เป้าหมายชีวิต

พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล

หนูนกเริ่มต้นพูดด้วยการระบายความอัดอั้นว่าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตตัวเอง อยากทำทุกอย่างที่ทุกคนในครอบครัวอยากให้ทำ รู้ว่าสิ่งที่ทุกคนบอกเป็นความหวังดี เป็นสิ่งที่ควรจะทำและน่าจะดีกับตัวนกเอง แต่ก็รู้สึกเหมือนถูกกดดัน เมื่อพบว่าทำไม่ได้อย่างที่คาดหวัง นกเรียนในมหาวิทยาลัย พยายามตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ช่วยทำงานให้กับครอบครัวอย่างที่ทุกคนอยากให้ทำ วันหนึ่งนกนั่งนิ่งอยากลงมือทำงานอย่างที่เคยทำ แต่ในสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำอะไรก่อนดี เหมือนตัวเองแปลกแยกออกจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ในความว่างเปล่ามีความรู้สึกเหมือนอะไรหนักๆกดทับบนตัว ในตอนนั้นนกรู้สึกกลัวจับใจ จนเวลาผ่านไปพักหนึ่งนกเริ่มรับรู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน กำลังจะทำอะไร แต่หลังจากวันนั้นนกไม่สามารถทำอะไรได้เลย ในใจมีความคิดกลับไปกลับมาระหว่างสิ่งที่ทุกคนบอกว่านกควรทำ กับสิ่งที่ตนเองรู้ว่าตนเองทำได้ไม่ดี อยากทำให้ดีอย่างที่ทุกคนอยากให้ทำแต่จะทำอย่างไรถึงจะดี

นกคงเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของคนที่สับสนว่าตนเองกำลังก้าวเดินไปทิศไหนดี และจะเดินอย่างมั่นคงไปสู่สิ่งที่หวังได้อย่างไร ความรู้สึกอย่างนี้เริ่มเกิดขึ้นกับคนเราเเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น วัยที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเรื่องชีวิต วัยที่มีความฝันถึงอนาคต แม้อนาคตจะยังอยู่ไกลแต่ก็มีความสุขกับฝันของตนเอง การมีเป้าหมายในชีวิตเป็นทั้งพลังในใจที่ทำให้หลายคนมุ่งมั่นกับวันนี้เพื่อรอเวลาที่จะถึงจุดหมายที่ตั้งใจ เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้กลับมาทบทวนและมองดูตัวเราเองว่าจากความฝันจะเป็นความจริงได้อย่างไร และเป็นเข็มทิศนำทางให้กับการเดินทางของชีวิต

ในช่วงต้นของวัยที่เริ่มมีความฝัน ความฝันอาจเปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านและพบว่าความฝันที่เคยตั้งใจไม่มีพลังพอสำหรับเราและมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่เป้าหมายของชีวิตเดิม เรื่องเปลี่ยนเป้าหมายเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ควรผ่านช่วงเวลาที่เราได้อยุ่กับความตั้งใจระยะเวลาหนึ่งจนค้นพบบางอย่างที่เปลี่ยนไปและอยากเปลี่ยนเป้าหมายไปด้วย ไม่ใช่เกิดเพราะไม่มีหลักจะยึด เป้าหมายเปลี่ยนไปรายวันตามอารมณ์ ขาดความมุ่งมั่นจริงจังกับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

ในวัยที่เริ่มตั้งเป้าหมายให้ตนเอง ที่มาของเป้าหมายในชีวิตมาทั้งส่วนที่เป็นความสนใจ ความใฝ่ฝันภายในใจของตัวเราเอง ซึ่งมีอิทธิพลมาจากสิ่งรอบข้าง ทั้งความคาดหมายของครอบครัว แบบอย่างที่เห็นในครอบครัวในสังคมที่ทำให้อยากจะเป็นอย่างคนที่เป็นฮีโรในใจ แต่ในที่สุดเป้าหมายควรจะเกิดจากการตัดสินใจของตัวเราเองว่าเราอยากเห็นตนเองเป็นอย่างไรในอนาคต อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนบางคนมีผลต่อการตั้งเป้าหมายของเราโดยเฉพาะคนในครอบครัว แต่มีเส้นแบ่งพื้นที่ระหว่างความต้องการของคนที่เรารักที่อยากจะให้เราเป็น กับความเป็นไปได้จริงและความรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่เราอยากผลักตัวเองไปให้ถึงเพื่อตัวเองจริงๆ ไม่ใช่เพื่อคนอื่นเท่านั้น แต่ถ้าคนที่สำคัญอย่างพ่อแม่ชื่นชมกับเป้าหมายของเราด้วย ก็จะเป็นพลังเสริมให้กับพลังใจของตัวเราเองต่อเป้าหมายที่ตั้งใจ ถ้าความคาดหวังหลักมาจากภายนอกตนเอง เป้าหมายเป็นไปเพื่อให้คนอื่นพอใจ ตัวเองไม่รู้สึกยอมรับเต็มร้อยกับเป้าหมาย ความรู้สึกสับสนสงสัยตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำเพื่ออะไร ทำไปทำไม จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่มีเรื่องรบกวนให้ไม่สบายใจ จะยิ่งเกิดอาการท้อถอย ไม่อยากต่อสู้พยายามที่จะทำเพื่อเป้าหมายที่ตั้งใจ

พ่อแม่จะแบ่งพื้นที่ความคาดหวังที่ดีกับลูกอย่างไร จึงจะพอดี ไม่กลายเป็นว่าความปารถนาที่ดีไปกดดันให้ลูกทำในสิ่งที่เขาไม่สามารถจะก้าวเดินต่อไป สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ตระหนักอยู่เสมอคือเรารักและปารถนาดี เราทำหน้าที่สนับสนุนให้โอกาสที่ดี ให้ลูกได้มีโอกาสค้นพบตัวเอง เห็นความสามารถ ความสนใจที่ตัวเองมี ใช้ความสามารถก้าวต่อไปจนสร้างเป็นเป้าหมายของตัวเขาเอง มากกว่าคำบอกที่ตามด้วยความรู้สึกว่าพ่อแม่คิดได้ดีกว่า มองอนาคตได้ดีกว่า ถ้าทำตามที่บอกจะดีกับลูกอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งก็น่าจะจริงถ้าทำได้อย่างไม่เกิดอาการสงสัยในตนเอง แต่ถ้าเป้าหมายที่ไม่เกิดขึ้นจากภายในตัว ในที่สุดจะทำให้รู้สึกว่าไม่ใช้สิ่งที่ต้องการแม้จะเป็นเป้าหมายที่ดีก็ตาม อาการแปลกแยกที่เกิดขึ้นกับนกเกิดจากความรู้สึกว่าตัวเองกับเป้าหมายชีวิตที่เป็นของตัวเองหายไป เหลือแต่ความไม่แน่ใจว่าถ้าไม่ทำอย่างที่คนอื่นบอกให้ทำจะยังมีอนาคตที่ดีหรือไม่ แต่สิ่งที่ทุกคนพยายามบอกให้ทำเป็นสิ่งที่นกไม่สามารถทำได้ดี ทุกคนผิดหวังเวลาที่นกทำไม่ได้ แต่นกผิดหวังมากกว่าที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง และขาดความเชื่อมั่นที่จะเดินต่อไปยังจุดหมาย

การกำหนดเป้าหมายให้กับตนเองมีทั้งเป้าระยะสั้นและเป้าระยะยาว เป้าระยะสั้นทำให้เรามองเห็นสิ่งที่ควรจะต้องทำชัดขึ้น การกำหนดเป้าหมายให้ชีวิตจะมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นความตั้งใจที่อยากจะทำให้สำเร็จในระยะเวลาที่ต้องการ เมื่อบอกเป้าหมายได้ บอกระยะเวลาที่ต้องการไปให้ถึงได้ สิ่งที่ตามมาคือการวางแผนให้ไปให้ถึง ต้องหันกลับมาประเมินสิ่งที่มีในตัวเอง และสิ่งที่น่าจะพัฒนาเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้

บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล