาที่จะทำให้อารมณ์ของตัวเองอยู่ในสภาพปกติ สังเกตเรื่องราวหรือเรื่องที่เกิดขึ้น ช่วยกันคิดมองมุมอื่นๆ ที่มากขึ้น อาจจะช่วยทำให้ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยมองมาก่อน แล้วทำให้อารมณ์ที่มีต่อกันค่อยๆ ลดลง

เรื่องของอดีตเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว อดีตบางทีเป็นประโยชน์ต่อการขัดแย้งกันของชีวิตสมรส ถ้ามองกลับไปแล้วรู้สึกว่าความที่เรารักกันมานานหรือเราใช้ชีวิตร่วมกันเป็นระยะเวลายาวนาน บางทีก็ทำให้คู่สมรสหลายคู่ค่อยๆ มีกำลังใจที่จะแก้ปัญหาของตนเอง โดยนึกถึงความสุขและความพึงพอใจที่เคยมีต่อกันในอดีต แต่ถ้าการมองอดีตนั้นเป็นการมองเรื่องที่ผ่านมา ที่เคยเกิดขึ้นและจบไปแล้ว หรือกลับไปซ้ำอยู่ที่เรื่องเดิมเสมอ ทุกครั้งที่ทะเลาะกันก็ยกเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาต่อว่ากันทุกครั้งไป อย่างนี้อดีตคงไม่มีประโยชน์กับความขัดแย้งอันนี้

หลายๆ ครั้งต้องยอมรับว่าเรื่องบางเรื่องจบไปแล้วในอดีต ถ้าหลายคนตัดใจเรื่องบางเรื่องในอดีตได้ และเริ่มต้นมามองชีวิตในปัจจุบันที่มีต่อกันของคู่สมรส หลายคนจะเริ่มมีอารมณ์ที่สงบลง อย่าเอาเรื่องในอดีตมาบดบังจนไม่สามารถใช้ชีวิตในปัจจุบัน แม้ว่าเหตุการณ์ในอดีตบางอย่างอาจจะเป็นเครื่องยืนยันที่บอกภาวะในปัจจุบันก็ตามที แต่การใช้ชีวิตสมรสร่วมกันต่อไป ถ้าสามารถที่จะยอมรับซึ่งกันและกันได้ ก็จะเป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้ามองแต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต ความยอมรับซึ่งกันและกันก็คงจะน้อย การมาเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ก็คงเป็นสิ่งหนึ่งที่คู่สมรสหลายๆ คู่พยายามที่จะลืมเรื่องที่ผ่านมา แล้วลองมาตั้งต้น เริ่มต้นชีวิตใหม่กัน พยายามที่จะนึกถึงแต่ความดีงามที่ต่างฝ่ายต่างเคยทำให้แก่กันและกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในคู่สมรสแต่ละคู่นั้นมีลักษณะเฉพาะตัว ไม่สามารถใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งแก้ปัญหาได้ มิได้แปลว่าในปัญหาเดียวกันจะสามารถใช้วิธีเดียวกันกับคู่สมรสทุกคู่ไป เช่น ถ้ากรณีที่สามีนอกใจไม่ได้แปลว่าวิธีแก้ปัญหานั้นมีวิธีเดียว คือต้องอยู่ด้วยกันต่อไป หรือวิธีแก้ปัญหามีเพียงแค่จะต้องแยกทางกัน เราจะเห็นว่าในเรื่องของการสมรส มันมีปัญหาหรือการแก้ปัญหาหลายหนทาง แต่ละวิธีการ แต่ละหนทาง ก็เหมาะกับคู่สมรสแต่ละคู่ไม่เหมือนกัน ไม่สามารถเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง แล้วบอกว่าใช้ได้กับคู่สมรสทุกคู่ไป

การให้คำปรึกษาต้องค่อยๆ ฟังและติดตามเรื่องราว ทำความเข้าใจคู่สมรสแต่ละคู่ว่า ลักษณะแบบไหนจึงจะเหมาะ หรือการแก้ปัญหาแบบไหนจึงจะเป็นไปได้ในคู่สมรสของเขา ที่สำคัญก็คือควรกระตุ้นให้ฝ่ายของคู่สมรสเป็นคนคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง ว่าวิธีไหนที่เขาคิดว่าเขาสามารถทำได้หรือเขาสามารถแก้ปัญหาได้ ผู้ที่รับฟังเพียงแต่ให้กำลังใจหรือสนับสนุนให้ทำตามที่คิดตามที่เลือก ก็จะช่วยเขาไปได้ระดับหนึ่ง

ในกรณีที่คุณมีปัญหาในเรื่องของความที่ไม่ใกล้ชิดกันหรือความที่อาจจะยังรู้จักคู่สมรสได้ไม่ดี ตรงนี้ก็อย่าเพิ่งกังวลใจ ความจริงถ้าคุณมีทีท่าของการรับฟังที่ดีและไม่พยายามเข้าไปตัดสินผิดถูกในเรื่องที่เขาเล่า จริงๆ แล้วคู่สมรสจะค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วคุณจะพบว่าคุณจะเริ่มเข้าใจเขามากขึ้น คุณจะเริ่มเห็นปมปัญหาบางอย่างที่แม้แต่คู่สมรสเองก็อาจจะไม่รู้ว่าภายใต้ชีวิตสมรสและการทะเลาะเบาะแว้งที่ผ่านกันมายาวนานก็ได้ซ่อนปมบางอย่างที่เป็นความขัดแย้งกันเอาไว้ภายใน จนกระทั่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าเรื่องอะไรก็ทะเลาะกันได้หมด หรือจับไม่ได้เลยว่าจริงๆ แล้วที่ทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะเราไม่ชอบพอกันในเรื่องอะไร

การที่เราเข้าไปมีส่วนในชีวิตสมรสต้องระวังอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับท่านที่เป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว ก็คือการที่พยายามบังคับให้คู่สมรสต้องทำตามวิธีการที่เราเห็นชอบ หรือเรารู้สึกว่าน่าจะแก้ปัญหาได้ บ่อยครั้งทีเดียวความที่เราถือว่าเราอาจจะเป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว เช่น เป็นพ่อหรือแม่ของคู่สมรส เราอาจจะใช่วิธีบังคับว่า ให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจเรา

ตรงนี้เป็นข้อควรระมัดระวังทีเดียว เพราะว่าชีวิตสมรสก็เป็นชีวิตของเขา ชีวิตแต่งงาน ชีวิตครอบครัว ก็เหมือนกัน เขามีครอบครัวของตัวของเขาเอง เขาเพียงแต่ต้องการที่ปรึกษาและผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือ ถ้าเราใช้ความมีอำนาจเหนือกว่า พยายามบีบบังคับ บางทีเป็นเรื่องลำบากใจและทำให้ชีวิตสมรสยิ่งมีความยุ่งยากมากขึ้น บางทีผู้ใหญ่ก็บังคับ บอกว่าจะต้องเลิกกัน ก็อาจจะเป็นทางออกบางอย่างที่เรารู้สึกว่าควรจะเป็นอย่างนั้น แต่คู่สมรสอาจจะทำไม่ได้หรือเราอาจจะบังคับให้ใช้ชีวิตสมรสอยู่ไปด้วยกัน ทั้งๆ ที่คู่สมรสรู้สึกว่าไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้

ตรงนี้ถ้าคุณมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าคู่สมรสมาก ขอให้รับฟังและพยายามตั้งต้นจากปัญหาของเขา อย่างที่บอกว่าคู่สมรสควรจะเป็นฝ่ายที่คิดและตัดสินใจปัญหาของตัวของเขาเองได้ด้วยตัวของเขาเอง ไม่ใช่ว่าผู้ที่เรารับฟังเป็นคนกำหนดหรือไปกำหนดให้เขาทำอย่างอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจชอบของคนอื่น เพราะจริงๆ แล้วเขาเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตครอบครัวเขาต่อไป การที่เขาจะทำได้ไม่ได้ก็เป็นเรื่องของคู่สมรสเองด้วย นอกจากนี้ควรจะจัดการเฉพาะปัญหาที่เป็นความรุนแรง

บางทีการใช้อำนาจของผู้ใหญ่ก็เป็นประโยชน์บ้างในกรณีที่เป็นรุนแรง เพราะมีการลงมือลงไม้ใช้ความรุนแรงกัน คิดว่าตรงนี้ถ้าผู้ใหญ่เข้าไปช่วยโดยใช้ความมีอำนาจของผู้ใหญ่ในการยุติการทำร้ายร่างกายกันหรือการใช้ความรุนแรงในครอบครัวก็ถือว่ามีเป็นการใช้ความรุนแรงกับเด็กในครอบครัว เพราะเด็กจะไม่สามารถลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองได้ เราอาจจะต้องเข้าไปดูแลเพื่อช่วยลูกหลานที่อยู่ในครอบครัวบ้าง

คิดว่าสำหรับทุกท่านที่กำลังใกล้ชิดกับชีวิตสมรสที่มีความวิกฤตหรือมีปัญหาเกิดขึ้น ถ้ามีโอกาสก็ควรจะเข้าไปช่วยเหลือ เพราะว่าหลายครอบครัวอาจจะไม่อยู่ในภาวะที่จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าเราช่วยให้ครอบครัวที่มีความวิกฤติ สามารถแก้ปัญหาและฝ่าวิกฤตเหล่านี้ไปได้ด้วยตัวของเขาเองก็คงจะช่วยสร้างครอบครัวที่มีความมั่นคง มีความอบอุ่นใจ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กๆ อยู่ในครอบครัว ก็จะสามารถกลับไปทำหน้าที่ที่สำคัญ คือหน้าที่ในกระบวนการการพัฒนาเด็กให้มีความเติบโตสมกับวัยของเขา

บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล