เกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคตามระบบ DSM-IV
แปลโดย ปราโมทย์ สุคนิชย์, มาโนช หล่อตระกูล
โฮมเพจนี้ตัดตอนจาก หนังสือ เกณฑ์การวินิจฉัยโรคตามระบบ DSM-IV โดย ผศ.นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์ และรศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
คำเตือน
เกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าว ใช้เพื่อช่วยให้ผู้ตรวจรักษาและผู้ค้นคว้าวิจัยมีความเห็นตรงกันมากขึ้น ผู้ใช้ต้องผ่านการฝึกฝนโดยเฉพาะทางด้านคลินิก ทั้งในแง่ของความรู้ทางทฤษฎี และทักษะทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถใช้เกณฑ์ดังกล่าวได้ถูกต้อง
จุดมุ่งหมายของ DSM-IV คือ เพื่อบ่งบอกลักษณะที่ชัดเจนของการวินิจฉัยความผิดปกติกลุ่มต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทั้งผู้ตรวจรักษาและผู้ค้นคว้าวิจัยสามารถใช้เพื่อการวินิจฉัย ติดต่อสื่อสาร ศึกษา และดูแลรักษาผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตเวชต่างๆ ได้ พึงเข้าใจว่าการวินิจฉัยบางกลุ่มในนี้ เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการแพทย์และทางการวิจัย มิได้บ่งว่าภาวะเหล่านี้เข้าได้กับเกณฑ์กำหนดทางกฎหมายหรือด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากทางการแพทย์ในการที่จะบอกว่าผู้นั้นเจ็บป่วยทางจิตใจ เป็นโรคทางจิตเวช หรือมีความบกพร่องทางจิต ความเห็นทางด้านการแพทย์และการศึกษาวิจัยซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดเอาภาวะเหล่านี้ทั้งหมดมารวมไว้ในความผิดปกติทางจิตเวช อาจไม่ตรงกับความคิดเห็นทางด้านกฎหมายไปทุกเรื่อง ตัวอย่างเช่น ในประเด็นของ การรับผิดชอบของบุคคล การทุพพลภาพ และการไร้ความสามารถ

Adjustment Disorders ภาวะการปรับตัวผิดปกติ
Alcohol-Related Disorders ความผิดปกติที่สัมพันธ์กับการดื่มสุรา
Amphetamine Related Disorders ความผิดปกติที่สัมพันธ์กับแอมเฟตามีน
Anorexia Nervosa โรคกลัวอ้วน
Antisocial Personality Disorders
Asperger’s Disorder โรคแอสเปอร์เจอร์
Attention Deficit Hyperactivity Disorder โรคสมาธิสั้น
Autistic Disorder โรคออทิสติก
Avoidant Personality Disorders
Bipolar Disorder โรคอารมณ์สองขั้ว
Body Dysmorphic Disorder โรคคิดว่ารูปร่างผิดปกติ
Borderline Personality Disorders บุคลิกภาพผิดปกติแบบเจ้าอารมณ์
Breath-Related Sleep Disorder ความผิดปกติทางการนอนที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ
Brief Psychotic Disorder โรคจิตระยะสั้น
Bulimia Nervosa โรคกินแล้วล้วงคอ
Caffeine Intoxication ภาวะเป็นพิษจากคาเฟอีน
Cannabis Intoxication ภาวะเป็นพิษจากกัญชา
Circadian Rhythm Sleep Disorder ความผิดปกติทางการนอนที่เกี่ยวข้องกับจังหวะการนอน
Cocaine Related Disorder ความผิดปกติที่สัมพันธ์กับโคเคน
Conduct Disorder โรคพฤติกรรมเป็นปัญหา
Conversion Disorder โรคอุปาทานทางกาย
Cyclothymic Disorder โรคอารมณ์ซึมเศร้าสลับคึกคักแบบอ่อนๆ
Delirium ภาวะเพ้อ
Delusional Disorder โรคจิตหลงผิด
Dementia โรคสมองเสื่อม
Dependent Personality Disorders
Dysthymic Disorder โรคซึมเศร้าเรื้อรังแบบอ่อนๆ
Dyspareunia การปวดอวัยวะเพศที่เกี่ยวข้องกับการร่วมเพศ
Encopresis การถ่ายอุจจาระในสถานที่ไม่สมควร
Enuresis ปัสสาวะราด
Factitious Disorder โรคแสร้งป่วย
Female Orgasmic Disorders การที่ไม่บรรลุจุดสุดยอดหรือถึงช้า ในเพศหญิง
Female Sexual Arousal Disorders การตอบสนองต่อการตื่นตัวทางเพศผิดปกติ
Gender Identity Disorder การสับสนทางเพศ
Generalized Anxiety Disorder โรคกังวลไปทั่ว
Histrionic Personality Disorders บุคลิกภาพผิดปกติแบบต้องการให้คนสนใจ
Hypoactive Sexual Desire Disorders ความต้องการทางเพศน้อย
Hypochondriasis โรคหมกมุ่นกลัวตนเองเป็นโรคร้ายแรง
Learning Disorders ความผิดปกติทางการเรียน
Major Depressive Disorder โรคซึมเศร้า
Male Erectile Disorders นกเขาไม่ขัน
Male Orgasmic Disorders ไม่ถึงจุดสุดยอดในชาย
Mental Retardation ปัญญาอ่อน
Narcissistic Personality Disorders บุคลิกภาพผิดปกติแบบหลงตัวเอง
Narcolepsy จู่ๆ หลับแบบฝืนไม่ได้
Nightmare Disorder ฝันร้าย
Obsessive-Compulsive Disorders โรคย้ำคิดย้ำทำ
Obsessive-Compulsive Personality Disorders บุคลิกภาพผิดปกติแบบย้ำคิดย้ำทำ
Opioid Related Disorders ความผิดปกติที่สัมพันธ์กับสารอนุพันธ์ฝิ่น
Pain Disorder โรคปวด
Opioid Related Disorders ความผิดปกติที่สัมพันธ์กับสารอนุพันธ์ฝิ่น
Panic Disorder and Agoraphobia โรคแพนิก โรคตื่นตระหนก
Paranoid Personality Disorders บุคลิกภาพผิดปกติแบบหวาดระแวง
Paraphilia กามวิตถาร
Personality Disorders บุคลิกภาพผิดปกติ
Posttraumatic Stress Disorder ภาวะสะเทือนชวัญหลังเหตุการณ์รุนแรง
Premature Ejaculation ภาวะหลั่งเร็ว
Primary Hypersomnia ภาวะนอนมาก
Primary Insomnia ภาวะนอนไม่หลับ
Schizoid Personality Disorders บุคลิกภาพผิดปกติแบบแยกตัว
Schizophrenia โรคจิตเภท
Schizotypal Personality Disorders บุคลิกภาพผิดปกติแบบจิตเภท
Sedative Related Disorders ความผิดปกติที่สัมพันธ์กับยานอนหลับ
Selective Mutism ภาวะไม่พูดกับบางคน
Sexual Aversion Disorders ภาวะขยะแขยงเรื่องเพศ
Sleep Terror Disorder ภาวะกรีดร้องขณะหลับ
Sleepwalking Disorder ละเมอเดิน
Social Phobia โรคกลัวสังคม
Somatization Disorder โรคมีอาการทางกายต่างๆ นานนา โดยที่ไม่พบความผิดปกติทางกายอะไร
Specific Phobia โรคกลัว
Substance Abuse ภาวะใช้สารในทางผิด
Substance Dependence ภาวะติดสาร
Substance Intoxication ภาวะเป็นพิษจากสาร
Substance Withdrawal ภาวะขาดสาร
Tic Disorders โรคติ๊ก
Vaginismus ภาวะช่องคลอดเกร็งตัวขณะร่วมเพศ
Acute Stress Disorder
A. ผู้ป่วยเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ โดยประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ทั้งสองข้อ
- ผู้ป่วยเป็นผู้ที่ได้รับ พบเห็น หรือเผชิญกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือคุกคามต่อชีวิต หรือการบาดเจ็บสาหัส หรือคุกคามต่อสภาพร่างกายของตนเองหรือบุคคลอื่น
- ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วยประกอบด้วย ความหวาดกลัวอย่างรุนแรง ความรู้สึกหมดหนทาง หรือ ความหวาดผวา
B. ขณะประสบหรือหลังประสบเหตุการณ์ที่กดดันนี้ ผู้ป่วยมีอาการ dissociative ต่อไปนี้ ตั้งแต่สามข้อขึ้นไป
- มีความรู้สึกมึนเฉย แปลกแยก หรือไร้อารมณ์ตอบสนอง
- ความตระหนักรู้ต่อสิ่งรอบตัวลดลง
- derealization
- depersonalization
- dissociative amnesia (ได้แก่ ไม่สามารถระลึกถึงส่วนที่สำคัญของเหตุการณ์นั้น)
C. มีความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอยู่ตลอด โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่หนึ่งข้อขึ้นไป: มีมโนภาพ ความคิด ความฝัน illusion, flashback episodes ผุดขึ้นมาอยู่ซ้ำ ๆ หรือมีความรู้สึกเสมือนหนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นมาอีก หรือมีความทุกข์ทรมานใจอย่างมากเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ
D. มีการหลีกเลี่ยงอย่างมาก ต่อสิ่งเร้าซึ่งกระตุ้นให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ (เช่น ความคิด ความรู้สึก การสนทนา กิจกรรม สถานที่ บุคคล)
E. มีอาการวิตกกังวลมาก หรืออาการของภาวะตื่นตัวมาก (เช่น หลับยาก หงุดหงิด สมาธิไม่ดี ระวังระไวเกินปกติ สะดุ้งตกใจง่าย กระสับกระส่าย)
F. อาการเหล่านี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง หรือทำให้ความสามารถในการประกอบงานที่จำเป็นลดลง เช่น จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ หรือดึงส่วนสนับสนุนอื่นโดยการปรึกษาสมาชิกในครอบครัวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ
G. มีความผิดปกติอย่างน้อยเป็นเวลา 2 วัน และมากสุด 4 สัปดาห์ และเกิดภายใน 4 สัปดาห์หลังเกิดเหตุการณ์
H. อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Brief Psychotic Disorder, และไม่เป็นเพียงการกำเริบของความผิดปกติเดิมใน Axis I หรือ Axis II
กลับไปต้นฉบับ
Adjustment Disorders
A. มีอาการทางอารมณ์หรือพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์หนึ่ง ( หรือมากกว่า ) ที่ทำให้เกิดความเครียด ภายในเวลา 3 เดือน หลังจากเริ่มต้นเหตุการณ์
B. อาการ หรือ พฤติกรรมเหล่านี้ มีความสำคัญทาง การแพทย์ โดยปรากฏข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้
- รู้สึกทุกข์ทรมานอย่างมากเกินกว่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเผชิญเหตุการณ์นั้น
- กิจกรรมด้านสังคม หรือการงาน ( การศึกษา ) บกพร่องลงอย่างสำคัญ
C. ความผิดปกติที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่ได้เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคใน Axis I อื่น และไม่ใช่เป็นเพียงการกำเริบของโรคใน Axis I หรือ Axis II ที่มีมาก่อน
D. อาการไม่ใช่ปฏิกิริยายาจากการสูญ เสียทั่วไป
E. เมื่อเหตุการณ์ (หรือผลติดตามมา) สิ้นสุดลง อาการจะคงอยู่ต่อไปไม่นานกว่า 6 เดือน

Acute: หากความผิดปกติคงอยู่นานต่ำกว่า 6 เดือน
Chronic: หากความผิดปกติคงอยู่นาน 6 เดือนหรือมากกว่า ด้วยคำนิยามแล้ว อาการไม่อาจคงอยู่นานกว่า 6 เดือนหลังจากเหตุการณ์ หรือผลติดตามมาสิ้นสุดลง Chronic จึงถูกใช้เมื่อ ระยะเวลาของความผิดปกตินานกว่า 6 เดือนอันเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์เครียดเรื้อรัง หรือต่อเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดผลตามมาเรื้อรัง
การลงระหัสตามชนิดย่อยของ Adjustment Disorders ควรอาศัยอาการหลัก
F43.20 With Depressed Mood : เมื่ออาการเด่นที่แสดงคือ อารมณ์ซึมเศร้า ร้องไห้ หรือ รู้สึกสิ้นหวัง
F43.28 With Anxiety : เมื่ออาการเด่นที่แสดงคือ ความกังวล วิตก หรือ jitteriness หรือในเด็ก คือ กลัวการพลัดพรากจากคนที่เด็กผูกพันมาก
F43.22 With Mixed Anxiety and Depressed Mood :เมื่ออาการเด่นที่แสดงคือ อาการรวมของทั้ง depression และ anxiety
F43.24 With Disturbance of Conduct :เมื่ออาการเด่นที่แสดงคือ ความผิดปกติในความประพฤติ โดยมีการละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือผิดจากบรรทัดฐานหรือกฎหลักๆ ของสังคมตามวัย ( เช่น หนีโรงเรียน ทำลายสาธารณสมบัติ ขับรถประมาท ชกต่อย ไม่ยอมรับผิดชอบทางกฎหมาย )
F43.25 With Mixed Disturbance of Emotions and Conduct :เมื่ออาการเด่นที่แสดงคือ ทั้งด้านอารมณ์ ( anxiety หรือ depression ) และความประพฤติ ( ดูในชนิดย่อยข้างบน )
F43.9 Unspecified :เมื่ออาการเด่นที่แสดงคือ สำหรับการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม ( เช่น มีอาการทางกาย แยกตัวจากสังคม การงาน หรือ การศึกษา ) ต่อเหตุการณ์เครียด ซึ่งไม่ได้ถูกจัดแบ่งไว้ในชนิดย่อยใดๆของ Adjustment Disorder
หมายเหตุการลงระหัส : ในระบบ Multiaxial ชนิดของเหตุการณ์สามารถระบุลงใน Axis IV
กลับไปต้นฉบับ
Alcohol-Related Disorders
F10.00 Alcohol Intoxication
เพิ่งมีการดื่มแอลกอฮอล์
มีพฤติกรรม หรือสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เหมาะสม อย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ ( เช่น มีพฤติกรรมทางเพศ หรือก้าวร้าวอย่างไม่เหมาะสม อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย การตัดสินใจไม่ดี ไม่สามารถเข้าสังคมหรือทำงานได้ ) เกิดในระหว่าง หรือทันทีหลังจากดื่มแอลกอฮอล์
มีอาการต่อไปนี้หนึ่งข้อ ( หรือมากกว่า ) ในระหว่าง หรือทันทีหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์
พูดอ้อแอ้
การประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี
เดินเซ
nystagmus
มีการเสียความทรงจำและสมาธิ
stupor หรือ coma
D. อาการไม่ได้เกิดจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า
F10.3 Alcohol Withdrawal
A. มีการหยุด ( หรือลดการดื่ม ) แอลกอฮอล์หลังจากการใช้อย่างมากและเป็นเวลานาน
B. มีอาการต่อไปนี้สองข้อ หรือมากกว่า เกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงจนถึงสองสามวันหลังจากเกณฑ์ในข้อ A:
- ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานมากกว่าปกติ ( เช่น เหงื่อออก ชีพจรเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาที )
- มือสั่นมากขึ้น
- นอนไม่หลับ
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- เห็นภาพหลอน หูแว่ว สัมผัสหลอน หรือมองเห็นภาพของผิดจากความจริงเป็นชั่วคราว
- กระวนกระวายกระสับกระส่าย
- วิตกกังวล
- ชักทั้งตัว ( grandmal seizure )
C. อาการตามเกณฑ์ B ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
D. อาการไม่ได้เกิดจากผลของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า

กลับไปต้นฉบับ
Amphetamine ( or Amphetamine-like ) – Related Disorders
F15.00 Amphetamine Intoxication
A. เพิ่งมีการใช้แอมเฟตตามีน หรือสารในกลุ่ม ( เช่น methylphenidate )
B. มีพฤติกรรม หรือสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ อย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ ( เช่น อารมณ์ครื้นเครง หรือเฉยเมย การเข้าสังคมเปลี่ยนแปลง ตื่นตัวอย่างมาก รู้สึกไวในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กังวล ตึงเครียดหรือโกรธ พฤติกรรมซ้ำๆ ตัดสินใจไม่เหมาะสม เสียการเข้าสังคมหรืองานการ ) ซึ่ งเกิดระหว่าง หรือหลังการใช้แอมเฟตตามีน หรือสารในกลุ่ม ไม่นาน
C. มีอาการต่อไปนี้สองข้อ (หรือมากกว่า ) เกิดขึ้นในระหว่าง หรือทันทีหลังการใช้แอมเฟตตามีน หรือสารในกลุ่ม
- หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นช้า
- ม่านตาขยาย
- ความดันโลหิตสูงขึ้น หรือต่ำลง
- เหงื่อแตก หรือหนาวสั่น
- คลื่นไส้ หรืออาเจียน
- มีหลักฐานว่า น้ำหนักตัวลด
- psychomotor ช้า หรือ กระวนกระวาย
- กล้ามเนื้ออ่อนแรงหายใจช้าหรือน้อย เจ็บหน้าอก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- สับสน ชัก เคลื่อนไหวผิดปกติ กล้ามเนื้อเกร็งหรือ coma
D. อาการไม่ได้เกิดจากผลของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า

F15.3 Amphetamine Withdrawal
A. มีการหยุด ( หรือลดการใช้ ) แอมเฟตตามีน ( หรือสารในกลุ่ม ) หลังจากการใช้อย่างมากและเป็นเวลานาน
B. มีอารมณ์ไม่แจ่มใส และมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระต่อไปนี้ สองข้อ ( หรือมากกว่า ) เกิดขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงถึงสองสามวันหลังจากเกณฑ์ A.
- อ่อนเพลีย
- มีฝันไม่ดี ที่เหมือนจริง
- นอนไม่หลับ หรือหลับมาก
- เจริญอาหารมากขึ้น
- psychomotor ช้า หรือ กระวนกระวาย
C. อาการตามเกณฑ์ B ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
D. อาการไม่ได้เกิดจากผลของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า
กลับไปต้นฉบับ
Anorexia Nervosa
A. ปฏิเสธที่จะคงน้ำหนักตัวไว้ที่ระดับต่ำสุดหรือสูงกว่าระดับต่ำสุด ของน้ำหนักตัวปกติตามอายุและส่วนสูง (เช่น ลดน้ำหนักเพื่อให้น้ำหนักตัวต่ำกว่าร้อยละ 85 ของปกติ หรือไม่สามารถทำให้น้ำหนักขึ้นได้ตามตามการเติบโต ทำให้น้ำหนักตัวต่ำกว่าร้อยละ 85 ของที่ควรจะเป็น)
B. กลัวการที่น้ำหนักขึ้น หรือการอ้วนอย่างมาก แม้ว่าตนเองจะน้ำหนักตัวน้อย
C. มีการรับรู้น้ำหนักตัว หรือรูปร่างของตนผิดปกติ การประเมินตนเองขึ้นอยู่กับเรื่องน้ำหนักตัว หรือรูปร่างอย่างมาก หรือปฏิเสธความรุนแรงของน้ำหนักตัวที่ต่ำอยู่ในขณะนั้น
D. ภาวะขาดประจำเดือนในหญิงที่เริ่มมีประจำเดือนแล้ว ได้แก่ ไม่มีประจำเดือนติดต่อกัน 3 รอบ ( ถือว่าหญิงคนนั้นขาดประจำเดือน หากมีประจำเดือนได้ต่อเมื่อมีการใช้ฮอร์โมน เช่น estrogen เท่านั้น )

Restricting Type : ในช่วงที่มี Anorexia Nervosa ในปัจจุบัน ผู้นั้นไม่ได้มีการรับประทานครั้งละมากๆ ( binge-eating ) หรือมีการขับอาหารจากร่างกาย ( purge ) ( เช่น ทำให้ตนเองอาเจียน หรือใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่าย อย่างพร่ำเพรื่อ ) เป็นประจำ
Binge-Eating/Purging Type : ในช่วงที่มี Anorexia Nervosa ในปัจจุบัน ผู้นั้นมีการรับประทานครั้งละมากๆ ( binge-eating) หรือมีการขับอาหารจากร่างกาย ( purge ) ( เช่น ทำให้ตนเองอาเจียน หรือใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่าย อย่างพร่ำเพรื่อ ) เป็นประจำ
Antisocial Personality Disorders
A. ละเมิดหรือไม่สนใจสิทธิของผู้อื่น รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มมีลักษณะนี้ตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป
- ไม่ทำตามบรรทัดฐานของสังคมในแง่ของกฎหมาย แสดงโดยการมีพฤติกรรมที่เป็นมูลเหตุให้ถูกจับได้อยู่เรื่อยๆ
- หลอกลวง แสดงโดยการโกหกอยู่เรื่อยๆ ใช้ชื่อปลอม หรือปลิ้นปล้อน เพื่อประโยชน์หรือความสุขส่วนตน
- ควบคุมตนเองไม่ได้ หรือไม่สามารถวางแผนล่วงหน้า
- หงุดหงิดและก้าวร้าว แสดงโดยการมีการชกต่อยหรือทำร้ายร่างกายอยู่เรื่อยๆ
- บ้าระห่ำโดยไม่สนใจความปลอดภัยของตนเองหรือผู้อื่น
- ไม่มีความรับผิดชอบอยู่เสมอ แสดงโดยการไม่สามารถคงความสม่ำเสมอในด้านพฤติกรรมการทำงาน หรือความซื่อสัตย์ทางด้านการเงิน โดยมีปัญหานี้อยู่เรื่อยๆ
- ไม่มีความเสียใจแสดงโดยการไม่สนใจหรือการหาเหตุผลมาอธิบายการที่ตนทำให้ผู้อื่นเสียใจ การรังแกหรือการลักขโมยผู้อื่น
B. อายุผู้ป่วยอย่างน้อย 18 ปี
C. มีหลักฐานของการเป็น Conduct Disorder (ดูหน้า ppp) ซึ่งเริ่มเป็นก่อนอายุ 15 ปี
D. การเกิดพฤติกรรมแบบอันธพาลนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะในช่วงของการเป็น Schizophrenia หรือ Manic Episode
Asperger’s Disorder
A. ผิดปกติในลักษณะการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม โดยแสดงออกอย่างน้อย 2 ข้อต่อไปนี้
- บกพร่องอย่างชัดเจนในการใช้ท่าทางหลายอย่าง เช่น การสบตา การแสดงสีหน้า กิริยา หรือท่าทางประกอบการเข้าสังคม
- ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์เพื่อนในระดับที่เหมาะสมกับอายุได้
- ไม่แสดงความอยากเข้าร่วมสนุก ร่วมทำสิ่งที่สนใจ หรือร่วมงานให้เกิดความสำเร็จกับคนอื่นๆ ( เช่น ไม่แสดงออก ไม่เสนอความเห็น หรือไม่ชี้ว่าตนสนใจอะไร)
- ไม่มีอารมณ์หรือสัมพันธภาพตอบสนองกับสังคม
B. มีพฤติกรรม ความสนใจหรือกิจกรรมที่แคบๆ ซ้ำ เป็นแบบแผน โดยแสดงออกอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้
- หมกมุ่นกับพฤติกรรมซ้ำๆ (stereotyped) ตั้งแต่หนึ่งอย่างขึ้นไป และความสนใจในสิ่งต่างๆ มีจำกัด ซึ่งเป็นภาวะที่ผิดปกติทั้งในแง่ของความรุนแรงหรือสิ่งที่สนใจ
- ติดกับกิจวัตรหรือย้ำทำกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์โดยไม่ยืดหยุ่น
- ทำกริยาซ้ำๆ ( mannerism ) ( เช่น เล่น สบัดมือ หมุน โยกตัว )
- สนใจหมกมุ่นกับเพียงบางส่วนของวัตถุ
C. ความผิดปกตินี้ก่อให้กิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆที่สำคัญ บกพร่องลงอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์
D. ไม่พบพัฒนาการทางภาษาที่ช้าอย่างสำคัญทางการแพทย์ ( เช่น พูดคำเดี่ยวเมื่ออายุ 2 ปี พูดคุยเป็นวลีได้เมื่ออายุ 3 ปี )
E. ไม่พบพัฒนาการทางความคิดที่ช้าอย่างสำคัญทางการแพทย์ หรือความสามารถในการช่วยตนเอง พฤติกรรมปรับตัว ( ที่ไม่เกี่ยวกับปฎิสัมพันธ์กับสังคม ) และมีความอยากรู้เห็นในสิ่งรอบตัวในช่วงวัยเด็ก
F. เกณฑ์ไม่เข้ากับ Pervasive Developmental Disorder ชนิดเฉพาะอื่นหรือ Schizophrenia
Attention Deficit/Hyperactive Disorder (โรคสมาธิสั้น)
A. อาจมี (1) หรือ (2)
(1) ต้องมี 6 ข้อ ( หรือมากกว่า ) ของอาการขาดสมาธิ นานต่อกันกว่า 6 เดือนและถึงระดับที่ทำให้ไม่อาจปรับตัวได้และไม่เข้ากับระดับพัฒนาการ
อาการขาดสมาธิ
(a) ไม่สามารถจดจ่อกับรายละเอียดหรือเลินเล่อในกิจกรรมที่โรงเรียน การทำงาน หรือกิจกรรมอื่น
(b) มักมีความลำบากในการคงสมาธิในการประกอบการงานหรือเล่น
(c) มักดูเหมือนไม่ได้ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดกับตนอยู่
(d) มักทำตามคำสั่ง งานที่โรงเรียน งานบ้าน หรือหน้าที่ในที่ทำงาน ไม่ครบ ( โดยไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมต่อต้านหรือไม่เข้าใจคำสั่ง )
(e) มักมีความลำบากในการจัดระบบงานหรือกิจกรรม
(f) มักเลี่ยง ไม่ชอบ หรือลังเลที่จะร่วมในงานที่ต้องการความใส่ใจพยายาม ( เช่น งานที่โรงเรียน หรือการบ้าน )
(g) มักทำของที่จำเป็นต่องานหรือกิจกรรมหาย ( เช่น ของเล่น สมุดจดการบ้าน ดินสอ หนังสือ หรือเครื่องมือ )
(h) มักว่อกแว่กจากสิ่งเร้าภายนอกได้ง่าย
(i) มักหลงลืมงานประจำวัน
(2) ต้องมี 6 ข้อ ( หรือมากกว่า ) ของอาการอยู่ไม่นิ่ง-หุนหันพลันแล่น นานต่อกันกว่า 6 เดือนและถึงระดับที่ไม่เหมาะสมและไม่เข้ากับระดับพัฒนาการ
อาการอยู่ไม่นิ่ง
(a) มือ เท้า มักหยุกหยิก นั่งไม่ติดเก้าอี้
(b) มักลุกจากที่นั่งในห้องเรียนหรือสถานการณ์อื่นที่ต้องนั่งกับที่
(c) มักวิ่ง หรือปีนป่ายอย่างมาก ในที่ไม่เหมาะสมกับกาละเทศะ ( ในวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ อาการอาจมีเพียงรู้สึกอยู่นิ่งไม่ได้ )
(d) มักยากที่จะเล่นหรือทำกิจกรรมอดิเรกต่างๆอย่างเงียบๆ
(e) มัก “พร้อมที่จะไป” หรือทำเหมือน “ติดเครื่องยนต์”
(f) มักพูดมากเกินควร
อาการหุนหันพลันแล่น
(g) มักชิงตอบคำถามก่อนจะถามจบ
(h) มักลำบากที่จะรอตามลำดับ
(i) มักขัดหรือแทรกขึ้น ( ระหว่างการสนทนาหรือกลางเกม)
B. อาการอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น หรือขาดสมาธิบางอาการที่ทำให้เกิดความเสียหาย เกิดก่อนอายุ 7 ปี
C. พบความบกพร่องที่เกิดจากอาการเหล่านี้ในสถานการณ์อย่างน้อย 2 แห่ง ( เช่นที่โรงเรียน [ หรือการทำงาน] และที่บ้าน )
D. มีหลักฐานชัดเจนที่บ่งถึงกิจกรรมด้านสังคม การศึกษา หรือการงาน บกพร่องลงอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์
E. อาการไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วงของการเป็น Pervasive Developmental Disorder, Schizophrenia หรือ Psychotic Disorder อื่นๆ และไม่เข้าความผิดปกติทางจิตอื่นๆ ( เช่น Mood Disorder, Anxiety Disorder, Dissociative Disorder หรือ Personality Disorder )
F90.0 Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder, Combined Type: ถ้าครบเกณฑ์ทั้ง A1 และ A2 ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
F98.8 Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder,Predominantly Inattentive Type ถ้าครบเกณฑ์ A1 แต่ไม่ครบ A2 ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
F90.0 Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder, Predominantly Hyperactive-Impulsive Type ถ้าครบเกณฑ์A2 แต่ไม่ครบ A1 ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
Autistic Disorder
A.เข้าเกณฑ์ต่อไปนี้ 6 ข้อหรือมากกว่า จากหัวข้อ (1) (2) และ (3) โดยอย่างน้อย ต้องมี 2 ข้อ จากหัวข้อ (1) และจากหัวข้อ (2) และ(3) อีกหัวข้อละ 1 ข้อ
(1) มีคุณลักษณะในการเข้าสังคมที่ผิดปกติ โดยแสดงออกอย่างน้อย 2 ข้อต่อไปนี้
(a) บกพร่องอย่างชัดเจนในการใช้ท่าทางหลายอย่าง เช่น การสบตา การแสดงสีหน้า กิริยา หรือท่าทางประกอบการเข้าสังคม
(b) ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนในระดับที่เหมาะสมกับอายุได้
(c) ไม่แสดงความอยากเข้าร่วมสนุก ร่วมทำสิ่งที่สนใจ หรือร่วมงานให้เกิดความสำเร็จกับคนอื่นๆ ( เช่น ไม่แสดงออก ไม่เสนอความเห็น หรือไม่ชี้ว่าตนสนใจอะไร)
(d) ไม่มีอารมณ์หรือสัมพันธภาพตอบสนองกับสังคม
(2) มีคุณลักษณะในการสื่อสารผิดปกติ โดยแสดงออกอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้
(a) พัฒนาการในการพูดช้าหรือไม่มีเลย ( โดยไม่แสดงออกว่าอยากใช้การสื่อสารวิธีอื่นมาทดแทน เช่น แสดงท่าทาง)
(b) ในรายที่มีการพูดได้ ก็ไม่สามารถเริ่มพูดหรือสนทนาต่อเนื่องกับคนอื่นได้
(c) ใช้คำพูดซ้ำหรือใช้ภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ
(d) ไม่มีการเล่นสมมติที่หลากหลาย คิดเองตามจินตนาการ หรือเล่นเลียนแบบสิ่งต่างๆตามสมควรกับพัฒนาการ
(3) มีแบบแผนพฤติกรรม ความสนใจหรือกิจกรรมที่จำกัด ใช้ซ้ำๆ และลักษณะเป็นเช่นเดิม โดยแสดงออกอย่างน้อย 1 ข้อต่อไปนี้
(a) หมกมุ่นกับพฤติกรรมซ้ำๆ (stereotyped) ตั้งแต่หนึ่งอย่างขึ้นไป และความสนใจในสิ่งต่างๆ มีจำกัด ซึ่งเป็นภาวะที่ผิดปกติทั้งในแง่ของความรุนแรงหรือสิ่งที่สนใจ
(b) ติดกับกิจวัตรหรือย้ำทำกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์โดยไม่ยืดหยุ่น
(c) ทำกริยาซ้ำๆ ( mannerism ) ( เช่น เล่น สบัดมือ หมุน โยกตัว )
(d) สนใจหมกมุ่นกับเพียงบางส่วนของวัตถุ
B. มีความช้าหรือผิดปกติในด้านต่างๆต่อไปนี้ ก่อนอายุ 3 ปี
(1) ปฏิสัมพันธ์กับสังคม
(2) ภาษาที่ใช้สื่อสารกับสังคม หรือ
(3) เล่นสมมติหรือเล่นตามจินตนาการ
C. ความผิดปกติไม่เข้ากับ Rett’s Disorder หรือ Childhood Disintegrative Disorder ได้ดีกว่า
Avoidant Personality Disorders
ไม่เข้าสังคม รู้สึกว่าตนเองไม่เก่งไม่มีความสามารถ และอ่อนไหวง่ายต่อการถูกประเมินในทางลบ รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป
(1) เลี่ยงกิจกรรมการงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการพบปะผู้คนอย่างมาก เนื่องจากกลัวถูกติเตียน ไม่ถูกใจหรือปฏิเสธ
(2) ไม่ต้องการที่จะเกี่ยวข้องกับผู้คน ยกเว้นหากทราบแน่ว่าตนเองเป็นที่พึงพอใจ
(3) ระมัดระวังตนเองในสัมพันธภาพที่ใกล้ชิด เนื่องจากเกรงว่าตนเองจะมีท่าทีที่น่าอับอายหรือน่าหัวเราะเยาะ
(4) กังวลอยู่แต่เรื่องการจะถูกติเตียนหรือถูกปฏิเสธต่อหน้าผู้อื่น
(5) ไม่แสดงออกในสถานการณ์ที่อยู่กับผู้คนที่ยังใหม่ต่อการรู้จักกัน เนื่องจากรู้สึกว่าตนเองไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ
(6) มองตนเองว่าเข้าสังคมไม่เป็น ไม่น่าสนใจหรือด้อยกว่าผู้อื่น
(7) ไม่เต็มใจเกินปกติในการเสี่ยงเข้าหาคน หรือที่จะเข้าร่วมในกิจกรรมใหม่ๆ เนื่องจากอาจทำให้อับอาย
Bipolar Disorder (โรคอารมณ์ 2 ขั้ว)
Bipolar I Disorder, Single Manic Episode
A. มี Manic Episode (ดูหน้า ppp) เพียงครั้งเดียว และไม่เคยมีประวัติของ Major Depressive Episode
หมายเหตุ: recurrence หมายถึงมีการเปลี่ยนขั้วของโรคจาก depression หรือมีช่วงที่ปราศจากอาการ mania อย่างน้อย 2 เดือน
B. ระยะอาการ mania ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Schizoaffective Disorder และไม่เกิดขึ้นซ้อนบน Schizophrenia, Schizophreniform Disorder, Delusional Disorder หรือ Psychotic Disorder Not Otherwise Specified
Bipolar I Disorder, Most Recent Episode Manic
A. ปัจจุบัน (หรือระยะหลังสุด) อยู่ใน Manic Episode (ดูหน้า ppp)
B. อย่างน้อยเคยมี Major Depressive Episode (ดูหน้า ppp), Manic Episode (ดูหน้า ppp), หรือ Mixed Episode (ดูหน้า ppp) มาก่อนหนึ่งครั้ง
C. ระยะมีอาการด้านอารมณ์ในเกณฑ์ข้อ A และ B ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Schizoaffective Disorder และไม่เกิดขึ้นซ้อนบน Schizophrenia, Schizophreniform Disorder, Delusional Disorder, หรือ Psychotic Disorder Not Otherwise Specified
Bipolar I Disorder, Most Recent Episode Hypomanic
A. ปัจจุบัน (หรือระยะหลังสุด) อยู่ใน Hypomanic Episode (ดูหน้า ppp)
B. อย่างน้อยเคยมี Manic Episode (ดูหน้า ppp) หรือ Mixed Episode (ดูหน้า ppp) มาก่อนหนึ่งครั้ง
C. อาการเหล่านี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
D. ระยะมีอาการด้านอารมณ์ในเกณฑ์ข้อ A และ B ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Schizoaffective Disorder และไม่เกิดขึ้นซ้อนบน Schizophrenia, Schizophreniform Disorder, Delusional Disorder, หรือ Psychotic Disorder Not Otherwise Specified
Bipolar I Disorder, Most Recent Episode Depressed
A. ปัจจุบัน (หรือระยะหลังสุด) อยู่ใน Major Depressive Episode (ดูหน้า ppp)
B. อย่างน้อยเคยมี Manic Episode (ดูหน้า ppp), หรือ Mixed Episode (ดูหน้า ppp) มาก่อนหนึ่งครั้ง
C. ระยะมีอาการด้านอารมณ์ในเกณฑ์ข้อ A และ B ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Schizoaffective Disorder และไม่เกิดขึ้นซ้อนบน Schizophrenia, Schizophreniform Disorder, Delusional Disorder, หรือ Psychotic Disorder Not Otherwise Specified
Bipolar II Disorder (Recurrent Major Depressive Episodes With Hypomanic Episodes)
A. มีอาการ (หรือประวัติ) ของ Major Depressive Episode (ดูหน้า ppp) หนึ่งครั้งหรือมากกว่า
B. มีอาการ (หรือประวัติ) ของ Hypomanic Episode (ดูหน้า ppp) อย่างน้อยหนึ่งครั้ง
C. ไม่เคยมี Manic Episode (ดูหน้า ppp), หรือ Mixed Episode (ดูหน้า ppp)
D. ระยะมีอาการด้านอารมณ์ในเกณฑ์ข้อ A และ B ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Schizoaffective Disorder และไม่เกิดขึ้นซ้อนบน Schizophrenia, Schizophreniform Disorder, Delusional Disorder, หรือ Psychotic Disorder Not Otherwise Specified
E. อาการเหล่านี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
Manic Episode
A. มีช่วงที่มีอารมณ์คึกคัก แสดงความรู้สึกโดยไม่รั้ง หรืออารมณ์หงุดหงิดที่ผิดปกติและคงอยู่ตลอดอย่างชัดเจนนานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ (หรือนานเท่าใดก็ได้หากต้องอยู่ในโรงพยาบาล)
B. ในช่วงที่มีความผิดปกติด้านอารมณ์นี้ พบมีอาการดังต่อไปนี้อยู่ตลอด อย่างน้อย 3 อาการ (หรือสี่อาการหากมีเพียงอารมณ์หงุดหงิด) และอาการเหล่านี้รุนแรงอย่างมีความสำคัญ
(1) มี self-esteem เพิ่มขึ้นมาก หรือมีความคิดว่าตนยิ่งใหญ่ (grandiosity)
(2) ความต้องการนอนลดลง (เช่น ได้นอนแค่ 3 ชั่วโมงก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว)
(3) พูดคุยมากกว่าปกติ หรือต้องการพูดอย่างไม่หยุด
(4) flight of idea, หรือผู้ป่วยรู้สึกว่าความคิดแล่นเร็ว
(5) วอกแวก (distractibility) (ได้แก่ ถูกดึงความสนใจได้ง่าย แม้สิ่งเร้าภายนอกจะไม่สำคัญหรือไม่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่สนใจอยู่ในขณะนั้น)
(6) มีกิจกรรมซึ่งมีจุดหมาย เพิ่มขึ้นมาก (ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การงานหรือการเรียน หรือด้านเพศ) หรือ psychomotor agitation
(7) หมกมุ่นอย่างมากกับกิจกรรมที่ทำให้เพลิดเพลินแต่มีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดความยุ่งยากติดตามมา (เช่น ใช้จ่ายอย่างไม่ยับยั้ง ไม่ยับยั้งใจเรื่องเพศ หรือลงทุนทำธุรกิจอย่างโง่เขลา)
C. อาการไม่เข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัย Mixed Episode (ดูหน้า ppp)
D. ความผิดปกติด้านอารมณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงจนทำให้มีความบกพร่องอย่างมากในด้านการงาน หรือกิจกรรมทางสังคมตามปกติ หรือสัมพันธภาพกับผู้อื่น หรือทำให้ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อป้องกันอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีอาการโรคจิต
E. อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา หรือการรักษาอื่น) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น hyperthyroidism)

Hypomanic Episode
A. มีช่วงที่มีอารมณ์คึกคัก แสดงความรู้สึกโดยไม่รั้ง หรืออารมณ์หงุดหงิดที่ผิดปกติและคงอยู่ตลอดอย่างชัดเจนนานอย่างน้อย 4 วัน โดยเห็นชัดว่าต่างจากช่วงอารมณ์ปกติที่ไม่ซึมเศร้า
B. ในช่วงที่มีความผิดปกติด้านอารมณ์นี้ พบมีอาการดังต่อไปนี้อยู่ตลอด อย่างน้อย 3 อาการ (หรือสี่อาการหากมีเพียงอารมณ์หงุดหงิด) และอาการเหล่านี้รุนแรงอย่างมีความสำคัญ
(1) มี self-esteem เพิ่มขึ้นมาก หรือมีความคิดว่าตนยิ่งใหญ่ (grandiosity)
(2) ความต้องการนอนลดลง (เช่น ได้นอนแค่ 3 ชั่วโมงก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว)
(3) พูดคุยมากกว่าปกติ หรือต้องการพูดอย่างไม่หยุด
(4) flight of idea, หรือผู้ป่วยรู้สึกว่าความคิดแล่นเร็ว
(5) วอกแวก (distractibility) (ได้แก่ ถูกดึงความสนใจได้ง่าย แม้สิ่งเร้าภายนอกจะไม่สำคัญหรือไม่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่สนใจอยู่ในขณะนั้น)
(6) มีกิจกรรมซึ่งมีจุดหมาย เพิ่มขึ้นมาก (ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การงานหรือการเรียน หรือด้านเพศ) หรือ psychomotor agitation
(7) หมกมุ่นอย่างมากกับกิจกรรมที่ทำให้เพลิดเพลิน แต่มีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดความยุ่งยากติดตามมา (เช่น ใช้จ่ายไม่ยั้ง ไม่ยับยั้งใจเรื่องเพศ หรือลงทุนทำธุรกิจอย่างโง่เขลา)
C. ระยะที่มีอาการมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ซึ่งมิใช่ลักษณะประจำของบุคคลนั้นขณะไม่มีอาการอย่างเห็นได้ชัด
D. ผู้อื่นสังเกตเห็นความผิดปกติด้านอารมณ์และการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ นี้
E. ระยะที่มีอาการไม่รุนแรงถึงกับทำให้กิจกรรมด้านสังคม หรือการงานบกพร่องลงมาก หรือทำให้ต้องอยู่โรงพยาบาล และไม่มีอาการโรคจิต
F. อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา หรือการรักษาอื่น) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น hyperthyroidism)

Major Depressive Episode
A. มีอาการดังต่อไปนี้ห้าอาการ (หรือมากกว่า) ร่วมกันอยู่นาน 2 สัปดาห์ และแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ไปจากแต่ก่อน: โดยมีอาการอย่างน้อยหนึ่งข้อของ (1) อารมณ์ซึมเศร้า (2) เบื่อหน่าย ไม่มีความสุข

(1) มีอารมณ์ซึมเศร้าเป็นส่วนใหญ่ของวัน แทบทุกวัน โดยได้ไม่จากการบอกเล่าของผู้ป่วย (เช่น รู้สึกเศร้า หรือว่างเปล่า) ก็จากการสังเกตของผู้อื่น (เช่น เห็นว่าร้องให้) หมายเหตุ: ในเด็กและวัยรุ่นสามารถเป็นอารมณ์หงุดหงิด
(2) ความสนใจหรือความสุขใจในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดหรือแทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก เป็นส่วนใหญ่ของวัน แทบทุกวัน (โดยได้ไม่จากการบอกเล่าของผู้ป่วย ก็จากการสังเกตของผู้อื่น)
(3) น้ำหนักลดลงโดยมิได้เป็นจากการคุมอาหาร หรือเพิ่มขึ้นอย่างมีความสำคัญ (ได้แก่น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารแทบทุกวัน หมายเหตุ: ในเด็ก ดูว่าน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นตามที่ควรจะเป็น
(4) นอนไม่หลับ หรือหลับมากไปแทบทุกวัน
(5) psychomotor agitation หรือ retardation แทบทุกวัน (จากการสังเกตของผู้อื่น มิใช่เพียงจากความรู้สึกของผู้ป่วยว่ากระวนกระวายหรือช้าลง)
(6) อ่อนเพลีย หรือไร้เรี่ยวแรงแทบทุกวัน
(7) รู้สึกตนเองไร้ค่า หรือรู้สึกผิดอย่างไม่เหมาะสมหรือมากเกินควร (อาจถึงขั้นหลงผิด) แทบทุกวัน (มิใช่เพียงแค่การโทษตนเองหรือรู้สึกผิดที่ป่วย)
(8) สมาธิหรือความสามารถในการคิดอ่านลดลง หรือตัดสินใจอะไรไม่ได้ แทบทุกวัน (โดยได้ไม่จากการบอกเล่าของผู้ป่วย ก็จากการสังเกตของผู้อื่น)
(9) คิดถึงเรื่องการตายอยู่เรื่อย ๆ (มิใช่แค่กลัวว่าจะตาย) คิดอยากตายอยู่เรื่อย ๆ โดยมิได้วางแผนแน่นอน หรือพยายามฆ่าตัวตายหรือมีแผนในการฆ่าตัวตายไว้แน่นอน
B. อาการเหล่านี้มิได้เข้ากับเกณฑ์ของ Mixed Episode
C. อาการเหล่านี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
D. อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น hypothyroidism)
E. อาการไม่ได้เข้ากับ Bereavement ได้ดีกว่า ได้แก่ มีอาการคงอยู่นานกว่า 2 เดือนหลังการสูญเสียผู้ที่ตนรัก หรือมีหน้าที่บกพร่องลงมาก หมกมุ่นกับความคิดว่าตนไร้ค่าอย่างผิดปกติ มีความคิดฆ่าตัวตาย มีอาการโรคจิต หรือ psychomotor retardation
Body Dysmorphic Disorder
A. หมกมุ่นกับความไม่สมประกอบของรูปร่างหน้าตาตามที่คิดไปเอง หากมีความไม่สมประกอบทางร่างกายอยู่จริง ความกังวลของผู้ป่วยจะเกินกว่าที่ควรมาก
B. ความหมกมุ่นนี้ทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
C. ความหมกมุ่นนี้ไม่เข้ากับโรคอื่นๆ ทางจิตเวชได้ดีกว่า (เช่น ไม่พอใจในรูปร่างและสัดส่วนใน Anorexia Nervosa)
Borderline Personality Disorders
A. ผู้ป่วยมีลักษณะสัมพันธภาพกับผู้อื่น ภาพลักษณ์ของตนและอารมณ์ที่ไม่คงที่ และควบคุมตนเองไม่ได้อย่างมาก รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 5 ข้อขึ้นไป
(1) พยายามอย่างรุนแรงที่จะหลีกเลี่ยงการถูกละทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเป็นสิ่งที่คิดเอง หมายเหตุ: ไม่รวมพฤติกรรมการฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตนเองที่เข้ากับเกณฑ์ข้อ 5
(2) ความสัมพันธ์ที่มีกับผู้อื่นเป็นไปในรูปแบบที่รุนแรงและไม่มั่นคง โดยมีลักษณะสับเปลี่ยนไปมาระหว่างการยกย่องเทิดทูนมากกับการดูถูกไม่เห็นคุณค่าอย่างมาก
(3) มีปัญหาในเรื่องเอกลักษณ์แห่งตน: มีภาพลักษณ์ของตนเองและ sense of self ที่ไม่คงที่อย่างมาก และเป็นเช่นนี้อยู่ตลอด
(4) ควบคุมตนเองไม่ได้ในอย่างน้อย 2 ด้านที่อาจก่อให้เกิดผลเสียแก่ตนเองได้ (เช่น การใช้จ่าย เรื่องทางเพศ การติดสารเสพติด การขับรถอย่างบ้าระห่ำ การกินไม่หยุด) หมายเหตุ : ไม่รวมพฤติกรรมการฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตนเองที่เข้ากับเกณฑ์ข้อ 5
(5) มีการขู่ แสร้งหรือพยายามฆ่าตัวตายอยู่เรื่อยๆ หรือมีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง
(6) อารมณ์ไม่คงที่เนื่องจากการผันแปรของอารมณ์เปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อมอย่างมาก (เช่น ไม่สบายใจอย่างมาก หงุดหงิด หรือวิตกกังวล มักเป็นไม่กี่ชั่วโมง น้อยรายที่จะเป็นนานกว่าหลายวัน)
(7) รู้สึกว่าตนเองว่างเปล่าอยู่ตลอด
(8) มีอารมณ์โกรธที่ไม่เหมาะสม รุนแรง หรือมีปัญหาในการคุมอารมณ์โกรธ (เช่น อาละวาดบ่อยๆ โกรธฉุนเฉียวอยู่ตลอด มีเรื่องชกต่อยอยู่เรื่อยๆ)
(9) มีความคิดหวาดระแวงมากเกินปกติหรือมีอาการ dissociative ที่รุนแรง โดยอาการเป็นไม่นานและเกี่ยวข้องกับความกดดัน
Breath-Related Sleep Disorder
A. การนอนหลับไม่สนิท ทำให้เกิดการง่วงมากเกินปกติหรือนอนไม่หลับ โดยมีสาเหตุเป็นจากภาวะการหายใจที่เกี่ยวข้องกับการนอน (เช่น obstructive หรือ central sleep apnea syndrome หรือ central alveolar hypoventilation syndrome)
B. ความผิดปกตินี้มิได้เข้าได้ดีกว่ากับโรคทางจิตเวชอื่นๆ และมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ (นอกเหนือไปจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ)
Brief Psychotic Disorder (โรคจิตระยะสั้น)
A. มีอาการต่อไปนี้ตั้งแต่หนึ่งข้อขึ้นไป
(1) อาการหลงผิด
(2) อาการประสาทหลอน
(3) disorganized speech (อาการพูดจาสับสน เช่น มี derailment หรือ incoherence อยู่บ่อย ๆ)
(4) มีพฤติกรรมแบบ disorganized หรือ catatonic อย่างเห็นได้ชัด

B. ระยะเวลาที่มีอาการอย่างน้อย 1 วันแต่น้อยกว่า 1 เดือน และกิจวัตรด้านต่าง ๆ กลับสู่ปกติหมดดังเดิมก่อนป่วยในที่สุด
C. ความผิดปกตินี้ไม่ได้เข้าได้ดีกว่ากับ Mood Disorder With Psychotic Features, Schizoaffective Disorder หรือ Schizophrenia และมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย

With Marked Stressor(s) (brief reactive psychosis): หากอาการเกิดขึ้นในช่วงใกล้ ๆ กันกับเหตุการณ์ และเห็นชัดว่าเป็นภาวะตอบสนองต่อเหตุการณ์ซึ่งก่อให้เกิดความกดดันอย่างสูงแก่แทบจะทุกคนที่มีวัฒนธรรมเช่นเดียวกันกับผู้ป่วย และตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
Without Marked Stressor(s): หากอาการมิได้เกิดขึ้นในช่วงใกล้ ๆ กันกับเหตุการณ์ หรือมิได้เห็นชัดว่าเป็นภาวะตอบสนองต่อเหตุการณ์ซึ่งก่อให้เกิดความกดดันอย่างสูงแก่แทบจะทุกคนที่มีวัฒนธรรมเช่นเดียวกันกับผู้ป่วย และตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
With Postpartum Onset: หากเกิดอาการภายในช่วง 4 เดือนหลังคลอด
Bulimia Nervosa
A. มีการรับประทานอย่างมากเป็นระยะๆ ซึ่งช่วงดัง กล่าวมีลักษณะทั้งสองประการต่อไปนี้
(1) มีช่วงของ การรับประทาน ( เช่น ในเวลา 2 ชั่วโมง) ที่รับประทานอาหารครั้งละมากกว่าที่คนทั่วไปจะบริโภคได้ในช่วงเวลาเท่ากัน และในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน
(2) มีความรู้สึกว่า ควบคุมการรับประทานไม่ได้ในระหว่างนั้น ( เช่น รู้สึกว่า หยุดการรับประทานไม่ได้ หรือ ควบคุมชนิดหรือปริมาณอาหารไม่ได้ )
B. พยายามป้องกันน้ำหนักเป็นการชดเชยในลักษณะที่ไม่เหมาะสมอยู่เป็นระยะๆ เช่น ทำให้ตนเองอาเจียน มีการใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่าย หรือยาอื่นอย่างไม่เหมาะสม อดอาหาร หรือ ออกกำลังกายอย่างหักโหม
C. ทั้งการรับประทานที่มากกว่าปกติ และพฤติกรรมชดเชยที่ไม่เหมาะสม เกิดขึ้นเฉลี่ยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งมา 3 เดือน
D. การประเมินตนเองขึ้นอยู่กับเรื่อง น้ำหนักตัว หรือรูปร่างอย่างมาก
E. ความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วง ของ Anorexia Nervosa เท่านั้น

Purging Type : ในระหว่างเป็น Bulimia Nervosa ในปัจจุบัน ผู้นั้นมักทำให้ตนเองอาเจียน มีการใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่ายเป็นประจำ
Nonpurging Type : ในระหว่างเป็น Bulimia Nervosa ในปัจจุบัน ผู้นั้นมีมีพฤติกรรมชดเชยที่ไม่เหมาะสมอื่นเป็นประจำ เช่น อดอาหาร หรือออกกำลังกายอย่างหักโหม โดยไม่มีการทำให้ตนเองอาเจียน ใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ หรือยาสวนถ่ายอย่างไม่เหมาะสม
Caffeine Intoxication
A. มีการบริโภค caffeine โดยทั่วไปมากกว่า 250 mg ( เช่น ดื่มกาแฟที่ชง (2) จากเครื่อง (3) กลั่นมากกว่า 2-3 ถ้วย )
B. มีอาการแสดง (5) ต่อไปนี้ 5 ข้อ ( หรือมากกว่า ) เกิดขึ้นระหว่าง (6) หรือ ไม่นาน หลัง (7) จากการใช้ caffeine
(1) กระวนกระวาย
(2) กังวล
(3) ตื่นเต้น
(4) นอนไม่หลับ
(5) หน้าแดง
(6) ปัสสาวะมาก
(7) มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร
(8) กล้ามเนื้อกระตุก
(9) กระแสความคิดหรือความพูดวกวน
(10) หัวใจเต้นเร็ว หรือผิดจังหวะ
(11) มีช่วงที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
(12) psychomotor agitation
C. อาการตามเกณฑ์ B ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
D. อาการไม่ได้เกิดจากผลของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า ( เช่น Anxiety Disorder ชนิดใด )
Cannabis Intoxication
A. เพิ่งมีการใช้กัญชา
B. มีพฤติกรรม หรือสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ อย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ ( เช่น การประสานงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ ครื้นเครง กังวล รู้สีกว่าเวลาผ่านไปช้า การตัดสินใจไม่ดี แยกตัวจากสังคม ) เกิดขึ้นระหว่าง หรือ ไม่นาน หลังจากการใช้กัญชา
C. มีอาการแสดงต่อไปนี้สองข้อ ( หรือมากกว่า ) เกิดภายในสองชั่วโมงหลังการใช้กัญชา
(1) ตาแดง
(2) เจริญอาหารมากขึ้น
(3) ปากแห้ง
(4) หัวใจเต้นเร็ว
D. อาการไม่ได้เกิดจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า

Circadian Rhythm Sleep Disorder
(เดิมเรียก Sleep-Wake Schedule Disorder)
A. มีรูปแบบการนอนไม่สม่ำเสมอที่เป็นอยู่ตลอด หรือมีเป็นช่วงๆ ทำให้เกิดการง่วงมากเกินปกติหรือนอนไม่หลับ ซึ่งมีเหตุมาจาก sleep-wake schedule ที่ถูกกำหนดโดยภาวะแวดล้อมของบุคคลนั้นๆ กับที่ถูกกำหนดโดย circadian sleep-wake pattern ของเขานั้น ไม่คล้อยตามกัน
B. ความผิดปกติด้านการนอนนี้ ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
C. ความผิดปกติด้านการนอนนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่มีความผิดปกติด้านการนอนอื่นๆ หรือช่วงที่เป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ
D. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ (นอกเหนือไปจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ)

Delayed Sleep Phase Type: มีการนอนเป็นแบบเข้านอนดึกและตื่นสายที่เป็นอยู่ตลอด โดยที่ไม่สามารถที่จะเข้านอนและตื่นนอนเร็วกว่าที่เคยตามต้องการได้
Jet Lag Type: การง่วงนอนและการตื่นที่ไม่เป็นไปตามเวลาที่ควรเมื่อเทียบกับเวลาตามแหล่งนั้นๆ เกิดขึ้นหลังจากการเดินทางข้ามมากกว่าหนึ่ง time zone อยู่บ่อยๆ
Shift Work Type: การนอนไม่หลับระหว่างระยะที่เป็นเวลานอน หรือการง่วงนอนมากในระยะที่เป็นเวลาตื่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอยู่ผลัดกลางคืน หรือการทำงานเปลี่ยนผลัดบ่อยๆ
Unspecified Type: (เช่น advanced sleep phase, non-24-hour sleep-wake pattern, irregular sleep-wake pattern, หรือ other unspecified pattern)
Cocaine-Related Disorder
F14.00 Cocaine Intoxication
A. เพิ่งมีการใช้ cocaine
B. มีพฤติกรรม หรือสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ อย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ ( เช่น ครื้นเครง หรือเฉยเมย มีการเข้าสังคมเปลี่ยนแปลง ตื่นตัวกว่าปกติ รู้สึกไวในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กังวลตึงเครียดหรือโกรธ มีพฤติกรรมซ้ำๆ (stereotyped behaviors) การตัดสินใจไม่ดี หรือบกพร่องในการเข้าสังคม หรืองานการ ) ซึ่งเกิดในระหว่าง หรือไม่นานหลังจากใช้ cocaine
C. เข้าเกณฑ์ต่อไปนี้ สองข้อ ( หรือมากกว่า ) เกิดระหว่าง หรือ ไม่นาน หลังการใช้ cocaine
(1) หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นช้า
(2) ม่านตาขยาย
(3) ความดันโลหิตสูงขึ้น หรือต่ำลง
(4) เหงื่อแตก หรือหนาวสั่น
(5) คลื่นไส้ หรืออาเจียน
(6) มีหลักฐานว่า น้ำหนักตัวลด
(7) psychomotor agitation หรือ retardation
(8) กล้ามเนื้ออ่อนแรงหายใจช้าหรือน้อย เจ็บหน้าอก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
(9) สับสน ชัก เคลื่อนไหวผิดปกติ กล้ามเนื้อเกร็งหรือ coma
D. อาการไม่ได้เกิดจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า

F14.3 Cocaine Withdrawal
A. มีการหยุด ( หรือลดการใช้ ) cocaine หลังจากการใช้อย่างมากและเป็นเวลานาน
B. มีอารมณ์ไม่สบายใจ และมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาต่อไปนี้ สองข้อ ( หรือมากกว่า ) เกิดขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงถึงสองสามวันหลังจากเกณฑ์ A.
(1) อ่อนเพลีย
(2) มีฝันไม่ดี ที่เหมือนจริง
(3) นอนไม่หลับ หรือหลับมาก
(4) เจริญอาหารมากขึ้น
(5) psychomotor agitation หรือ retardation
C. อาการตามเกณฑ์ B ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
D. อาการไม่ได้เกิดจากผลของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า
Conduct Disorder
A. มีแบบแผนพฤติกรรมที่เป็นซ้ำๆ และคงอยู่ตลอด โดยละเมิดต่อสิทธิพื้นฐานของคนอื่น หรือต่อกฎ บรรทัดฐานที่สำคัญๆ ของวัยนั้นๆ ซึ่งแสดงออกโดย มีอาการ 3 ข้อหรือมากกว่า จากเกณฑ์ต่อไปนี้ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยอย่างน้อย มีหนึ่งข้อ ปรากฎในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
ก้าวร้าวต่อคนหรือสัตว์
(1) มักรังแก ข่มขู่ หรือทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว
(2) มักเป็นผู้เริ่มการต่อสู้
(3) เคยใช้อาวุธที่อาจเป็นอันตรายสาหัสต่อร่างกายผู้อื่น ( ใช้ไม้ อิฐ เศษขวดแก้วแตก มีด ปืน)
(4) เคยทำร้ายร่างกายคน
(5) เคยทำร้ายสัตว์
(6) มีการขโมยต่อหน้าเจ้าของ ( เช่น รัดคอจี้ กระชากกระเป๋า ทำร้ายร่างกายเอาทรัพย์ ขู่กรรโชก ใช้อาวุธปล้น )
(7) บังคับให้ผู้อื่นมีกิจกรรมทางเพศด้วย
ทำลายทรัพย์สิน
(8) จงใจวางเพลิงโดยประสงค์ให้เกิดความเสียหายรุนแรง
(9) จงใจทำลายทรัพย์สินผู้อื่น ( นอกจากการวางเพลิง )
ฉ้อโกงหรือขโมย
(10) งัดแงะเข้าบ้าน อาคาร หรือ รถ ของคนอื่น
(11) มักพูดปดเพื่อให้ได้สิ่งของ ความสะดวก หรือเลี่ยงกฎเกณฑ์ (ปลิ้นปล้อน)
(12) เคยขโมยของที่มีค่าโดยไม่เผชิญหน้าเหยื่อ ( เช่น หยิบของจากร้าน แต่โดยไม่งัดแงะเข้าร้าน ทำของเทียม )
ละเมิดกฎอย่างรุนแรง
(13) ออกนอกบ้านกลางคืนแม้ผู้ปกครองจะไม่อนุญาต เริ่มก่อนอายุ 13 ปี
(14) เคยหนีจากบ้านไปค้างที่อื่นอย่างน้อย 2 ครั้งในขณะอาศัยกับผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ( หรือทำครั้งเดียว แต่ไปค้างที่อื่นเป็นเวลานาน )
(15) มักหนีโรงเรียน เริ่มก่อนอายุ 13 ปี
B. พฤติกรรมผิดปกตินี้ก่อให้กิจกรรมด้านสังคม การศึกษา หรือการงานบกพร่องลงอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์
C. ถ้าอายุ 18 หรือมากกว่า ต้องไม่เข้าเกณฑ์ของ Antisocial Personality Disorder

Childhood-Onset Type : มีอาการอย่างน้อยหนึ่งหัวข้อของ Conduct Disorder ก่อนอายุ 10 ปี
Adolescent- Onset Type: ไม่มีอาการเข้าเกณฑ์ใดเลยของ Conduct Disorder ก่อนอายุ 10 ปี

Mild: มีปัญหาพฤติกรรมเกินเกณฑ์การวินิจฉัยเพียงไม่กี่ข้อ และ ปัญหาพฤติกรรมนั้นๆ ก่อผลเสียเพียงเล็กน้อยต่อผู้อื่น ( เช่น โกหก หนีโรงเรียน ออกนอกบ้านกลางคืนโดยไม่ได้รับอนุญาต )
Moderate: จำนวนและผลของปัญหาทางพฤติกรรมอยู่กลางๆระหว่าง mild และ severe
Severe: มีปัญหาพฤติกรรมเกินเกณฑ์การวินิจฉัยหลายข้อ หรือ ปัญหาพฤติกรรมนั้นๆก่อผลเสียชัดเจนต่อผู้อื่น ( เช่น บังคับการร่วมเพศ ทำร้ายร่างกาย ใช้อาวุธ ขโมยโดยเผชิญหน้ากับเจ้าของ งัดแงะ )
Conversion Disorder
A. มีอาการหรือความบกพร่องตั้งแต่หนึ่งอาการขึ้นไป ที่มีผลกระทบต่อระบบ voluntary motor หรือด้านประสาทรับสัมผัส ซึ่งบ่งถึงความผิดปกติทางระบบประสาทหรือภาวะความเจ็บป่วยทางกายอื่น ๆ
B. เห็นว่าปัจจัยด้านจิตใจสัมพันธ์กับการเกิดอาการหรือความบกพร่อง เนื่องจากพบว่ามีความขัดแย้งหรือความกดดันอื่นๆ ในช่วงเริ่มต้น หรือช่วงที่อาการหรือความบกพร่องเป็นมากขึ้น
C. ผู้ป่วยไม่ได้จงใจก่ออาการ หรือแกล้งทำ (ดังใน Factitious Disorder หรือ Malingering)
D. หลังจากการตรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสมแล้ว พบว่าไม่สามารถอธิบายอาการหรือความบกพร่องนี้ได้ทั้งหมด ว่าเป็นจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย หรือจากผลโดยตรงจากสาร หรือว่าเป็นพฤติกรรมหรือประสบการณ์ที่สังคมนั้นยอมรับกัน
E. อาการเหล่านี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง หรือทำให้จำต้องมีตรวจทางการแพทย์
F. อาการหรือความบกพร่องไม่ได้เป็นเฉพาะในเรื่องของความปวด หรือความผิดปกติทางเพศ ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วงของ Somatization Disorder และไม่ได้เข้ากับโรคอื่น ๆ ทางจิตเวชได้ดีกว่า
Cyclothymic Disorder
A. มีช่วงที่มีอาการของ hypomanic อยู่มากมาย และช่วงที่มีอาการซึมเศร้าที่ไม่เข้าเกณฑ์ของ Major Depressive Episode อยู่มากมาย เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี หมายเหตุ: ในเด็กและวัยรุ่นต้องเป็นอย่างน้อย 1 ปี
B. ในระยะเวลา 2 ปีข้างต้น (1 ปีในเด็กและวัยรุ่น) ผู้ป่วยไม่เคยปราศจากอาการตามเกณฑ์ ข้อ A นานเกินกว่า 2 เดือนในแต่ละครั้ง
C. ไม่มี Major Depressive Episode (ดูหน้า ppp), Manic Episode (ดูหน้า ppp), หรือ Mixed Episode (ดูหน้า ppp) ในช่วง 2 ปีแรกของความผิดปกติ

D. ระยะมีอาการด้านอารมณ์ในเกณฑ์ข้อ A ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Schizoaffective Disorder และไม่เกิดขึ้นซ้อนบน Schizophrenia, Schizophreniform Disorder, Delusional Disorder, หรือ Psychotic Disorder Not Otherwise Specified
E. อาการเหล่านี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น hyperthyroidism)
F. อาการเหล่านี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้าน สังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
Delirium (ภาวะเพ้อ)
มีการผิดปกติของระดับความรู้สึกตัว ( เช่น ความชัดเจนในการรับรู้ภาวะรอบตัวลดลง) ร่วมกับความสามารถในการมุ่ง การคง หรือการเปลี่ยนความสนใจ ลดลง
มีการเปลี่ยนแปลงในด้าน cognition ( เช่น ความทรงจำบกพร่อง สับสนด้านเวลา สถานที่และบุคคล การใช้ภาษาผิดปกติ) หรือการรับรู้ผิดปกติ ที่ไม่เข้ากับภาวะสมองเสื่อมที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นอยู่เดิม หรือกำลังเสื่อมลงได้ดีกว่า
ความผิดปกตินี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงสั้นๆ ( มักเป็นในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ) และมักเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงของวัน
มีหลักฐานจากประวัติ การตรวจร่างกาย หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการว่า ความผิดปกตินี้เกิดจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Delusional Disorder (โรคจิตหลงผิด)
A. มีอาการหลงผิดที่ไม่แปลกพิลึกพิลั่น (bizarre) (ได้แก่ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง เช่น ถูกติดตาม ถูกวางยา ติดโรค คนห่างไกลมาหลงรัก คู่รักหรือคู่ครองนอกใจ หรือเจ็บป่วย) นานอย่างน้อย 1 เดือน
B. ไม่เข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยข้อ A ของ Schizophrenia

C. กิจวัตรโดยทั่วไปไม่เสื่อมจากปกติมากนัก และพฤติกรรมไม่เป็นที่เห็นได้ชัดว่าแปลกหรือพิกล นอกจากด้านที่ได้รับผลกระทบจากอาการหลงผิดหรือส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาการหลงผิด
D. หากมี mood episode ขณะที่มีอาการหลงผิด ระยะเวลาโดยรวมจะต้องสั้นเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่มีอาการหลงผิด
E. อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย

Erotomanic Type: หลงผิดว่ามีคนมาหลงรัก ซึ่งมักเป็นผู้ที่มีสถานภาพสูงกว่าผู้ป่วย
Grandiose Type: หลงผิดว่าตนเองมีคุณค่ามาก มีอำนาจมาก มีความรู้สูง มีคุณลักษณะโดดเด่น หรือมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับเทพ หรือบุคคลสำคัญ
Jealous Type: หลงผิดว่าคู่ครองไม่ซื่อสัตย์ต่อตน
Persecutory type: หลงผิดว่ามีคน (หรือผู้ที่ผู้ป่วยใกล้ชิด) ปองร้ายหรือกลั่นแกล้งตนเอง
Somatic Type: หลงผิดว่าตนเองมีความไม่สมประกอบหรือมีภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Mixed Type: มีอาการหลงผิดมากกว่าหนึ่งอาการข้างต้น และไม่มีอาการใดเด่น
Dementia (โรคสมองเสื่อม)
Dementia of the Alzheimer’s Type (สมองเสื่อมแบบอัลไชเมอร์)
A. เกิดความบกพร่องของ cognitive หลายด้านโดยแสดงออกทั้ง
(1) ความจำเสื่อม ( ไม่สามารถเรียนรู้ข้อมูลใหม่หรือระลึกสิ่งที่เคยเรียนมาแล้วได้ )
(2) มี cognitive disturbance ในหนึ่งข้อหรือมากกว่าดังนี้
aphasia ( ความผิดปกติด้านภาษา )
apraxia ( บกพร่องในการประกอบกิจกรรมถึงแม้ความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อปกติ )
agnosia ( ไม่สามารถจำหรือรู้จักสิ่งต่างๆ แม้จะมีประสาทรับรู้ปกติ )
ผิดปกติใน executive function (เช่น การวางแผน การประมวล การวางลำดับ การคิดเชิงนามธรรม)
B. Cognitive deficit ตามเกณฑ์ข้อ A1 และ A2 ต่างก่อความบกพร่องด้านสังคม หรือการงาน และแสดงถึงความสามารถที่ลดลงอย่างชัดเจน
C. การดำเนินของโรคเริ่มอย่างช้าๆและมี cognition เสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง
D. Cognitive deficit ตามเกณฑ์ข้อ A1 และ A2 ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดๆต่อไปนี้
(1) สภาพของระบบประสาทส่วนกลางอื่นที่ทำให้เกิดการสูญเสียความจำและ cognition อย่างต่อเนื่อง ( เช่น cerebrovascular disease , Parkinson’s disease, Huntington’s disease, subdural hematoma, normal pressure hydrocephalus, brain tumor )
(2)โรคที่ส่งผลต่อร่างกายทั่วไปซึ่งทราบแล้วว่าเป็นสาเหตุของ dementia ( hypothyroidism, vitamin B12 or folic deficiency, niacin deficiency, hypercalcemia, neurosyphilis, HIV Infection )
(3) ภาวะ Substance-induced
E. ความบกพร่องนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วง delirium
F. ความผิดปกติไม่เข้ากับโรคอื่นใน Axis I ได้ดีกว่า ( เช่น Major Depressive Disorder, Schizophrenia )
Vascular Dementia (เดิมเรียก Multi-Infarct Dementia) (สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง)
A. เกิดความบกพร่องของ cognitive หลายด้านโดยแสดงออกทั้ง
(1) ความจำเสื่อม ( ไม่สามารถเรียนรู้ข้อมูลใหม่หรือระลึกสิ่งที่เคยเรียนมาแล้วได้ )
(2) มี cognitive disturbance ในหนึ่งข้อหรือมากกว่าดังนี้
aphasia ( ความผิดปกติด้านภาษา )
apraxia ( บกพร่องในการประกอบกิจกรรมถึงแม้ความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อปกติ )
agnosia ( ไม่สามารถจำหรือรู้จักสิ่งต่างๆ แม้จะมีประสาทรับรู้ปกติ )
ผิดปกติใน executive function (เช่น การวางแผน การประมวล การวางลำดับ การคิดเชิงนามธรรม)
B. Cognitive deficit ตามเกณฑ์ข้อ A1 และ A2 ต่างก่อความบกพร่องด้านสังคม หรือการงาน และแสดงถึงความสามารถที่ลดลงอย่างชัดเจน
C. มีอาการและอาการแสดงบ่งว่าความผิดปกติในสมองเป็นเฉพาะที่ ( เช่น มี deep tendon reflex มากกว่าปกติ , extensor plantar response, pseudobulbar palsy, gait abnormalities, weakness of extremity ) หรือผลทางห้องปฏิบัติการชี้ว่ามีโรคเส้นเลือดในสมอง ( multiple infarctions ในสมองและ white matter ) ซึ่งเป็นเหตุของความผิดปกติดังกล่าว
D. ความบกพร่องนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วง delirium
Dementia Due to Other General Medical Conditions (สมองเสื่อมจากโรคทางกายอื่นๆ)
A. เกิดความบกพร่องของ cognitive หลายด้านโดยแสดงออกทั้ง
(1) ความจำเสื่อม ( ไม่สามารถเรียนรู้ข้อมูลใหม่หรือระลึกสิ่งที่เคยเรียนมาแล้วได้ )
(2) มี cognitive disturbance ในหนึ่งข้อหรือมากกว่าดังนี้
aphasia ( ความผิดปกติด้านภาษา )
apraxia ( บกพร่องในการประกอบกิจกรรมถึงแม้ความสามารถในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อปกติ )
agnosia ( ไม่สามารถจำหรือรู้จักสิ่งต่างๆ แม้จะมีประสาทรับรู้ปกติ )
ผิดปกติใน executive function (เช่น การวางแผน การประมวล การวางลำดับ การคิดเชิงนามธรรม)
B. Cognitive deficit ตามเกณฑ์ข้อ A1 และ A2 ต่างก่อความบกพร่องด้านสังคม หรือการงาน และแสดงถึงความสามารถที่ลดลงอย่างชัดเจน
C. มีหลักฐานจากประวัติ การตรวจร่างกาย หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการว่า ความผิดปกตินี้เป็นผลโดยตรงทางสรีรวิทยาของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย ภาวะใดภาวะหนึ่งที่แสดงต่อไปด้านล่าง
D. ความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วงของ delirium
Substance-Induced Persisting Dementia (สมองเสื่อมจากสารเสพติด)
A. เกิดความบกพร่องของ cognitive หลายด้านโดยแสดงออกทั้ง
(1) ความจำเสื่อม ( ไม่สามารถเรียนรู้ข้อมูลใหม่หรือระลึกสิ่งที่เคยเรียนมาแล้วได้ )
(2) มี cognitive disturbance ในหนึ่งข้อหรือมากกว่าดังนี้
aphasia ( ความผิดปกติด้านภาษา )
apraxia ( บกพร่องในการประกอบกิจกรรมถึงแม้ความสามารถในการการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อปกติ )
agnosia ( ไม่สามารถจำหรือรู้จักสิ่งต่างๆ แม้จะมีประสาทรับรู้ปกติ )
ผิดปกติใน executive function (เช่น การวางแผน การประมวล การวางลำดับ การคิดเชิงนามธรรม)
B. Cognitive deficit ตามเกณฑ์ข้อ A1 และ A2 ต่างก่อความบกพร่องด้านสังคม หรือการงาน และแสดงถึงความสามารถที่ลดลงอย่างชัดเจน
C. ความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วงของ delirium และคงอยู่นานกว่าระยะเวลาปกติของ Substance Intoxication หรือ Withdrawal
D. มีหลักฐานจากประวัติ การตรวจร่างกาย หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการว่า ความผิดปกตินี้เป็นผลที่ยังคงอยู่ของ substance use ( เช่น การ abuse สารหรือยา )
Dependent Personality Disorders
มีความต้องการอย่างมากที่จะให้มีผู้ดูแลตนเอง จนทำให้เป็นคนยอมไปทุกอย่างและยึดติดกับผู้นั้นตลอด และเกรงการถูกแยก รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป
(1) มีความลำบากในการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวัน หากไม่มีผู้ที่คอยให้คำแนะนำหรือยืนยันความคิดเห็นอย่างมาก
(2) ต้องการให้ผู้อื่นมารับผิดชอบต่อเรื่องต่างๆ ในชีวิตของตนเองแทบจะทั้งหมด
(3) มีความลำบากในการแสดงความไม่เห็นด้วยกับผู้อื่น เนื่องจากกลัวว่าจะขาดการช่วยเหลือหรือความพอใจ หมายเหตุ: ไม่รวมถึงความกลัวถูกแก้เผ็ดที่อาจเป็นไปได้
(4) มีความลำบากในการริเริ่มโครงการหรือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง (เนื่องจากไม่มั่นใจต่อการตัดสินใจหรือความสามารถของตนเอง มากกว่าจะเป็นจากไม่อยากทำหรืออ่อนเพลีย)
(5) ต้องการที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่และการช่วยเหลือสนับสนุนจากผู้อื่นเป็นอย่างมาก จนกระทั่งเต็มใจที่จะทำสิ่งที่ไม่มีความสุข
(6) รู้สึกอึดอัดและหมดหนทางเมื่อต้องอยู่คนเดียว เนื่องจากกลัวอย่างมากกับการที่ไม่สามารถจะดูแลตนเองได้
(7) ต้องการอย่างรีบเร่งที่จะผูกสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อให้เป็นแหล่งที่คอยเอาใจใส่และช่วยเหลือสนับสนุน เมื่อต้องสูญเสียความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนๆ หนึ่งไป
(8) หมกมุ่นเกินเหตุกับความกลัวว่าจะถูกทิ้งให้ต้องดูแลตนเอง
Dysthymic Disorder
A. มีอารมณ์ซึมเศร้าเป็นส่วนใหญ่ของวัน มีวันที่เป็นมากกว่าวันที่ปกติ โดยได้ไม่จากการบอกเล่าของผู้ป่วยก็จากการสังเกตของผู้อื่น นานอย่างน้อย 2 ปี หมายเหตุ: ในเด็กและวัยรุ่น สามารถเป็นอารมณ์หงุดหงิด และนานอย่างน้อย 1 ปี
B. ในช่วงที่ซึมเศร้า มีอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 2 อาการขึ้นไป
(1) เบื่ออาหารหรือกินจุ
(2) นอนไม่หลับ หรือหลับมากไป
(3) เรี่ยวแรงน้อย หรืออ่อนเพลีย
(4) self-esteem ต่ำ
(5) สมาธิไม่ดี หรือตัดสินใจยาก
(6) รู้สึกหมดหวัง
C. ในช่วง 2 ปี (1 ปีในเด็กและวัยรุ่น) ของความผิดปกติ ผู้ป่วยไม่มีช่วงเวลาที่ปราศจากอาการตามเกณฑ์ A และ B นานเกินกว่า 2 เดือนในแต่ละครั้ง
D. ไม่มี Major Depressive Episode (ดูหน้า ppp) ในช่วง 2 ปีแรกของความผิดปกติ (1 ปีในเด็กและวัยรุ่น) ได้แก่ ความผิดปกตินี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ chronic Major Depressive Disorder หรือ Major Depressive Disorder, In Partial Remission

E. ไม่เคยมี Manic Episode (ดูหน้า ppp), Mixed Episode (ดูหน้า ppp), หรือ Hypomanic Episode (ดูหน้า ppp) และไม่เคยมีอาการเข้าเกณฑ์ของ Cyclothymic Disorder
F. ความผิดปกตินี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่มีอาการของโรคจิตเรื้อรัง เช่น Schizophrenia หรือ Delusional Disorder
G. อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น hypothyroidism)
H. อาการเหล่านี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง

Early Onset: หากเริ่มมีอาการก่อนอายุ 21 ปี
Late Onset: หากเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 21 ปี
Dyspareunia (มิได้เป็นจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย)
A. การปวดอวัยวะเพศที่เกี่ยวข้องกับการร่วมเพศทั้งในเพศชายหรือหญิง โดยเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดหรือเป็นช่วงๆ
B. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือก่อปัญหาระหว่างบุคคล
C. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นเฉพาะจาก Vaginismus หรือการไม่มีน้ำหล่อลื่น ไม่เข้าได้ดีกว่ากับความผิดปกติอื่นใน Axis I (ยกเว้นความผิดปกติทางเพศอื่นๆ ) และมิได้เป็นผลเฉพาะโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Encopresis
มีการถ่ายอุจจาระในสถานที่ไม่สมควร ( เช่น ใส่เสื้อผ้าหรือบนพื้น ) ไม่ว่าเกิดโดยกลั้นไม่ได้หรือไม่ได้จงใจ
มีอาการดังกล่าวอย่างน้อยเดือนละครั้ง ต่อกันมา 3 เดือน
อายุจริงอย่างน้อย 4 ปี ( หรือมีระดับพัฒนาการที่เท่ากับอายุดังกล่าว )
พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น ยาระบาย ) หรือภาวะความเจ็บป่วยทางกาย เว้นแต่จากกลไกที่เกี่ยวกับอาการท้องผูก
Enuresis
ถ่ายปัสสาวะรดที่นอนหรือเสื้อผ้าบ่อย (ไม่ว่าเกิดโดยกลั้นไม่ได้หรือไม่ได้จงใจ)
พฤติกรรมนี้มีความสำคัญทางการแพทย์ โดยเป็น 2 ครั้งต่อสัปดาห์อย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน หรือ มีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การศึกษา (การงาน) หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
อายุจริงอย่างน้อย 5 ปี ( หรือมีพัฒนาการที่เท่ากับอายุดังกล่าว
พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น ยาขับปัสสาวะ ) หรือภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น เบาหวาน spina bifida, โรคลมชัก )

Nocturnal Only ถ่ายปัสสาวะเฉพาะช่วงที่หลับกลางคืน
Diurnal Only ถ่ายปัสสาวะในช่วงกลางวัน
Nocturnal and Diurnal มีทั้งสองชนิดข้างต้น
Factitious Disorder
A. ผู้ป่วยจงใจก่ออาการ หรือแกล้งทำอาการทางกายหรืออาการทางจิตเวช
B. แรงจูงใจของพฤติกรรมนี้ สันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการต้องการอยู่ในสถานภาพของผู้ป่วย (sick role)
C. ไม่พบว่าพฤติกรรมนี้ได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมแต่อย่างไร (เช่น การได้สิ่งทดแทนในด้านเงินทอง การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย หรือการทำให้ความเป็นอยู่สุขสบายขึ้น ดังใน Malingering)

With Predominantly Psychological Signs and Symptoms: หากอาการเด่นทางการแพทย์เป็นอาการทางจิตเวช
With Predominantly Physical Signs and Symptoms: หากอาการเด่นทางการแพทย์เป็นอาการทางร่างกาย
With Combined Psychological and Physical Signs and Symptoms: หากมีอาการทั้งทางจิตเวชและทางร่างกาย และไม่มีอาการใดเป็นอาการเด่นทางการแพทย์
Female Orgasmic Disorders (เดิมเรียก Inhibited Female Orgasm)
A. การที่ไม่บรรลุจุดสุดยอดหรือถึงช้า หลังระยะตื่นตัวทางเพศตามปกติ โดยเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดหรือเป็นช่วงๆ ในเพศหญิงนั้นพบว่าชนิดหรือความมากน้อยของการกระตุ้นที่ทำให้บรรลุจุดสุดยอดนั้นมีความแตกต่างกันมากในแต่ละคน การวินิจฉัย Female Orgasmic Disorders จึงควรขึ้นกับความเห็นของผู้รักษาว่า ความสามารถในการบรรลุจุดสุดยอดของสตรีผู้นั้นมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อคำนึงถึงอายุ ประสบการณ์ทางเพศ และความเพียงพอของการกระตุ้นทางเพศ
B. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือก่อปัญหาระหว่างบุคคล
C. ความผิดปกติด้านการบรรลุจุดสุดยอดนี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับความผิดปกติอื่นใน Axis I (ยกเว้นความผิดปกติทางเพศอื่นๆ ) และมิได้เป็นผลเฉพาะโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Female Sexual Arousal Disorders
A. ไม่มีการตอบสนองแบบมีการหล่อลื่น-ขยายตัวของอวัยวะเพศที่เพียงพอ ต่อการตื่นตัวทางเพศ หรือไม่สามารถคงสภาวะนี้ได้จนสำเร็จกิจกรรมทางเพศ โดยเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดหรือเป็นช่วงๆ
B. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือก่อปัญหาระหว่างบุคคล
C. ความผิดปกติทางเพศนี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับความผิดปกติอื่นใน Axis I (ยกเว้นความผิดปกติทางเพศอื่นๆ ) และมิได้เป็นผลเฉพาะโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Gender Identity Disorder
A. การเอาแบบอย่างเพศตรงข้ามอย่างชัดเจนและเป็นอยู่ตลอด (มิได้เป็นเพียงแต่ต้องการความได้เปรียบจากการเป็นอีกเพศหนึ่ง ตามวัฒนธรรมนั้นๆ )
สำหรับในเด็ก ความผิดปกตินี้ประกอบด้วยลักษณะต่อไปนี้ ตั้งแต่สี่ข้อขึ้นไป
(1) แสดงความต้องการเป็นเพศตรงกันข้ามอยู่เสมอ หรือยืนยันว่าตนเองเป็นเพศตรงกันข้าม
(2) ในเด็กชาย พบชอบแต่งตัวชุดผู้หญิงหรือคล้ายชุดผู้หญิง ในเด็กหญิงมีการยืนยันว่าจะใส่แต่ชุดที่ใส่กันเฉพาะเพศชาย
(3) ชอบเล่นเป็นเพศตรงข้ามมากในการละเล่นแบบสมมุติ หรือมีจินตนาการว่าเป็นเพศตรงข้าม โดยเป็นอยู่ตลอด
(4) ต้องการร่วมในเกมที่เป็นของเพศตรงข้าม หรือมีงานอดิเรกแบบเพศตรงข้ามมาก
(5) ต้องการที่จะมีเพื่อนคู่หูเป็นเพศตรงข้ามอย่างมาก
ในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ ความผิดปกติแสดงออกโดยอาการต่างๆ เช่น แสดงความต้องการเป็นเพศตรงกันข้ามอยู่เสมอ มักปัสสาวะแบบเพศตรงข้าม ต้องการใช้ชีวิตหรือได้รับการปฏิบัติจากผู้อื่นแบบเพศตรงข้าม หรือมีความเชื่อฝังใจว่าตนเองมีความรู้สึกหรือปฏิกิริยาต่างๆ ดังที่เพศตรงข้ามเป็นกัน
B. มีความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจกับเพศของตน หรือรู้สึกว่าบทบาทตามเพศของตนเองนั้นไม่เหมาะสมอยู่ตลอด
ในเด็กความผิดปกตินี้ประกอบด้วยลักษณะใดๆ ต่อไปนี้: ในเด็กชาย ยืนยันอยู่เสมอว่าองคชาติหรืออัณฑะของตนเองนั้นน่ารังเกียจหรือจะหดหายไป หรือยินยันว่าจะเป็นการดีกว่าหากตนเองไม่มีองคชาติ หรือไม่ชอบการเล่นแบบรุนแรง และปฏิเสธไม่สนใจของเล่น เกมส์หรือกิจกรรมแบบเด็กผู้ชาย;ในเด็กหญิง ไม่ยอมนั่งปัสสาวะ ยืนยันว่าตนเองจะมีองคชาติออกมา หรือยืนยันว่าไม่ต้องการมีหน้าอกหรือประจำเดือน หรือแสดงความไม่ชอบชุดเสื้อผ้าแบบผู้หญิงอย่างมาก
ในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ ความผิดปกติแสดงออกโดยอาการ เช่น หมกมุ่นอยู่กับการขจัดลักษณะที่บ่งบอกทางเพศทั้งที่เป็นแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ (เช่น ต้องการฮอร์โมน การผ่าตัด หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงลักษณะที่บ่งบอกทางเพศ เพื่อที่จะได้เหมือนกับเพศตรงข้าม) หรือเชื่อว่าตนเองเกิดมาผิดเพศ
C. ความผิดปกตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับภาวะที่มีลักษณะกายภาพทางเพศกำกวม
D. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง

F64.2 Gender Identity Disorder in Children
F64.0 Gender Identity Disorder in Adolescents or Adults

Sexually Attracted to Males
Sexually Attracted to Females
Sexually Attracted to Both
Sexually Attracted to Neither
Generalized Anxiety Disorder (โรคกังวลไปทั่ว)
A. มีความวิตก และกังวลใจอย่างมาก (หวั่นวิตกว่าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น) เกิดขึ้นอย่างน้อย 6 เดือน โดยวันที่เป็นมีมากกว่าวันที่ไม่เป็น และเป็นกับหลาย ๆ เหตุการณ์ หรือหลาย ๆ กิจกรรม (เช่น การงาน หรือการเรียน)
B. ผู้ป่วยรู้สึกว่ายากแก่การควบคุมความกังวลใจที่มี
C. ความวิตกและความกังวลใจนี้ สัมพันธ์กับอาการ 6 ข้อต่อไปนี้อย่างน้อย 3 ข้อขึ้นไป (โดยอย่างน้อยมีวันที่มีบางอาการมากกว่าวันที่ไม่มี ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา) หมายเหตุ: ในเด็กมีเพียงแค่อาการเดียวก็เพียงพอ
(1) กระสับกระส่าย หรือรู้สึกเหมือนถูกเร้า หรือเหมือนอาจเกิดเรื่องได้ตลอด
(2) อ่อนเพลียง่าย
(3) ตั้งสมาธิยาก หรือใจลอย
(4) หงุดหงิด
(5) กล้ามเนื้อตึงตัว
(6) มีปัญหาการนอน (นอนหลับยาก หรือหลับๆ ตื่นๆ หรือกระสับกระส่ายหลับไม่ดี)
D. จุดหลักของความวิตกและและความกังวลใจ มิได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ลักษณะของความผิดปกติใน Axis I อื่น ๆ เช่น ความวิตกหรือกังวลใจไม่เกี่ยวข้องกับการเกิด Panic Attack (ดังใน Panic Disorder), การมีพฤติกรรมที่น่าอับอายท่ามกลางผู้คน (ดังใน Social Phobia), การติดเชื้อโรค (ดังใน Obsessive-Compulsive Disorder), การต้องจากบ้านหรือญาติใกล้ชิด (ดังใน Saparation Anxiety Disorder), การมีน้ำหนักเพิ่ม (ดังใน Anorexia Nervosa), การมีอาการทางร่างกายต่างๆ (ดังใน Somatization Disorder), หรือการมีโรคร้ายแรง (ดังใน Hypochondriasis), และความวิตกและและความกังวลใจนี้ มิได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่เป็น Posttraumatic Stress Disorder
E. ความวิตกและและความกังวลใจหรืออาการทางกายก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
F. อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่เป็น Mood Disorder, Psychotic Disorder, หรือ Pervasive Developmental Disorder
Histrionic Personality Disorders
เจ้าอารมณ์และต้องการให้ผู้อื่นสนใจตนเอง รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 5 ข้อขึ้นไป
(1) รู้สึกอึดอัดในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยไม่ได้เป็นจุดสนใจ
(2) ปฏิสัมพันธ์ที่มีกับผู้อื่นมักมีลักษณะออกไปในทางยั่วยวนทางเพศเกินควรหรือมีพฤติกรรมกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ
(3) อารมณ์ที่แสดงออกเปลี่ยนแปลงเร็วและไม่ลึกซึ้ง
(4) มีการใช้รูปร่างหน้าตาเพื่อดึงดูดให้ผู้อื่นหันมาสนใจตนเองอยู่เสมอๆ
(5) ลักษณะการพูดจะเน้นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกมากเกิน และไม่มีเนื้อหาสาระ
(6) การแสดงออกเหมือนเล่นละคร แสดงสีหน้าท่าทางมาก และมีการแสดงออกของอารมณ์มากเกินไป
(7) ถูกชักจูงง่าย กล่าวคือ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้อื่นหรือสถานการณ์ต่างๆ ได้ง่าย
(8) เห็นความสัมพันธ์ที่มีกับผู้อื่นเป็นแบบใกล้ชิดกว่าที่เป็นจริง
Hypoactive Sexual Desire Disorders
A. จินตนาการทางเพศหรือความต้องการที่จะมีกิจกรรมทางเพศลดลง (หรือไม่มี) ซึ่งเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดหรือเป็นช่วงๆ โดยผู้รักษาเป็นผู้ลงความเห็นว่ามีการลดลงหรือไม่มี โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อเรื่องทางเพศ เช่น อายุ และสภาพการดำรงชีวิตโดยทั่วไปของบุคคลนั้น
B. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือก่อปัญหาระหว่างบุคคล
C. ความผิดปกติทางเพศนี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับความผิดปกติอื่นใน Axis I (ยกเว้นความผิดปกติทางเพศอื่นๆ ) และมิได้เป็นผลเฉพาะโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Hypochondriasis
A. ผู้ป่วยมีความคิด หรือความหมกมุ่นอยู่กับความกลัวว่าตนเองมีโรคร้ายแรง จากการเข้าใจอาการทางร่างกายไม่ถูกต้อง
B. ความหมกมุ่นนี้ยังคงมีอยู่ตลอด แม้ว่าจะได้รับการตรวจและการยืนยันตามสมควร
C. ความเชื่อตามเกณฑ์ข้อ A ไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นความหลงผิด (ดังใน Delusional Disorder, Somatic Type) และมิได้เป็นความหมกมุ่นสนใจแต่เฉพาะรูปร่างหน้าตา (ดังใน Body Dysmorphic Disorder)
D. ความหมกมุ่นนี้ทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
E. อาการเป็นนานอย่างน้อย 6 เดือน
F. ความหมกมุ่นนี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Generalized Anxiety Disorder, Obsessive-Compulsive Disorder, Panic Disorder, Major Depressive Episode, Separation Anxiety หรือ Somatoform Disorder อื่นๆ
Learning Disorders ( เดิมเรียก Academic Skills Disorders )
F81.0 Reading Disorder
A. ความสามารถในการอ่าน เมื่อได้รับการวัดโดยแบบทดสอบมาตรฐานเพื่อดูความถูกต้องและความเข้าใจในการอ่านแล้ว พบว่าต่ำกว่าระดับอายุจริง ระดับสติปัญญา และระดับการศึกษาที่เหมาะสมกับอายุ
B. ความผิดปกติในข้อ A. ส่งผลรบกวนต่อผลการศึกษา หรือ กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ต้องอาศัยการอ่าน
C. ถ้ามีความบกพร่องของประสาทรับรู้อยู่ ความลำบากในการอ่านนี้จะเกินกว่าความบกพร่องทางประสาทที่มีอยู่

F81.2 Mathematics Disorder
A. ความสามารถในการคำนวณ เมื่อได้รับการวัดโดยแบบทดสอบมาตรฐานแล้ว พบว่าต่ำกว่าระดับอายุจริง ระดับสติปัญญา และระดับการศึกษาที่เหมาะสมกับอายุ
B. ความผิดปกติในข้อ A. ส่งผลรบกวนต่อผลการศึกษา หรือ กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ต้องอาศัยการคำนวณ
C. ถ้ามีความบกพร่องของประสาทรับรู้อยู่ ความลำบากในการคำนวณนี้จะเกินกว่าความบกพร่องทางประสาทที่มีอยู่

F81.8 Disorder of Written Expression
A. ทักษะการเขียน เมื่อได้รับการวัดโดยแบบทดสอบมาตรฐาน (หรือการประเมินความสามารถในทักษะการเขียน) พบว่าต่ำกว่าระดับอายุจริง ระดับสติปัญญา และระดับการศึกษาที่เหมาะสมกับอายุ
B. ความผิดปกติในข้อ A. ส่งผลรบกวนต่อผลการศึกษา หรือ กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ต้องอาศัยการเขียนบทความ ( เช่น เขียนประโยคถูกต้องตามไวยากรณ์ และเป็นระบบ)
C. ถ้ามีความบกพร่องของประสาทรับรู้อยู่ ความลำบากในทักษะการเขียนนี้จะเกินกว่าความบกพร่องทางประสาทที่มีอยู่

Major Depressive Disorder (โรคซึมเศร้า)
Major Depressive Disorder, Single Episode
A. มี Major Depressive Episode หนึ่งครั้ง
B. Major Depressive Episode นี้ ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Schizoaffective Disorder และมิได้เกิดขึ้นซ้อนกับ Schizophrenia, Schizophreniform Disorder, Delusional Disorder, หรือ Psychotic Disorder Not Otherwise Specified ที่เป็นก่อนอยู่แล้ว
C. ไม่เคยมี Manic Episode (ดูหน้า ppp), Mixed Episode (ดูหน้า ppp), หรือ Hypomanic Episode หมายเหตุ: ไม่ใช้ข้อแยกนี้หากระยะอาการคล้าย mania, mix, hypomania เหล่านี้เป็นผลจากสารหรือการรักษา หรือเป็นผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Major Depressive Disorder, Recurrent
A. มี Major Depressive Episode สองครั้งหรือมากกว่า

B. Major Depressive Episode นี้ ไม่เข้าได้ดีกว่ากับ Schizoaffective Disorder และมิได้เกิดขึ้นซ้อนกับ Schizophrenia, Schizophreniform Disorder, Delusional Disorder, หรือ Psychotic Disorder Not Otherwise Specified ที่เป็นก่อนอยู่แล้ว
C. ไม่เคยมี Manic Episode (ดูหน้า ppp), Mixed Episode (ดูหน้า ppp), หรือ Hypomanic Episode หมายเหตุ: ไม่ใช้ข้อแยกนี้หากระยะอาการคล้าย mania, mix, hypomania เหล่านี้เป็นผลจากสารหรือการรักษา หรือเป็นผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Major Depressive Episode
A. มีอาการดังต่อไปนี้ห้าอาการ (หรือมากกว่า) ร่วมกันอยู่นาน 2 สัปดาห์ และแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ไปจากแต่ก่อน: โดยมีอาการอย่างน้อยหนึ่งข้อของ (1) อารมณ์ซึมเศร้า (2) เบื่อหน่าย ไม่มีความสุข

(1) มีอารมณ์ซึมเศร้าเป็นส่วนใหญ่ของวัน แทบทุกวัน โดยได้ไม่จากการบอกเล่าของผู้ป่วย (เช่น รู้สึกเศร้า หรือว่างเปล่า) ก็จากการสังเกตของผู้อื่น (เช่น เห็นว่าร้องให้) หมายเหตุ: ในเด็กและวัยรุ่นสามารถเป็นอารมณ์หงุดหงิด
(2) ความสนใจหรือความสุขใจในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดหรือแทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก เป็นส่วนใหญ่ของวัน แทบทุกวัน (โดยได้ไม่จากการบอกเล่าของผู้ป่วย ก็จากการสังเกตของผู้อื่น)
(3) น้ำหนักลดลงโดยมิได้เป็นจากการคุมอาหาร หรือเพิ่มขึ้นอย่างมีความสำคัญ (ได้แก่น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารแทบทุกวัน หมายเหตุ: ในเด็ก ดูว่าน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นตามที่ควรจะเป็น
(4) นอนไม่หลับ หรือหลับมากไปแทบทุกวัน
(5) psychomotor agitation หรือ retardation แทบทุกวัน (จากการสังเกตของผู้อื่น มิใช่เพียงจากความรู้สึกของผู้ป่วยว่ากระวนกระวายหรือช้าลง)
(6) อ่อนเพลีย หรือไร้เรี่ยวแรงแทบทุกวัน
(7) รู้สึกตนเองไร้ค่า หรือรู้สึกผิดอย่างไม่เหมาะสมหรือมากเกินควร (อาจถึงขั้นหลงผิด) แทบทุกวัน (มิใช่เพียงแค่การโทษตนเองหรือรู้สึกผิดที่ป่วย)
(8) สมาธิหรือความสามารถในการคิดอ่านลดลง หรือตัดสินใจอะไรไม่ได้ แทบทุกวัน (โดยได้ไม่จากการบอกเล่าของผู้ป่วย ก็จากการสังเกตของผู้อื่น)
(9) คิดถึงเรื่องการตายอยู่เรื่อย ๆ (มิใช่แค่กลัวว่าจะตาย) คิดอยากตายอยู่เรื่อย ๆ โดยมิได้วางแผนแน่นอน หรือพยายามฆ่าตัวตายหรือมีแผนในการฆ่าตัวตายไว้แน่นอน
B. อาการเหล่านี้มิได้เข้ากับเกณฑ์ของ Mixed Episode
C. อาการเหล่านี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
D. อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น hypothyroidism)
E. อาการไม่ได้เข้ากับ Bereavement ได้ดีกว่า ได้แก่ มีอาการคงอยู่นานกว่า 2 เดือนหลังการสูญเสียผู้ที่ตนรัก หรือมีหน้าที่บกพร่องลงมาก หมกมุ่นกับความคิดว่าตนไร้ค่าอย่างผิดปกติ มีความคิดฆ่าตัวตาย มีอาการโรคจิต หรือ psychomotor retardation
Male Erectile Disorders
A. ไม่มีการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หรือไม่สามารถคงสภาวะนี้ได้จนสำเร็จกิจกรรมทางเพศ โดยเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดหรือเป็นช่วงๆ
B. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือก่อปัญหาระหว่างบุคคล
C. ความผิดปกติด้านการแข็งตัวนี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับความผิดปกติอื่นใน Axis I (ยกเว้นความผิดปกติทางเพศอื่นๆ ) และมิได้เป็นผลเฉพาะโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Male Orgasmic Disorders (เดิมเรียก Inhibited Male Orgasm)
A. ผู้ป่วยไม่บรรลุจุดสุดยอดหรือถึงช้า หลังระยะตื่นตัวทางเพศตามปกติ โดยเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดหรือเป็นช่วงๆ ในระหว่างการมีกิจกรรมทางเพศ ซึ่งเมื่อผู้รักษาได้คำนึงถึงเรื่องอายุของผู้นั้นแล้ว เห็นว่ามีความเพียงพอในแง่ของ การให้ความสนใจ ความมากน้อย และระยะเวลาของการร่วมเพศ
B. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือก่อปัญหาระหว่างบุคคล
C. ความผิดปกติด้านการบรรลุจุดสุดยอดนี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับความผิดปกติอื่นใน Axis I (ยกเว้นความผิดปกติทางเพศอื่นๆ ) และมิได้เป็นผลเฉพาะโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Mental Retardation (ระดับเชาวน์ปัญญาบกพร่อง)
A. มีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ คือ มี IQ ประมาณหรือต่ำกว่า 70 จากการทดสอบ IQ รายบุคคล ( ในทารก วินิจฉัยโดยอาศัยการตัดสินทางการแพทย์ ว่ามีระดับเชาน์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีความสำคัญ)
B. มีความบกพร่องหรือไม่สามารถปรับตัวใช้ชีวิตในปัจจุบัน ( คือไม่มีความสามารถดังกล่าวเท่าคนในวัยเดียวกัน ในวัฒนธรรมเดียวกัน ) ในอย่างน้อย 2 ด้านต่อไปนี้คือ การสื่อสาร การดูแลตนเอง ช่วยตนเองในบ้าน ทักษะการเข้าสังคม การหาความช่วยเหลือ รู้จุดมุ่งหมายของตนเอง ทักษะในการเรียน ทำงาน การพักผ่อน สุขภาพ และความปลอดภัย
C. เริ่มมีอาการก่อนอายุ 18 ปี
ให้ระหัสตามความรุนแรงของความบกพร่องทางเชาวน์ปัญญา
F70.9 Mild Mental Retardation: IQ 50-55 ถึงประมาณ 70
F71.9 Moderate Mental Retardation: IQ 35-40 ถึง 50-55
F72.9 Severe Mental Retardation: IQ 20-25 ถึง 35-40
F73.9 Profound Mental Retardation : IQ ต่ำกว่า 20 หรือ 25
F79.9Mental Retardation, Severity Unspecified:
เมื่อมีสมมติฐานแน่ชัดว่ามีภาวะนี้ แต่ไม่อาจวัดระดับโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานได้ (เช่น มีความบกพร่องมากหรือไม่ร่วมมือเกินไป หรือ กับเด็กทารก)
Narcissistic Personality Disorders
รู้สึกว่าตนเองยิ่งใหญ่มีความสำคัญ (ในจินตนาการหรือพฤติกรรม) ต้องการให้ผู้อื่นชื่นชม และไม่สนใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 5 ข้อขึ้นไป
(1) มีความรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญมาก (เช่น คิดว่าตนเองมีความสำเร็จหรือความสามารถพิเศษมากเกินความเป็นจริง คาดหวังที่จะได้รับการยอมรับว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นโดยที่ไม่มีความสำเร็จถึงระดับนั้น)
(2) จมอยู่กับความคิดเพ้อฝันเกี่ยวกับการประสบกับ ความสำเร็จ อำนาจ ความหลักแหลม ความสวยงาม หรือความรักในอุดมคติ อย่างไม่มีขีดจำกัด
(3) เชื่อว่าตนเองเป็นคน “พิเศษ” ผิดจากใครๆ และมีแต่คน (หรือสถาบัน) ที่พิเศษหรือมีฐานะสูงอื่นๆ เท่านั้น ที่จะเข้าใจตนเอง หรือที่ตนเองควรเกี่ยวข้องด้วย
(4) ต้องการการชื่นชมอย่างมาก
(5) รู้สึกว่าตนเองมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น ได้แก่ คาดหวังอย่างไม่มีเหตุผลที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ หรือให้ผู้อื่นปฏิบัติไปตามที่ตนเองหวังไว้
(6) แสวงผลประโยชน์จากสัมพันธภาพกับผู้อื่น ได้แก่ ใช้ประโยชน์จากผู้อื่นเพื่อให้ตนเองได้ในสิ่งที่มุ่งหวัง
(7) ไม่สนใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น: ไม่สนใจที่จะรับรู้หรือเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
(8) มักอิจฉาผู้อื่น หรือเชื่อว่าผู้อื่นอิจฉาตนเอง
(9) มีท่าทีหรือพฤติกรรมแบบหยิ่งยะโส ถือตัว
Narcolepsy
A. จู่ๆ ก็นอนแบบฝืนไม่ได้เมื่อตื่นก็รู้สึกเหมือนนอนเต็มที่ ซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน เป็นเวลานานอย่างน้อย 3 เดือน
B. มีอาการต่อไปนี้ 1 หรือ 2 ข้อ
(1) cataplexy (จู่ๆ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อทั้ง 2 ข้างก็หายไปเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ส่วนใหญ่พบเกี่ยวข้องกับการมีอารมณ์ที่รุนแรง)
(2) มีการนอนในรูปแบบของ rapid eye movement (REM) แทรกเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ในช่วงต่อระหว่างขณะนอนกับขณะตื่น โดยมีอาการของ hypnopompic หรือ hypnagogic hallucination หรือ sleep paralysis ในช่วงต้น หรือช่วงสิ้นสุดของการนอน)
C. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ
Nightmare Disorder (เดิมเรียก Dream Anxiety Disorder)
A. มีการตื่นขณะนอนตามปกติหรือในช่วงงีบ โดยผู้ป่วยจำได้อย่างละเอียดว่าตนเองฝันเป็นเรื่องราวที่น่ากลัวหรือน่าตกใจมาก โดยมีอาการเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เรื่องที่ฝันมักเกี่ยวกับความเป็นความตาย ความปลอดภัย หรือ self-esteem โดยทั่วไปจะตื่นในช่วงครึ่งหลังของการนอน
B. ขณะตื่นจากฝันร้าย ผู้ป่วยจะกลับมาตื่นตัวและรับรู้สิ่งรอบตัวอย่างค่อนข้างเร็ว (ต่างจาก Sleep Terror Disorder และการชักบางรูปแบบ ที่ผู้ป่วยมักสับสนและมี disorientation)
C. การฝันร้าย หรือการตื่นจากฝันร้ายที่ทำให้การนอนเปลี่ยนแปลงไปนี้ ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
D. การฝันร้ายนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่เป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ (เช่น delirium, Posttraumatic Stress Disorder) และมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Obsessive-Compulsive Disorder –OCD (โรคย้ำคิดย้ำทำ)
A. มี obsessions หรือ compulsions:
obsessions มีความหมายตามข้อ (1), (2), (3), และ (4):
(1) มีความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และคงอยู่ตลอด และในช่วงใดช่วงหนึ่งของความผิดปกติ ผู้ป่วยรู้สึกว่าลักษณะดังกล่าวรบกวนตนเองและไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดความวิตกกังวล หรือความทุกข์ใจอย่างมาก
(2) ความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพนี้ มิได้เป็นเพียงความกังวลมากเกินควรต่อปัญหาที่มีอยู่จริง
(3) ผู้ป่วยพยายามเพิกเฉย หรือเก็บกดความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพที่เกิดขึ้น หรือหักล้างโดยความคิดหรือการกระทำอื่น ๆ
(4) ผู้ป่วยตระหนักดีว่าความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นี้ มาจากจิตใจของตนเอง (มิได้ถูกสอดแทรกโดยเดิมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ดังใน thought insertion)
compulsions มีความหมายตามข้อ (1), (2), (3), และ (4):
(1) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ (เช่น การล้างมือ การจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ การตรวจดูสิ่งต่าง ๆ) หรือกิจกรรมทางจิตใจที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ (เช่น การสวดมนต์ การนับ การคิดคำในใจซ้ำ ๆ ) ซึ่งผู้ป่วยรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำเพื่อตอบสนองต่อการย้ำคิด หรือ เป็นไปตามกฎซึ่งต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด)
(3) พฤติกรรม หรือกิจกรรมทางจิตใจมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันหรือลดความทุกข์ทรมาน หรือป้องกันเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่น่ากลัวบางอย่าง ; อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม หรือกิจกรรมทางจิตใจ ไม่ได้เกี่ยวโยงตามความเป็นจริงกับสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการหักล้างหรือป้องกัน หรือเห็นได้ชัดว่ามากเกินควร
B. ณ เวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคนี้ ผู้ป่วยตระหนักว่า obsessions หรือ compulsions นี้ เป็นมากเกินหรือไม่มีเหตุผล หมายเหตุ: กรณีนี้ไม่ใช้สำหรับเด็ก
C. อาการ obsessions หรือ compulsions ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน และเสียเวลาไปมาก (มากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน) หรือรบกวนต่อกิจวัตรตามปกติ การงาน (หรือการเรียน) หรือการเข้าสังคมหรือสัมพันธภาพทางสังคมอย่างมาก
D. หากมีความผิดปกติอื่นใน Axis I เนื้อหาของ obsessions หรือ compulsions มิได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ความผิดปกตินั้นเท่านั้น (เช่น การหมกมุ่นในเรื่องของอาหาร โดยเป็น Eating Disorders; การดึงผม โดยเป็น Trichotillomania; การจดจ่ออยู่กับเรื่องรูปร่าง โดยเป็น Body Dysmorphic Disorder; การหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องการใช้สาร โดยเป็น Substance Use Disorder; การหมกมุ่นต่อการมีโรคที่ร้ายแรง โดยเป็น Hypochondriasis; การหมกมุ่นเรื่องความกำหนัด หรือจินตนาการทางเพศ โดยเป็น Paraphilia; หรือ การครุ่นคิดแต่เรื่องความผิดของตนเอง โดยเป็น Major Depressive Disorder)
E. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย

Obsessive-Compulsive Personality Disorders
หมกมุ่นกับเรื่องของ ความเรียบร้อย สมบูรณ์ครบถ้วน และการควบคุมจิตใจและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จนทำให้สูญเสีย ความยืดหยุ่น ความเปิดเผยตนเองและความมีประสิทธิภาพ รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป
(1) หมกมุ่นอยู่กับ รายละเอียด กฎเกณฑ์ รายการ ลำดับขั้นตอน การจัดการ หรือกำหนดการ มากจนทำให้พลาดสาระสำคัญของกิจกรรมนั้นๆ
(2) มีลักษณะต้องการความสมบูรณ์แบบจนรบกวนการเสร็จสิ้นของงานแต่ละอย่าง (เช่น ไม่สามารถทำโครงการให้เสร็จสิ้นเพราะเห็นว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ที่ตัวเองคิดว่าดีพอ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เคร่งเกินไป)
(3) อุทิศตนเองให้กับงานและการสร้างผลงานมากจนขาดในเรื่องของการพักผ่อนหย่อนใจหรือการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่นไป (ไม่รวมกรณีที่เห็นชัดว่าเป็นจากเหตุจำเป็นทางเศรษฐกิจ)
(4) มโนธรรมสูงมาก จริงจังเรื่องความถูก-ผิด เคร่งครัดในเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรม จริยธรรม หรือค่านิยม (ไม่รวมกรณีที่เป็นลักษณะตามวัฒนธรรมหรือศาสนา)
(5) ไม่สามารถทิ้งสิ่งของที่ชำรุดหรือไม่มีค่าแล้ว แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าทางจิตใจแต่อย่างใด
(6) ไม่เต็มใจที่จะมอบหมายงานหรือภาระหน้าที่ของตนให้ผู้อื่นทำแทน จนกว่าจะได้รับการยืนยันว่าจะทำตามอย่างที่ตนเองเคยทำทุกอย่าง
(7) ใช้ชีวิตแบบทนทุกข์ทั้งกับตนเองหรือที่ตั้งกับผู้อื่น มองเห็นว่าเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเก็บไว้เผื่ออนาคตอาจมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น
(8) มีลักษณะไม่ยืดหยุ่น เปลี่ยนยาก
Opioid – Related Disorders
F11.00 Opioid Intoxication
A. เพิ่งมีการใช้ opioid ชนิดใดชนิดหนึ่ง
B. มีพฤติกรรม หรือสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ อย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ ( เช่น อารมณ์ครื้นเครงเริ่มต้น ตามด้วย apathy อารมณ์ไม่แจ่มใส psychomotor agitation หรือ retardation การตัดสินใจไม่ดี สูญเสียการเข้าสังคม หรือการงาน ) ที่เกิดขึ้นระหว่าง หรือไม่นาน หลังจากการใช้ หรือ ได้รับ opioid
B. ม่านตาหดตัว ( หรือขยายจากการขาดอากาศเนื่องจากเสพยาเกินขนาดอย่างมาก ) และมีอาการต่อไปนี้หนึ่งข้อ ( หรือมากกว่า ) เกิดขึ้นระหว่าง หรือไม่นาน หลังจากการใช้ หรือ ได้รับ opioid:
(1) ง่วง ซึม หรือ coma
(2) พูดอ้อแอ้
(3) ความสนใจ หรือ ความทรงจำบกพร่อง
D. อาการไม่ได้เกิดจากผลของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า

ลงรหัส F11.04 หากมี With Perceptual Disturbances: ตัวระบุจำเพาะนี้ใช้เมื่อมีอาการประสาทหลอน โดยที่ผู้ป่วยทราบว่า ไม่เป็นความจริง หรือมีการเห็น ได้ยิน หรือรู้สึกสัมผัสผิดจากความจริงโดยไม่มี delirium การทราบว่าไม่เป็นความจริง หมายถึง ผู้ป่วยทราบว่า อาการประสาทหลอนนั้นเป็นผลจากสาร และไม่ใช่ความจริง เมื่อประสาทหลอนเกิดโดยผู้ป่วยคิดว่า เป็นความจริง ควรวินิจฉัยว่า เป็น Substance-Induced Psychotic Disorder, With Hallucinations
F11.3 Opioid Withdrawal
A. มีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
- หยุด ( หรือลดการใช้ ) opioid ซึ่งได้มีการใช้ปริมาณมาก เป็นเวลานาน (สองสามสัปดาห์ หรือนานกว่า)
- มีการใช้ opioid antagonist หลังจากมีการใช้ opioid ระยะเวลาหนึ่ง
B. มีอาการต่อไปนี้ สามข้อ ( หรือมากกว่า ) เกิดภายในไม่กี่นาที หรือสองสามวัน หลังจากเกณฑ์ A
- อารมณ์ไม่แจ่มใส
- คลื่นไส้ หรืออาเจียน
- ปวดกล้ามเนื้อ
- น้ำตาไหล หรือน้ำมูกไหล
- ม่ายตาขยาย ขนลุก หรือเหงื่อออก
- ท้องเสีย
- หาวนอน
- ไข้
- นอนไม่หลับ
C. อาการตามเกณฑ์ B ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
D. อาการไม่ได้เกิดจากผลของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า
Pain Disorder
A. ผู้ป่วยมีอาการเด่นทางการแพทย์เป็นอาการปวดตามตำแหน่งของร่างกายตั้งแต่หนึ่งแห่งขึ้นไป และรุนแรงจนทำให้ต้องให้ความสนใจตรวจรักษา
B. อาการปวดทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
C. พบว่าปัจจัยด้านจิตใจมีบทบาทสำคัญต่อการเริ่มมีอาการปวด ความรุนแรง การกำเริบ หรือการทำให้อาการคงอยู่
D. ผู้ป่วยไม่ได้จงใจก่ออาการ หรือแกล้งทำ (ดังใน Factitious Disorder หรือ Malingering)
E. อาการปวดไม่เข้าได้ดีว่ากับ Mood, Anxiety หรือ Psychotic Disorder และไม่เข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยของ Dyspareunia
Panic Disorder and Agoraphobia
เนื่องจาก Panic Attack และ Agoraphobia สามารถพบร่วมกับโรคในกลุ่มนี้ได้หลายโรค จึงแยกแสดงเกณฑ์การวินิจฉัยของ Panic Disorder และ Agoraphobia ต่างหากออกมาตั้งแต่ตอนเริ่มต้น ทั้งสองกลุ่มอาการนี้ไม่มีรหัสเฉพาะ และไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้โดยโดด ๆ
Panic Attack
มีความกลัวหรือความอึดอัดไม่สบายอย่างรุนแรงเป็นระยะเวลาที่ชัดเจน โดยมีอาการในหัวข้อต่อไปนี้ ตั้งแต่ 4 อาการขึ้นไป อาการ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และถึงระดับสูงสุดภายใน 10 นาที
1. ใจสั่น ใจเต้นแรง หรือใจเต้นเร็วมาก
2. เหงื่อแตก
3. สั่น
4. หายใจไม่อิ่ม หรือ หายใจขัด
5. รู้สึกอึดอัด หรือแน่นอยู่ข้างใน
6. เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
7. คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน
8. วิงเวียน โคลงเคลง มึนตื้อ หรือเป็นลม
9. derealization หรือ depersonalization
10. กลัวคุมตัวเองไม่ได้ หรือกลัวเป็นบ้า
11. กลัวว่าจะตาย
12. paresthesias (ชา หรือรู้สึกซู่ซ่า)
13. หนาวสั่น หรือร้อนวูบวาบ
Agoraphobia
A. กังวลต่อการอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ที่อาจหลีกเลี่ยงได้ลำบาก (หรืออาจทำให้อับอาย) หรืออาจไม่ได้รับการช่วยเหลือ หากว่าผู้ป่วยเกิดมี Panic Attack หรือมีอาการที่คล้าย Panic ไม่ว่าจะเป็นขึ้นมาเองหรือเป็นจากบางสถานการณ์มากระตุ้นก็ตาม ความกลัวแบบ Agoraphobia ที่เป็นแบบฉบับ มักจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์เหล่านี้ ซึ่งประกอบด้วย การออกนอกบ้านตามลำพัง การอยู่ท่านกลางหมู่คนหรือยืนต่อแถว การอยู่บนสะพาน และการเดินทางโดยรถเมล์ รถไฟ หรือรถยนต์

B. มีการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ (เช่น งดการเดินทาง) หรือไม่ก็ต้องทนเผชิญโดยมีความทุกข์ใจมากหรือมีความวิตกกังวลว่าจะเกิด Panic Attack หรือมีอาการที่คล้าย Panic หรือต้องมีผู้อื่นอยู่ร่วมด้วย
C. อาการวิตกกังวลหรือการเลี่ยงจากความกลัวนี้ ไม่ได้เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ดีกว่า เช่น Social Phobia (เช่น การหลีกเลี่ยงจำกัดอยู่เฉพาะการพบปะผู้คน เนื่องจากเกรงว่าจะแสดงความประหม่า), Specific Phobia (การหลีกเลี่ยงจำกัดอยู่เฉพาะสถานการณ์เดียวเท่านั้น เช่น ลิฟต์), Obsessive-Compulsive Disorder ( เช่น บางคนหลีกเลี่ยงสิ่งสกปรกเนื่องจากหมกมุ่นกับการกลัวติดเชื้อโรค), Posttraumatic Stress Disorder (เช่น หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับความกดดันที่รุนแรงนั้น), หรือ Separation Anxiety Disorder (เช่น หลีกเลี่ยงการห่างจากบ้านหรือญาติ)
F41.0 Panic Disorder Without Agoraphobia
A. มีทั้ง (1) และ (2)
(1) มี Panic Attacks เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยคาดไม่ได้ (ดูหน้า ppp)
(2) อย่างน้อยหนึ่งครั้งของการเกิดอาการ จะต้องมีอาการดังต่อไปนี้หนึ่งข้อ (หรือมากกว่า) ติดตามมาเป็นเวลานาน 1 เดือน (หรือมากกว่า)
(a) กังวลว่าจะเกิดอาการขึ้นอีกอยู่ตลอดเวลา
(b) กังวลว่าอาจส่อถึงโรคร้ายแรงหรือกังวลเกี่ยวกับผลติดตามมา (เช่น คุมตัวเองไม่ได้ เป็นโรคหัวใจ เป็นบ้า)
(c) พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เนื่องมาจากการเกิดอาการ
B. ไม่มี Agoraphobia
C. Panic Attacks นี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น hyperthyroidism)
D. Panic Attacks นี้ ไม่ได้เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ดีกว่า เช่น Social Phobia (เช่น เกิดอาการขณะเผชิญกับสถานการณ์ทางสังคมที่หวั่นเกรง) Specific Phobia (เช่น เผชิญกับสถานการณ์ที่กลัว), Obsessive-Compulsive Disorder ( เช่น เผชิญกับสิ่งสกปรกในคนที่หมกมุ่นกับการกลัวติดเชื้อโรค), Posttraumatic Stress Disorder (เช่น เกิดอาการจากสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับความกดดันที่รุนแรงนั้น), หรือ Separation Anxiety Disorder (เช่น เกิดอาการจากการต้องห่างจากบ้านหรือญาติใกล้ชิด)
F40.01 Panic Disorder With Agoraphobia
A. มีทั้ง (1) และ (2)
(1) มี Panic Attacks เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยคาดไม่ได้
(2) อย่างน้อยหนึ่งครั้งของการเกิดอาการ จะต้องมีอาการดังต่อไปนี้หนึ่งข้อ (หรือมากกว่า) ติดตามมาเป็นเวลานาน 1 เดือน (หรือมากกว่า)
(a) กังวลว่าจะเกิดอาการขึ้นอีกอยู่ตลอดเวลา
(b) กังวลว่าอาจส่อถึงโรคร้ายแรงหรือกังวลเกี่ยวกับผลติดตามมา (เช่น คุมตัวเองไม่ได้ เป็นโรคหัวใจ เป็นบ้า)
(c) พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เนื่องมาจากการเกิดอาการ
B. มี Agoraphobia
C. Panic Attacks นี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น hyperthyroidism)
D. Panic Attacks นี้ ไม่ได้เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ดีกว่า เช่น Social Phobia (เช่น เกิดอาการขณะเผชิญกับสถานการณ์ทางสังคมที่หวั่นเกรง) Specific Phobia (เช่น เผชิญกับสถานการณ์ที่กลัว), Obsessive-Compulsive Disorder ( เช่น เผชิญกับสิ่งสกปรกในคนที่หมกมุ่นกับการกลัวติดเชื้อโรค), Posttraumatic Stress Disorder (เช่น เกิดอาการจากสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับความกดดันที่รุนแรงนั้น), หรือ Separation Anxiety Disorder (เช่น เกิดอาการจากการต้องห่างจากบ้านหรือญาติใกล้ชิด)
F40.00 Agoraphobia Without History of Panic Disorder
A. มี Agoraphobia (ดูหน้า pp) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความกลัวว่าจะเกิดมีอาการที่คล้าย Panic (เช่น เวียนศีรษะ หรือ ท้องร่วง)
B. อาการไม่เคยเข้าเกณฑ์ของ Panic Disorder
C. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
D. หากมีภาวะความเจ็บป่วยทางกายที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการ ความกลัวตามเกณฑ์ข้อ A จะมากเกินกว่าที่มักพบร่วมกับภาวะดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด
Paranoid Personality Disorders
A. ไม่ไว้วางใจและตั้งข้อสงสัยผู้อื่น โดยแปลไปว่าผู้อื่นไม่หวังดีต่อตน รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป
(1) ตั้งข้อสงสัยโดยที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ ว่าผู้อื่นมุ่งหวังประโยชน์จากตน มุ่งร้ายต่อตน หรือหลอกลวงตนเอง
(2) หมกมุ่นกับความสงสัยอย่างเกินเหตุเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ หรือความน่าไว้วางใจของเพื่อนหรือผู้ร่วมงาน
(3) ไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยความลับแก่ผู้อื่น เนื่องจากมีความกลัวที่ปราศจากเหตุผลว่าผู้อื่นอาจใช้ข้อมูลดังกล่าวไปในทางที่ไม่ดีต่อตน
(4) รู้สึกไวต่อการดูถูกหรือท่าทีที่คุกคาม แม้จะไม่เห็นชัด และเป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เล็กน้อย
(5) เจ้าคิดเจ้าแค้น ได้แก่ ไม่ยอมยกโทษต่อการถูกดูถูก เหยียดหยาม หรือทำร้าย
(6) เห็นว่าตนเองถูกโจมตีในเรื่องบุคลิกลักษณะหรือชื่อเสียง โดยที่ผู้อื่นมิได้เห็นเช่นนั้น และมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยความขุ่นเคืองหรือตอบโต้ อย่างทันทีทันใด
(7) ตั้งข้อสงสัยอย่างไม่มีเหตุผลอยู่เรื่อยๆ ในเรื่องความซื่อสัตย์ของคู่ครองหรือคู่นอน
B. ลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงของ Schizophrenia, Mood Disorder With Psychotic Features หรือ Psychotic Disorder อื่นๆ และมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย

Paraphilia (กามวิตถาร)
Exhibitionism
A. มีความต้องการทางเพศ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้เปิดเผยอวัยวะเพศของตนต่อคนแปลกหน้า หรือการมีจินตนาการในทำนองนี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศอย่างมาก เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
B. จินตนาการ ความต้องการทางเพศ หรือพฤติกรรมนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
Fetishism
A. มีความต้องการทางเพศ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้สิ่งของที่ไม่มีชีวิต (เช่นชุดชั้นในของผู้หญิง) หรือการมีจินตนาการในทำนองนี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศอย่างมาก เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
B. จินตนาการ ความต้องการทางเพศ หรือพฤติกรรมนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
C. สิ่งที่กระตุ้นนี้ไม่ได้เป็นแต่เฉพาะชิ้นส่วนของเครื่องแต่งกายสตรีที่ใช้ในการแต่งแบบเพศตรงข้าม (ดังใน Transvestic Fetishism) หรือเครื่องมือที่ออกแบบสำหรับการกระตุ้นอวัยวะเพศ (เช่น vibrator)
Frotteurism
A. มีความต้องการทางเพศ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้สัมผัสหรือถูไถกับผู้ที่ไม่ยินยอมให้ทำ หรือการมีจินตนาการในทำนองนี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศอย่างมาก เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
B. จินตนาการ ความต้องการทางเพศ หรือพฤติกรรมนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
Pedophilia
A. มีความต้องการทางเพศ หรือพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีกิจกรรมทางเพศกับเด็กก่อนวัยเจริญพันธุ์ หรือเด็กเล็ก (โดยทั่วไปอายุตั้งแต่ 13 ปีลงไป) หรือการมีจินตนาการในทำนองนี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศอย่างมาก เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
B. จินตนาการ ความต้องการทางเพศ หรือพฤติกรรมนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
C. บุคคลนั้นอายุอย่างน้อย 16 ปีและอย่างน้อยอายุมากกว่าเด็กตามเกณฑ์ข้อ A อยู่ 5 ปี


Sexually Attracted to Males
Sexually Attracted to Females
Sexually Attracted to Both
Limited to Incest
Exclusive Type (สนใจแต่เฉพาะเด็กเล็ก)
Non exclusive Type
Sexual Masochism
A. มีความต้องการทางเพศ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับ การถูกดูถูก ถูกโบยตี ถูกผูกมัด หรือการกระทำอื่น ๆ ที่ทำให้ทุกข์ทรมาน (เรื่องจริง มิใช่สมมุติขึ้น) หรือการมีจินตนาการในทำนองนี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศอย่างมาก เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
B. จินตนาการ ความต้องการทางเพศ หรือพฤติกรรมนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
Sexual sadism
A. มีความต้องการทางเพศ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการที่ผู้เป็นเหยื่อมีความทุกข์ทรมาน (เรื่องจริง มิใช่สมมุติขึ้น) ทางร่างกายหรือจิตใจ (รวมถึงการถูกดูถูก) จะทำให้บุคคลนั้นมีความตื่นเต้นทางเพศ หรือการมีจินตนาการในทำนองนี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศอย่างมาก เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
B. จินตนาการ ความต้องการทางเพศ หรือพฤติกรรมนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
Tranvestic Fetishism
A. มีความต้องการทางเพศ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้สวมใส่ชุดของเพศตรงกันข้าม ในชายที่ชอบเพศหญิง หรือการมีจินตนาการในทำนองนี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศอย่างมาก เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
B. จินตนาการ ความต้องการทางเพศ หรือพฤติกรรมนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง

Voyeurism
A. มีความต้องการทางเพศ หรือมีพฤติกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้แอบดูบุคคลอื่นกำลังเปลือย กำลังถอดเสื้อผ้า หรือกำลังมีกิจกรรมทางเพศ หรือการมีจินตนาการในทำนองนี้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศอย่างมาก เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
B. จินตนาการ ความต้องการทางเพศ หรือพฤติกรรมนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
Personality Disorders (บุคลิกภาพผิดปกติ)
เกณฑ์การวินิจฉัยโดยทั่วไปของ Personality Disorders
A. รูปแบบของประสบการณ์ภายในและพฤติกรรมที่คงอยู่ตลอด ซึ่งเบี่ยงเบนไปอย่างมากจากที่เห็นกันว่าปกติตามวัฒนธรรมของบุคคลนั้นๆ รูปแบบดังกล่าวแสดงออกในด้านต่อไปนี้ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป
(1) cognition (ได้แก่ วิธีการรับรู้ต่อตนเอง ผู้อื่น หรือสถานการณ์ และการแปลความหมายของสิ่งที่รับรู้นั้น)
(2) affectivity (ได้แก่อารมณ์ตอบสนอง โดยดูในแง่ของขอบเขต ความมากน้อย ความง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง และความเหมาะสม)
(3) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น
(4) การควบคุมแรงผลักดันภายใน
B. รูปแบบที่คงอยู่ตลอดนี้จะไม่ยืดหยุ่น และเป็นครอบคลุมไปแทบทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านส่วนตัว หรือด้านที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น
C. รูปแบบที่คงอยู่ตลอดนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่น ๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
D. รูปแบบดังกล่าวนี้จะเป็นอยู่อย่างคงที่และเป็นระยะเวลานาน และระยะเริ่มต้นนั้นสามารถสืบย้อนไปได้ว่าเป็นมาอย่างน้อยตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
E. รูปแบบที่คงอยู่ตลอดนี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับกรณีที่เป็นระยะเริ่มต้น หรือเป็นผลติดตามมา ของโรคทางจิตเวชอื่นๆ
F. รูปแบบที่คงอยู่ตลอดนี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย (เช่น การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ)
Posttraumatic Stress Disorder (PTSD)
A. ผู้ป่วยเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ โดยประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ทั้งสองข้อ
(1) ผู้ป่วยเป็นผู้ที่ได้รับ พบเห็น หรือเผชิญกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือคุกคามต่อชีวิต หรือการบาดเจ็บสาหัส หรือคุกคามต่อสภาพร่างกายของตนเองหรือบุคคลอื่น
(2) ปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วยประกอบด้วย ความหวาดกลัวอย่างรุนแรง ความรู้สึกหมดหนทาง หรือ ความหวาดผวา หมายเหตุ: ในเด็กอาจแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่สับสน หรือกระวนกระวาย แทน
B. มีความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจนี้อยู่ตลอด โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่หนึ่งข้อขึ้นไป
(1) มีสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกข์ทรมานผุดขึ้นมาอยู่ซ้ำ ๆ ซึ่งประกอบด้วย มโนภาพ ความคิด หรือการรับรู้ หมายเหตุ: ในเด็กเล็ก อาจมีการเล่นซ้ำ ๆ โดยที่เนื้อหาหรือบางส่วนของเหตุการณ์แสดงออกมาในการเล่น
(2) มีความฝันที่ทำให้ทุกข์ทรมานอยู่ซ้ำ ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ หมายเหตุ: ในเด็ก อาจมีฝันร้ายที่น่ากลัวโดยที่จำเนื้อหาไม่ได้
(3) มีการกระทำหรือความรู้สึกเสมือนหนึ่งเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจเกิดขึ้นมาอีก (ประกอบด้วยความรู้สึกว่าตกอยู่ในเหตุการณ์อีกครั้งหนึ่ง, illusion, อาการประสาทหลอน และ dissociative flashback episodes ซึ่งรวมถึงกรณีที่เกิดขณะเพิ่งตื่นหรือเคลิ้มจากสาร)
(4) มีความทุกข์ทรมานใจอย่างมากเมื่อเผชิญกับสิ่งที่มาทำให้ระลึกถึง ซึ่งอาจมีความหมายต่อจิตใจหรือเป็นจากสถานการณ์ภายนอกโดยตรง ซึ่งมีลักษณะที่เป็นสัญลักษณ์หรือคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ
(5) มีปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายเมื่อเผชิญกับสิ่งที่มาทำให้ระลึกถึง ซึ่งอาจมีความหมายต่อจิตใจหรือเป็นจากสถานการณ์ภายนอกโดยตรง ซึ่งมีลักษณะที่เป็นสัญลักษณ์หรือคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ
C. มีการหลีกเลี่ยงอยู่ตลอดต่อสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ และการตอบสนองทั่วไปจะเป็นแบบมึนเฉย (ไม่พบลักษณะนี้ก่อนเกิดเหตุการณ์) โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่สามข้อขึ้นไป
(1) พยายามเลี่ยงความคิด ความรู้สึก หรือการสนทนาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น
(2) พยายามเลี่ยงกิจกรรม สถานที่ หรือบุคคลที่กระตุ้นให้ระลึกถึงเหตุการณ์นั้น
(3) ไม่สามารถระลึกถึงส่วนที่สำคัญของเหตุการณ์นั้น
(4) ความสนใจหรือการเข้าร่วมในกิจกรรมที่สำคัญต่าง ๆ ลดลงอย่างมาก
(5) รู้สึกแปลกแยก หรือเหินห่าง ไม่สนิทสนมกับผู้อื่น
(6) ขอบเขตของอารมณ์ลดลง (เช่น ไม่สามารถมีความรู้สึกรักชอบใครได้)
(7) มองอนาคตไม่ยาวไกล (เช่น ไม่คิดหวังจะมีงานทำ แต่งงาน มีลูก หรือมีอายุยืนยาวตามปกติวิสัย)
D. มีอาการของภาวะตื่นตัวมากอยู่ตลอด (ไม่พบลักษณะนี้ก่อนเกิดเหตุการณ์) โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่สองข้อขึ้นไป
(1) นอนหลับยาก หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ
(2) หงุดหงิด หรือแสดงความโกรธออกมาอย่างรุนแรง
(3) ตั้งสมาธิลำบาก
(4) มีความระวังระไวมากกว่าปกติ (5) สะดุ้งตกใจมากเกินปกติ
E. ระยะเวลาของความผิดปกติ (อาการตามเกณฑ์ข้อ B,C, และ D) นานกว่า 1 เดือน
F. อาการเหล่านี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง

Acute: หากระยะเวลาที่มีอาการน้อยกว่า 3 เดือน
Chronic: หากระยะเวลาที่มีอาการ ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป

Premature Ejaculation
A. มีการหลั่งน้ำอสุจิจากการกระตุ้นทางเพศเพียงเล็กน้อยก่อนการสอดใส่ ขณะสอดใส่ หรือในช่วงสั้นๆ หลังการสอดใส่ และเกิดก่อนความต้องการของผู้นั้น โดยเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดหรือเป็นช่วงๆ ผู้รักษาจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อระยะตื่นตัวทางเพศ เช่น อายุ ความคุ้นเคยกับคู่นอนหรือสถานการณ์ และความถี่ห่างของการร่วมเพศในระยะหลัง ๆ
B. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือก่อปัญหาระหว่างบุคคล
C. การหลั่งน้ำอสุจิไวเกินควรมิได้เป็นผลเฉพาะโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น withdrawal จาก opioids)
Primary Hypersomnia
A. อาการเด่นได้แก่การง่วงมากเกินปกติเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน โดยมีหลักฐานจากการที่ผู้ป่วยนอนนานกว่าปกติ หรือนอนช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นแทบจะทุกวัน
B. การง่วงที่มากเกินปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่น ๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
C. การง่วงที่มากเกินปกตินี้ไม่เข้ากันได้ดีกว่ากับ ลักษณะที่เป็นจากการนอนไม่หลับ และมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่เป็น Sleep Disorders อื่นๆ (เช่น Narcolepsy, Breath-Related Sleep Disorder, Circadian Rhythm Sleep Disorders, หรือ Parasomnia) และไม่สามารถเข้ากันได้กับการนอนที่ปริมาณไม่เพียงพอ
D. ความผิดปกตินี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่เป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ
E. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย

Primary Insomnia
A. อาการเด่นได้แก่ เข้านอนแล้วหลับยาก หลับไม่สนิท หรือนอนไม่เต็มอิ่ม เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 เดือน
B. ความผิดปกติด้านการนอนนี้ (หรืออาการอ่อนเพลียในช่วงกลางวันที่เกี่ยวข้องกันกับปัญหาการนอน) ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่น ๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
C. ความผิดปกติด้านการนอนนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่เป็น Narcolepsy, Breath-Related Sleep Disorder, Circadian Rhythm Sleep Disorders, หรือ Parasomnia
D. ความผิดปกตินี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่เป็นโรคทางจิตเวชอื่นๆ (เช่น Major Depressive Disorder, Generalized Anxiety Disorder, delirium
E. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Schizoid Personality Disorders
A. ปลีกตัวจากการมีสัมพันธภาพทางสังคม และการแสดงออกของอารมณ์ขณะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้นมีน้อย รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป
(1) ไม่ต้องการหรือไม่มีความเพลินใจกับการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใคร รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
(2) เลือกกิจกรรมที่ทำตามลำพังแทบจะทุกครั้ง
(3) มีความสนใจน้อยต่อการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้อื่น
(4) มีความสุขกับกิจกรรมเพียงไม่กี่อย่าง
(5) ขาดเพื่อนสนิทหรือคนที่ไว้วางใจได้ นอกเหนือไปจากญาติใกล้ชิด
(6) เฉยชาต่อการชมเชยหรือการตำหนิของผู้อื่น
(7) แสดงอารมณ์เย็นชา เหินห่าง หรือไร้อารมณ์
B. ลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงของ Schizophrenia, Mood Disorder With Psychotic Features หรือ Psychotic Disorder อื่นๆ และมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย

Schizophrenia (โรคจิตเภท)
A. ลักษณะอาการจำเพาะ: มีอาการต่อไปนี้อย่างน้อยสองข้อขึ้นไป โดยมีแต่ละอาการอยู่นานพอสมควรในช่วงเวลา 1 เดือน (หรือน้อยกว่านี้ หากรักษาได้ผล)
(1) อาการหลงผิด
(2) อาการประสาทหลอน
(3) disorganized speech (การพูดจาสับสน เช่น มี derailment หรือ incoherence อยู่บ่อย ๆ)
(4) มีพฤติกรรมแบบ disorganized หรือ catatonic อย่างเห็นได้ชัด
(5) อาการด้านลบ (negative symptoms) ได้แก่ อารมณ์เรียบเฉย (affective flattening) พูดน้อยหรือไม่พูด (alogia) หรือขาดความกระตือรือร้น (avolition)

เพียงอาการเดียวในเกณฑ์ข้อ A ก็เพียงพอ หากอาการหลงผิดเป็นแบบพิลึกพิลั่น (bizarre) หรือ อาการประสาทหลอนเป็นเสียงพูดวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมหรือความคิดของผู้ป่วย หรือมีเสียงตั้งแต่สองเสียงพูดจาโต้ตอบกัน
B. มีปัญหาด้านสังคมหรือการงาน: ตั้งแต่เริ่มเจ็บป่วย กิจกรรมด้านสำคัญ ๆ ของผู้ป่วยบกพร่องลงจากระดับเดิมก่อนป่วยอย่างชัดเจน อย่างน้อยหนึ่งด้านขึ้นไป เช่น การงาน สัมพันธภาพกับผู้อื่น หรือการดูแลตนเอง โดยมีปัญหานี้อยู่นานพอสมควร ( หรือหากเริ่มป่วยตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น ผู้ป่วยมีพัฒนาการไม่ถึงเป้าหมายตามวัยในด้านของ สัมพันธภาพกับผู้อื่น การเรียน หรือการงาน)
C. ระยะเวลา: มีอาการของความผิดปกติอย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 6 เดือนซึ่งภายใน 6 เดือนนี้ต้องมีอาการตามเกณฑ์ข้อ A (ระยะอาการกำเริบ) นานอย่างน้อย 1 เดือน (หรือน้อยกว่านี้หากรักษาได้ผล) และอาจรวมถึงระยะที่มีอาการเริ่มต้น (prodromal symptoms) หรืออาการหลงเหลือ (residual symptoms) ด้วย ในระยะเริ่มต้นหรือระยะหลงเหลือ อาจมีอาการเพียงแค่อาการด้านลบ หรืออาการตามเกณฑ์ในข้อ A สองข้อขึ้นไป แต่อาการเบาบางกว่า (เช่น มีความคิดแปลก ๆ มีการรับรู้ที่ต่างไปจากปกติ (unusual perceptual experience))
D. ไม่รวมถึง Schizoaffective และ Mood Disorder: ต้องแยกโรค Schizoaffective และ Mood Disorder ที่มีอาการโรคจิต โดยข้อใดข้อหนึ่งใน (1) ไม่มี Major Depressive, Manic หรือ Mixed Episode ในระยะอาการโรคจิตกำเริบ หรือ (2) หากมีอาการด้านอารมณ์ขณะที่อาการโรคจิตกำเริบ ช่วงเวลาที่มีอาการด้านอารมณ์โดยรวมทั้งหมดจะสั้น เมื่อเทียบกับระยะอาการโรคจิตกำเริบและระยะที่มีอาการโรคจิตหลงเหลือ
E. ไม่รวมถึงภาวะจากการใช้สารหรือโรคทางกาย: อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
F. ความเกี่ยวเนื่องกับ Pervasive Developmental Disorder: หากมีประวัติของ Autistic Disorder หรือ Pervasive Developmental Disorder อื่น ๆ จะวินิจฉัยว่าเป็น Schizophrenia ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนอย่างชัดเจน นานอย่างน้อยหนึ่งเดือน (หรือน้อยกว่านี้หากรักษาได้ผล)
กลุ่มอาการย่อย (subtype)
จัดกลุ่มย่อยตามลักษณะอาการเด่นในช่วงที่ประเมินผู้ป่วย
Paranoid Type
เป็นกลุ่มที่มีลักษณะตามเกณฑ์ต่อไปนี้
A. หมกมุ่นกับอาการหลงผิดตั้งแต่หนึ่งอาการขึ้นไป หรือมีอาการหูแว่วอยู่บ่อย ๆ
B. ไม่มีอาการต่อไปนี้เป็นอาการเด่น: disorganized speech, พฤติกรรม disorganized หรือ catatonic หรือมีอารมณ์เรียบเฉยหรือไม่เหมาะสม
Disorganized Type
เป็นกลุ่มที่มีลักษณะตามเกณฑ์ต่อไปนี้
A. มีอาการเด่นต่อไปนี้ทั้งหมด
(1) disorganized speech
(2) disorganized behavior
(3) อารมณ์เรียบเฉยหรือไม่เหมาะสม
B. อาการไม่เข้ากับ Catatonic Type
Catatonic Type
เป็นกลุ่มที่มีลักษณะทางคลินิกเด่น ตามเกณฑ์ต่อไปนี้อย่างน้อยสองข้อขึ้นไป
(1) ไม่มีการเคลื่อนไหว โดยมี catalepsy (รวมถึง waxy flexibility) หรือ stupor
(2) มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ (โดยปราศจากจุดมุ่งหมาย และไม่ขึ้นกับสิ่งเร้าภายนอก)
(3) มีการต่อต้าน (negativism) อย่างมาก (ต่อต้านต่อทุกคำสั่งอย่างเห็นได้ชัดโดยปราศจากจุดหมาย หรือเกร็งแข็งอยู่ในท่าเดิมต้านความพยายามที่จะให้เคลื่อนไหว)หรือ ไม่พูด (mutism)
(4) มีการเคลื่อนไหวชนิดอยู่ใต้อำนาจจิตใจ (voluntary) ที่มีท่าทางแปลก ๆ โดยมี posturing (ตั้งใจอยู่ในท่าทางที่แปลก ๆ หรือไม่เหมาะสม) มี stereotyped movement, mannerism ที่ชัดเจน หรือ grimacing ที่ชัดเจน
(5) echolalia หรือ echopraxia
Undifferentiated Type
เป็นกลุ่มที่มีอาการตามเกณฑ์ข้อ A แต่ไม่เข้ากับเกณฑ์ของ Paranoid, Disorganized, หรือ Catatonic Type
Residual Type
เป็นกลุ่มที่มีลักษณะตามเกณฑ์ต่อไปนี้
A. ไม่มีอาการหลงผิด อาการประสาทหลอน disorganized speech, หรือพฤติกรรมแบบ disorganized หรือ catatonic ที่ชัดเจน
B. ยังคงมีอาการของความผิดปกติอยู่ โดยการมีอาการด้านลบ หรือมีอาการตามเกณฑ์ในข้อ A ของ Schizophrenia สองข้อขึ้นไป แต่อาการเบาบางกว่า (เช่น มีความคิดแปลก ๆ มีการรับรู้ที่ต่างไปจากปกติ (unusual perceptual experience))
Schizophreniform Disorder (โรคจิตเภทชนิดสั้น)
A. มีอาการตามเกณฑ์ข้อ A, D, และ E ของ Schizophrenia
B. ช่วงเวลาที่ป่วย (ประกอบด้วยระยะเริ่มต้น ระยะอาการกำเริบ และระยะอาการหลงเหลือ) นานอย่างน้อย 1 เดือน แต่ไม่เกิน 6 เดือน (หากต้องให้การวินิจฉัยโดยที่ไม่อาจรอให้หายก่อนได้ ควรใช้คำว่า “Provisional”)
Schizoaffective Disorder (โรคก้ำกึ่งระหว่างจิตเภทกับอารมณ์แปรปรวน)
A. มีความเจ็บป่วยอย่างต่อเนื่องตลอด โดยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผู้ป่วยมีอาการของ Major Depressive Episode, Manic Episode หรือ Mixed Episode อย่างใดอย่างหนึ่ง ร่วมไปกับอาการที่เข้ากับเกณฑ์ข้อ A ของ Schizophrenia
หมายเหตุ: Major Depressive Episode ต้องมีอาการ depressed mood ตามข้อแรกในเกณฑ์ข้อ A1
B. ในระยะที่เจ็บป่วยเดียวกันนี้ ผู้ป่วยมีอาการหลงผิด หรืออาการประสาทหลอนนานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยที่ไม่มีอาการด้านอารมณ์เป็นอาการเด่น
C. มีอาการที่เข้ากับเกณฑ์วินิจฉัยของ mood episode อยู่นานพอสมควร เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาป่วยทั้งหมดทั้งระยะอาการกำเริบและระยะอาการหลงเหลือ
D. อาการมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Schizoid Personality Disorders
A. ปลีกตัวจากการมีสัมพันธภาพทางสังคม และการแสดงออกของอารมณ์ขณะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้นมีน้อย รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป
(1) ไม่ต้องการหรือไม่มีความเพลินใจกับการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใคร รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
(2) เลือกกิจกรรมที่ทำตามลำพังแทบจะทุกครั้ง
(3) มีความสนใจน้อยต่อการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้อื่น
(4) มีความสุขกับกิจกรรมเพียงไม่กี่อย่าง
(5) ขาดเพื่อนสนิทหรือคนที่ไว้วางใจได้ นอกเหนือไปจากญาติใกล้ชิด
(6) เฉยชาต่อการชมเชยหรือการตำหนิของผู้อื่น
(7) แสดงอารมณ์เย็นชา เหินห่าง หรือไร้อารมณ์
B. ลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงของ Schizophrenia, Mood Disorder With Psychotic Features หรือ Psychotic Disorder อื่นๆ และมิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย

Schizotypal Personality Disorders บุคลิกภาพผิดปกติแบบจิตเภท
A. มีความบกพร่องในด้านการเข้าสังคมหรือสัมพันธภาพกับผู้อื่น ลักษณะเด่น ได้แก่ การรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีต่อการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่น หรือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่นลดลง ร่วมกับการมีความคิดหรือการรับรู้ที่บิดเบนไปและมีพฤติกรรมที่แปลกๆ รูปแบบดังกล่าวเป็นไปแทบทุกเรื่อง เริ่มเป็นตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นและพบได้ในภาวะแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ตั้งแต่ 5 ข้อขึ้นไป
(1) ideas of reference (รวมถึง delusions of reference)
(2) ความเชื่อที่แปลกๆ หรือความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจวิเศษ ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรม และไม่สอดคล้องกับลักษณะที่ถือเป็นปกติในวัฒนธรรมนั้นๆ (เช่น เชื่อผีเชื่อลาง เชื่อเรื่องหมอดู โทรจิต หรือ “สัมผัสที่หก” ; ในเด็กและวัยรุ่นจะมีจินตนาการหรือหมกมุ่นกับเรื่องที่แปลกๆ)
(3) ประสบการณ์การรับรู้ที่ไม่เป็นไปตามปกติ รวมถึงการมี bodily illusion
(4) ความคิดและการพูดจาที่แปลกๆ (เช่น คลุมเครือ วกวน ใช้คำอุปมาอุปไมย ขยายความมากเกินเหตุ หรือใช้คำเดิมๆ ซ้ำๆ)
(5) ตั้งข้อสงสัยหรือคิดหวาดระแวง
(6) อารมณ์ไม่เหมาะสมหรือแสดงออกน้อยกว่าที่ควร
(7) พฤติกรรมหรือการแสดงออกที่ดูเพี้ยน แปลก พิกล
(8) ขาดเพื่อนสนิทหรือคนที่ไว้วางใจได้ นอกเหนือไปจากญาติใกล้ชิด
(9) มีความวิตกกังวลอย่างมากต่อการพบปะผู้อื่นซึ่งแม้จะสนิทสนมกันแล้วก็ยังไม่ลดลง และมักจะเกี่ยวข้องกับความกลัวแบบหวาดระแวง มากกว่าที่จะเป็นจากการมองตนเองในทางลบ
หมายเหตุ: หากอาการเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยก่อนป่วยเป็น Schizophrenia ให้เพิ่มคำว่า “Premorbid” เช่น “Schizotypal Personality Disorders (Premorbid)”
Sedative-,Hypnotic-, or Anxiolytic- Related Disorders
F13.00 Sedative-,Hypnotic-, or Anxiolytic Intoxication
A. เพิ่งมีการใช้ sedative-,hypnotic-, หรือ anxiolytic. ในเร็วๆ นี้
B. มีพฤติกรรม หรือสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เหมาะสม อย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ ( พฤติกรรมทางเพศ หรือ ก้าวร้าวอย่างไม่เหมาะสม อารมณ์ผันผวน การตัดสินใจไม่ดี สูญเสียการเข้าสังคม หรือการงาน ) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง หรือไม่นาน หลังจากการใช้ sedative-,hypnotic-, หรือ anxiolytic
C. มีอาการต่อไปนี้ หนึ่งข้อ ( หรือมากกว่า ) เกิดขึ้นระหว่างหรือไม่นาน หลังจากการใช้ sedative-, hypnotic-, หรือ anxiolytic
(1) พูดอ้อแอ้
(2) กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
(3) เดินโซเซ
(4) nystagmus
(5) ความสนใจ หรือความทรงจำบกพร่อง
(6) stupor หรือ coma
D. อาการไม่ได้เกิดจากผลของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า
F13.3 Sedative, Hypnotic-, or Anxiolytic Withdrawal
A. มีการหยุด sedative, hypnotic-, or anxiolytic.
B. มีอาการต่อไปนี้ สองข้อ ( หรือมากกว่า ) เกิดภายในไม่กี่ชั่วโมง หรือ สองสามวัน หลังจากเกณฑ์ A:
(1) ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานมากกว่าปกติ (เหงื่อออก ชีพจรมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที)
(2) มือสั่นมากขึ้น
(3) นอนไม่หลับ
(4) คลื่นไส้หรืออาเจียน
(5) มีอาการเห็นภาพหลอน หูแว่ว สัมผัสหลอน หรือเห็นของผิดจากความจริง เป็นชั่วคราว
(6) กระวนกระวายกระสับกระส่าย
(7) วิตกกังวล
(8) ชักทั้งตัว ( grandmal seizure )
C. อาการตามเกณฑ์ B ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
D. อาการไม่ได้เกิดจากผลของภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า

Selective Mutism (เดิมเรียก Elective Mutism)
A. ไม่ยอมพูดอยู่ตลอดกับบางสถานการณ์จำเพาะ ( ซึ่งผู้นั้นถูกคาดให้พูด เช่น ที่โรงเรียน ) แม้ว่าจะพูดได้ในสถานการณ์อื่น
B. ความผิดปกตินี้รบกวนกับการศึกษา ความสำเร็จในการงาน หรือการสื่อสารในสังคม
C. ความผิดปกตินี้นานต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน ( แต่ไม่จำกัดเฉพาะในเดือนแรกที่ไปโรงเรียน )
D. การไม่พูดนี้มิได้เกิดจากการไม่รู้ ไม่ถนัดกับภาษาพูดที่ต้องใช้ในสังคม
E. ความผิดปกตินี้ไม่เข้ากับ Communication Disorder ( Stuttering ) ได้ดีกว่า และไม่เกิดเฉพาะในช่วงของ Pervasive Developmental Disorder Schizophrenia หรือ Psychotic Disorder อื่นๆ
Sexual Aversion Disorders
A. การมีความรังเกียจอย่างมาก และหลีกเลี่ยงการถูกต้องอวัยวะเพศของคู่นอนโดยสิ้นเชิง (หรือแทบสิ้นเชิง) โดยเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดหรือเป็นช่วงๆ
B. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือก่อปัญหาระหว่างบุคคล
C. ความผิดปกติทางเพศนี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับความผิดปกติอื่นใน Axis I (ยกเว้นความผิดปกติทางเพศอื่นๆ )
Sleep Terror Disorder
A. การที่จู่ๆ ก็ตื่นจากการนอนและเริ่มต้นด้วยการกรีดร้อง ซึ่งมักเกิดในช่วงหนึ่งในสามแรกของการนอนตามปกติ อาการเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ
B. ในแต่ละครั้งที่เป็นจะมีอาการกลัวอย่างมากและมีอาการของ autonomic arousal เช่น ใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว เหงื่อแตก
C. แม้มีผู้พยายามช่วยปลอบขณะเกิดอาการ ก็มักไม่ดีขึ้น
D. ผู้ป่วยจำรายละเอียดของความฝันไม่ได้ และจะจำช่วงที่เกิดเหตุการณ์นี้ไม่ได้
E. อาการนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
F. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Sleepwalking Disorder
A. ผู้ป่วยลุกขึ้นและเดินจากเตียงไปขณะหลับอยู่ อาการเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ โดยมากเกิดในช่วงหนึ่งในสามแรกของการนอน
B. ขณะละเมอเดิน ผู้ป่วยจะหน้าตาเฉยเมย ตาเหม่อลอย แม้มีผู้พยายามสื่อด้วยก็มักไม่ตอบสนอง และการปลุกให้ตื่นจะทำได้ยาก
C. เมื่อตื่นนอน (ไม่ว่าจะขณะมีอาการหรือในเช้าวันต่อไป) ผู้ป่วยจะจดจำเหตุการณ์ไม่ได้
D. ผู้ป่วยจะปกติไม่มีปัญหาด้าน mental activity หรือพฤติกรรม ภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังตื่นจากการละเมอนอน (แม้ว่าในระยะแรกอาจมี confusion หรือ disorientation เป็นเวลาสั้นๆ )
E. การละเมอนอนนี้ก่อให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
F. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
Social Phobia (Social Anxiety disorder)
A. มีความกลัวอย่างรุนแรงและคงอยู่ตลอด ต่อสถานการณ์ตั้งแต่หนึ่งสถานการณ์ขึ้นไป ในด้านการเข้าสังคมหรือสถานการณ์ที่ต้องทำอะไรต่อหน้าผู้อื่นซึ่งบุคคลนั้นไม่คุ้นเคย หรืออาจถูกผู้อื่นจับตาดู บุคคลนั้นกลัวว่าเขาจะมีการกระทำ (หรือแสดงความวิตกกังวล) ไปในทางที่น่าอับอายหรือน่าขายหน้า หมายเหตุ: สำหรับเด็ก จะต้องทราบถึงความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้คุ้นเคยที่เหมาะสมตามวัย และความวิตกกังวลต้องเกิดเมื่ออยู่กับกลุ่มเพื่อน มิใช่เฉพาะเพียงเมื่อมีการพบปะผู้ใหญ่
B. การเผชิญกับสถานการณ์ทางสังคมที่กลัวนั้นก่อให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นมาอย่างทันทีแทบทุกราย ซึ่งอาจเป็น Panic Attack ชนิดที่เกิดทุกครั้งที่เผชิญกับสิ่งที่กลัว (situationally bound) หรือชนิดมีแนวโน้มที่จะเกิดเมื่อเผชิญกับสิ่งที่กลัว (situationally predisposed) หมายเหตุ: ในเด็กความวิตกกังวลอาจแสดงออกโดยการ ร้องไห้ tantrums นิ่งเฉย หรือหลบการพบปะกับผู้ที่ไม่คุ้นเคย
C. บุคคลนั้นตระหนักดีว่าความกลัวนั้นมีมากเกินควรหรือไม่มีเหตุผล หมายเหตุ: ในเด็ก อาจไม่พบลักษณะนี้
D. มีการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ทางสังคมหรือสถานการณ์ที่ต้องแสดงต่อหน้าคนอื่นที่กลัวอยู่ หรือไม่ก็ต้องทนเผชิญโดยมีความวิตกกังวลหรือความทุกข์ใจอย่างมาก
E. การหลีกเลี่ยง ความทุกข์ทรมานใจ หรือการกังวลว่าจะต้องเผชิญสถานการณ์ทางสังคมหรือสถานการณ์ที่ต้องแสดงต่อหน้าคนอื่นที่กลัวอยู่ มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน (หรือการเรียน) หรือการพบปะผู้อื่นหรือสัมพันธภาพกับผู้อื่น ของบุคคลนั้นอย่างเห็นชัด หรือมีความทุกข์ทรมานอย่างมากต่อการที่ตนมีอาการ phobia
F. ในผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีอาการนานอย่างน้อย 6 เดือน
G. ความกลัวหรือการหลีกเลี่ยงนี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และไม่ได้เข้าได้ดีกว่ากับโรคทางจิตเวชอื่น (เช่น Panic Disorder With หรือ Without Agoraphobia, Separation Anxiety Disorder, Body Dysmorphic Disorder, Pervasive Developmental Disorder หรือ Schizoid Personality Disorder)
H. หากมีภาวะความเจ็บป่วยทางกายหรือโรคทางจิตเวชอื่น ความกลัวตามเกณฑ์ข้อ A ต้องไม่เกี่ยวข้องกับภาวะดังกล่าวนี้ เช่น ไม่ใช่ความกลัวในเรื่อง การติดอ่าง การสั่นใน Parkinson’s disease, หรือ การแสดงพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติใน Anorexia Nervosa หรือ Bulimia Nervosa

Somatization Disorder
A. มีประวัติของการแจ้งอาการต่าง ๆ ทางร่างกายมากมาย ซึ่งเริ่มก่อนอายุ 30 ปี โดยมีอาการอยู่เป็นระยะเวลาหลายปี และทำให้ต้องแสวงหาการรักษา หรือทำให้กิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญ บกพร่องลง
B. ต้องเข้ากับแต่ละข้อของเกณฑ์ต่อไปนี้ โดยมีแต่ละอาการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรค)
(1) อาการของความปวด 4 อาการ: มีประวัติของอาการปวดเกี่ยวข้องกับอย่างน้อย 4 ตำแหน่งหรือด้าน ที่แตกต่างกัน (เช่น ศีรษะ ท้อง หลัง ข้อ แขนขา หน้าอก ทวาร ขณะมีประจำเดือน ขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือระหว่างปัสสาวะ)
(2) อาการของระบบทางเดินอาหาร 2 อาการ: มีประวัติของอาการทางระบบทางเดินอาหารซึ่งไม่ใช่อาการปวด อย่างน้อย 2 อาการ (เช่น คลื่นไส้ แน่นท้อง อาเจียนซึ่งไม่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ท้องร่วง หรือมีอาการไม่สบายหลังรับประทานอาหารอยู่หลายชนิด)
(3) อาการทางเพศ 1 อาการ: มีประวัติของอาการทางเพศหรือระบบสืบพันธุ์ซึ่งไม่ใช่อาการปวด อย่างน้อย 1 อาการ (เช่น เฉื่อยชาทางเพศ อวัยวะเพศแข็งตัวหรือมีปัญหาการหลั่งน้ำกาม ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมามาก อาเจียนตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์)
(4) อาการซึ่งคล้ายอาการทางระบบประสาท 1 อาการ: มีประวัติของอาการหรือความบกพร่องซึ่งส่อถึงความผิดปกติทางระบบประสาทโดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะอาการปวด อย่างน้อย 1 อาการ (อาการ conversion เช่น กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน หรือการทรงตัวเสียไป อัมพาตหรืออ่อนแรงเฉพาะที่ กลืนลำบากหรือรู้สึกมีก้อนติดคอ ไม่มีเสียง ปัสสาวะไม่ออก ประสาทหลอน การรับรู้ด้านสัมผัสทางผิวหนังหรือความปวดเสียไป เห็นภาพซ้อน มองไม่เห็น หูหนวก ชัก อาการ dissociation เช่น amnesia หรือไม่รู้สึกตัว นอกเหนือจากการเป็นลม)
C. มี (1) หรือ (2)
(1) หลังจากการส่งตรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสมแล้ว ไม่สามารถจะอธิบายแต่ละอาการในเกณฑ์ข้อ B จากภาวะความเจ็บป่วยทางกายที่มีอยู่ หรือจากการใช้สารได้ (เช่น การใช้สารในทางที่ผิด หรือจากยา)
(2) หากมีภาวะความเจ็บป่วยทางกายอยู่ การแจ้งอาการทางกาย หรือผลกระทบในด้านสังคมหรืออาชีพการงานมีมากเกินกว่าที่คาดว่าน่าจะเป็น เมื่อดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หรือผลทางห้องปฏิบัติการ
D. ผู้ป่วยไม่ได้จงใจก่ออาการ หรือแกล้งทำ (ดังใน Factitious Disorder หรือ Malingering)
Specific Phobia (เดิมเรียก Simple Phobia)
A. มีความกลัวอย่างรุนแรงและคงอยู่ตลอด รวมทั้งมีมากเกินควรหรือไม่มีเหตุผล เมื่อทราบหรือคาดว่าจะต้องเผชิญกับบางสิ่งหรือบางสถานการณ์ (เช่น ขึ้นเครื่องบิน อยู่ที่สูง พบสัตว์ ถูกฉีดยา เห็นเลือด)
B. การเผชิญกับสิ่งที่กลัวนั้นก่อให้เกิดความวิตกกังวลขึ้นมาอย่างทันทีแทบทุกราย ซึ่งอาจเป็น Panic Attack ชนิดที่เกิดทุกครั้งที่เผชิญกับสิ่งที่กลัว (situationally bound) หรือชนิดมีแนวโน้มที่จะเกิดเมื่อเผชิญกับสิ่งที่กลัว (situationally predisposed) หมายเหตุ: ในเด็ก ความวิตกกังวลอาจแสดงออกโดยการ ร้องไห้ tantrums นิ่งเฉย หรือติดแจ
C. บุคคลนั้นตระหนักดีว่าความกลัวนั้นมีมากเกินควรหรือไม่มีเหตุผล หมายเหตุ: ในเด็ก อาจไม่พบลักษณะนี้
D. มีการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้กลัว หรือไม่ก็ต้องทนเผชิญโดยมีความวิตกกังวลหรือความทุกข์ใจอย่างมาก
E. การหลีกเลี่ยง การกังวลว่าจะต้องเผชิญกับสิ่งที่กลัว หรือความทุกข์ใจ มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน (หรือการเรียน) หรือการพบปะผู้อื่นหรือสัมพันธภาพกับผู้อื่น ของบุคคลนั้นอย่างเห็นชัด หรือมีความทุกข์ทรมานอย่างมากต่อการที่ตนมีอาการ phobia
F. ในผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีอาการนานอย่างน้อย 6 เดือน
G. อาการวิตกกังวล Panic Attacks หรือการหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสิ่งที่ทำให้กลัว ไม่ได้เข้าได้ดีกว่ากับโรคทางจิตเวชอื่น เช่น Obsessive-Compulsive Disorder (เช่น กลัวความสกปรกในผู้ที่มีความคิดหมกมุ่นอยู่กับการกลัวติดเชื้อโรค), Posttraumatic Stress Disorder (เช่น หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับความกดดันที่รุนแรงนั้น), Separation Anxiety Disorder (เช่น หลีกเลี่ยงการไปโรงเรียน), Social Phobia (เช่น หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน เนื่องจากเกรงว่าจะแสดงความประหม่า), Panic Disorder With Agoraphobia, หรือ Agoraphobia Without History of Panic Disorder

Animal Type: หากความกลัวถูกกระตุ้นโดยสัตว์ หรือสัตว์เลื้อยคลาน กลุ่มย่อยนี้ส่วนใหญ่เริ่มเป็นในวัยเด็ก
Natural Environment Type: หากความกลัวถูกกระตุ้นโดยสิ่งที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ เช่น พายุ ความสูง หรือน้ำ กลุ่มย่อยนี้ส่วนใหญ่เริ่มเป็นในวัยเด็ก
Blood-Injection-Injury Type: หากความกลัวถูกกระตุ้นโดยการเห็นเลือดหรือการบาดเจ็บหรือการถูกฉีดยาหรือหัตถการทางการแพทย์อื่น ๆ ที่เข้าไปในร่างกาย กลุ่มย่อยนี้พบในครอบครัวได้สูง และมีลักษณะเฉพาะที่พบบ่อยคือการมี vasovagal ที่รุนแรง
Situational Type: หากความกลัวถูกกระตุ้นโดยสถานการณ์เฉพาะบางอย่าง เช่น การใช้ขนส่งมวลชน อุโมงค์ สะพาน ลิฟต์ การขึ้นเครื่องบิน การขับรถ หรือการอยู่ในที่อับ โดยอาจมีอาการมากใน 2 ช่วงวัย ได้แก่ช่วงวัยเด็ก หรือมีอาการมากในช่วงกลางวัย 20-30 ปี กลุ่มย่อยนี้มีความคล้ายคลึงกับ Panic Disorder With Agoraphobia ในด้านสัดส่วนของเพศที่พบ ความเจ็บป่วยในเครือญาติ และอายุที่เริ่มมีอาการ
กลุ่มย่อยอื่น ๆ : หากความกลัวถูกกระตุ้นโดยสิ่งกระตุ้นอื่น สิ่งกระตุ้นเหล่านี้อาจได้แก่ ความกลัวหรือการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจทำให้หายใจไม่ออก อาเจียน หรือติดโรค; “space” phobia (ได้แก่ การกลัวล้มหากอยู่ห่างจากผนัง หรือสิ่งช่วยพยุงอื่น ๆ); และความกลัวของเด็กเกี่ยวกับเสียงดัง หรือลักษณะการแต่งกาย
Substance Abuse
มีรูปแบบการใช้สารต่าง ๆที่ไม่เหมาะสม นำไปสู่ความบกพร่อง หรือความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ ซึ่งแสดงออก 1 อาการ ( หรือมากกว่า ) ในเวลาใดก็ตาม ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
(1) มีการใช้สารเป็นประจำจนทำให้ไม่สามารถทำงานสำคัญที่จำเป็น การศึกษา หรืองานบ้าน ได้ ( เช่น มีการขาด หรือผลการทำงานไม่ดีอันเป็นผลจากการใช้สาร อันได้แก่ ขาดงานจากการใช้สาร ถูกพัก หรือให้ออกจากการศึกษา ละเลยการดูแลบุตรหรืองานบ้าน)
(2) มีการใช้สารเป็นประจำในสถานการณ์ที่อาจก่ออันตรายต่อร่างกาย ( เช่น ขับรถยนต์ หรือใช้เครื่องจักร ขณะอยู่ในสภาพไม่พร้อมจากการใช้สาร )
(3) มีปัญหาทางกฎหมายอันเกิดจากสารนั้นอยู่เป็นประจำ ( เช่น ถูกจับกุมเนื่องจากมีพฤติกรรมที่เกิดจากการใช้สาร )
(4) คง มีการใช้สาร แม้จะก่อให้เกิดหรือกระตุ้นปัญหาทางสังคม หรือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลขึ้นอยู่ตลอด หรือบ่อยๆ (เช่น ทะเลาะกับคู่สมรสเรื่องผลการใช้สารอย่างมาก หรือมีการทำร้ายร่างกายกัน )
อาการไม่เคยเข้าเกณฑ์ของ Substance Dependence ในการใช้สารชนิดนี้
Substance Dependence
มีรูปแบบการใช้สารต่างๆที่ไม่เหมาะสม นำไปสู่ความบกพร่องหรือความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ ซึ่งแสดงออก 3 อาการ ( หรือมากกว่า ) ในเวลาใดก็ตาม ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
1. มีการดื้อยา ซึ่งนิยามโดยมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
(a) มีความต้องการใช้สารเพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อให้เกิด intoxication หรือผลอื่นที่ต้องการ
(b) ได้รับผลจากสารลดลงอย่างมากหากคงการใช้สารนั้นในขนาดเท่าเดิม
2. มีอาการขาดยา ซึ่งนิยามโดยมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
(a) มีอาการขาดยาที่เป็นลักษณะจำเพาะจากการหยุดสารนั้น ( ให้ดูจากเกณฑ์ A และ B ของเกณฑ์ของอาการ Withdrawal ของชนิดสารนั้นๆ )
(b) การใช้สารนั้น ( หรือสารใกล้เคียง ) สามารถลดหรือกำจัดอาการขาดยาได้
3. มีการใช้สารนั้นปริมาณมาก หรือเป็นเวลายาวนาน กว่าที่ตั้งใจ
4. มีความต้องการสารอยู่ตลอด หรือไม่สามารถหยุด หรือควบคุมการใช้สารได้
5. ใช้เวลาอย่างมากในการกระทำเพื่อให้ได้สารนั้นมา ( เช่น ตระเวนไปพบแพทย์หลายๆคน หรือ เดินทางไกลๆ ) ในการเสพสารนั้น (เช่น สูบไม่หยุดหย่อน) หรือในการฟื้นจากฤทธิ์ของสาร
6. ต้องงดหรือลดการเข้าสังคม การงาน หรือการหย่อนใจอื่น เนื่องจากการใช้สาร
7. คงมีการใช้สารแม้จะทราบว่า มีโอกาสก่อ หรือกระตุ้นปัญหาทางร่างกาย หรือจิตใจที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดขึ้น ( เช่น ยังคงใช้ cocaine แม้ทราบว่า cocaine ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า หรือยังคงดื่มสุราแม้ทราบว่า สุราจะทำให้แผลในกระเพาะอาหารเลวลง )

With Physiological Dependence มีหลักฐานของการดื้อยาหรืออาการขาดยา (ได้แก่ มีข้อ 1 หรือ 2 อย่างไดอย่างหนึ่ง)
Without Physiological Dependence ไม่มีหลักฐานของการดื้อยาหรืออาการขาดยา (ได้แก่ ไม่มีทั้งข้อ 1 และ 2 )
Substance Intoxication
A. เกิดกลุ่มอาการจำเพาะจากสารซึ่งกลับเป็นปกติได้ หลังจากเพิ่งมีการใช้หรือได้รับสารนั้นๆ ข้อสังเกต: สารต่างชนิดกันอาจก่อให้เกิดกลุ่มอาการที่คล้ายคลึงกันหรือเหมือนกันได้
B. มีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและจิตใจอย่างผิดปกติอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ อันเป็นผลของสารนั้นต่อสมอง ( ทะเลาะวิวาท อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย cognitive impairment, การตัดสินใจบกพร่อง เสียการเข้าสังคมหรือการงาน ) และอาการเกิดระหว่าง หรือภายหลังการใช้สารนั้นไม่นาน
C. อาการไม่ได้เกิดจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และ ไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า
Substance Withdrawal
A. เกิดกลุ่มอาการจำเพาะจากการขาด (หรือลดการใช้) สารชนิดนั้นๆ หลังการได้ใช้สารนั้นเป็นปริมาณมากและนาน
B. กลุ่มอาการจำเพาะนั้นก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์ หรือหรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลง
C. อาการไม่ได้เกิดจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย และ ไม่เข้ากับโรคทางจิตเวชอื่นได้ดีกว่า
Tic Disorders
Tourette ’s Disorder
A. มีทั้ง multiple motor tics และ vocal tics หนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งอย่าง เกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วยนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน ( tic หมายถึง การขยับเคลื่อนไหวหรือการออกเสียง อย่างทันทีทันใด เร็ว ซ้ำๆ แบบเดิมและไม่เป็นจังหวะ)
B. อาการ tic เกิดขึ้นเป็นพักๆ หลายๆครั้งต่อวัน เกือบทุกวัน หรือเป็นๆหายๆ ตลอดเวลา 1 ปี และในระหว่างนั้น ไม่เคยปลอดจากอาการนานติดต่อกันกว่า 3 เดือน
C. พฤติกรรมผิดปกตินี้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือกิจกรรมด้านสังคม การศึกษา หรือการงาน บกพร่องลงอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์
เริ่มเป็นก่อนอายุ 18 ปี
D. พฤติกรรมผิดปกตินี้ไม่ได้เป็นผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น stimulants ) หรือภาวะความเจ็บป่วยทางกาย ( เช่น Huntington’s Disease หรือ postviral encephalitis )
Chronic Motor or Vocal Tic Disorder
A. มี motor tics หรือ vocal tics (ได้แก่ การขยับเคลื่อนไหวหรือการออกเสียง อย่างทันทีทันใด เร็ว ซ้ำๆ รูปแบบเดิมๆ และไม่เป็นจังหวะ) ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งแต่ละชนิดนั้นจะมีเพีงหนึ่งอาการหรือหลายอาการก็ได้ ในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วย
B. อาการ tic เกิดขึ้นเป็นพักๆ หลายๆครั้งต่อวัน เกือบทุกวัน หรือเป็นๆหายๆ ตลอดเวลา 1 ปี และในระหว่างนั้น ไม่เคยปลอดจากอาการนานติดต่อกันกว่า 3 เดือน
C. พฤติกรรมผิดปกตินี้ก่อให้เกิดความเทุกข์ทรมานหรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญความบกพร่องอย่างมีความสำคัญทางการแพทย์
เริ่มเป็นก่อนอายุ 18 ปี
D. พฤติกรรมผิดปกตินี้ไม่ได้เป็นผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร ( เช่น stimulants ) หรือภาวะความเจ็บป่วยทางกาย ( เช่น Huntington’s Disease หรือ postviral encephalitis )
E. ไม่เคยครบเกณฑ์ของ Tourette’s Disorder
Transient Tic Disorder
A. มี motor หรือ vocal tics ( การขยับเคลื่อนไหวหรือการออกเสียง อย่างทันทีทันใด เร็ว ซ้ำๆ รูปแบบเดิมๆ และไม่เป็นจังหวะ) ได้แก่ หนึ่งอย่างหรือมากกว่า
B. อาการ tic เกิดขึ้นเป็นพักๆ หลายๆครั้งต่อวัน เกือบทุกวัน อย่างน้อย 4 สัปดาห์ และไม่นานเกินกว่า 12 เดือนติดต่อกัน
C. พฤติกรรมผิดปกตินี้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างมาก หรือกิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านอื่นๆ ที่สำคัญบกพร่องลงอย่างมีนัยสำคัญ
D. เริ่มเป็นก่อนอายุ 18 ปี
E. พฤติกรรมผิดปกตินี้ไม่ได้เป็นผลโดยตรงของสาร (เช่น stimulants ) หรือภาวะความเจ็บป่วยทางกาย ( เช่น Huntington’s Disease หรือ postviral encephalitis )
F. ไม่เคยครบเกณฑ์ของ Tourette’s Disorder หรือ Chronic Motor or Vocal Tic Disorder
Vaginismus (มิได้เป็นจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย)
A. การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อช่องคลอดช่วงหนึ่งในสามจากด้านนอกเข้าไป ทำให้รบกวนต่อการร่วมเพศ
B. ความผิดปกตินี้ก่อให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือก่อปัญหาระหว่างบุคคล
C. ความผิดปกตินี้ไม่เข้าได้ดีกว่ากับความผิดปกติอื่นใน Axis I ( เช่น Somatization Disorders) และมิได้เป็นผลเฉพาะโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย






