เชาวน์ปัญญาคืออะไร
อัญชลี จุมพฎจามีกร ผู้รวบรวมและเรียบเรียง,
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สเปญ อุ่นอนงค์ ผู้ให้คำปรึกษา
คำว่าเชาว์นปัญญามีผู้เรียกแตกต่างกันไปเช่น ภูมิปัญญา
สติปัญญาหรือไอคิว (I.Q.) ในปัจจุบันเรื่องนี้เป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวาง
เรามาดูกันซิว่าคืออะไร
เชาวน์ปัญญา
หมายถึงความสามารถของบุคคลในการเรียนรู้
การปรับตัวต่อปัญหาอย่างเหมาะสมและความสามารถในอันที่จะทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างมีจุดมุ่งหมายและมีคุณค่าทางสังคม
สามารถคิดอย่างมีเหตุผลสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
พัฒนาการของเชาวน์ปัญญา
เชาวน์ปัญญาเป็นสิ่งที่บุคคลแต่ละคนมีติดตัวมาแต่กำเนิดและพัฒนาสมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามระดับอายุและสิ่งแวดล้อมเชาวน์ปัญญาของแต่ละคนจะมีลักษณะที่สูงต่ำไม่เท่ากัน
ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หลายอย่าง เช่น
- พันธุ์กรรมที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อมาจากพ่อแม่
คนเราจะมีเชาวน์ปัญญาดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับพันธุ์กรรม 80% สิ่งแวดล้อม 20% - ความสมบูรณ์ของสมองและระบบประสาท
- สิ่งแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้น และส่งเสริมให้บุคคลได้มี
โอกาสเรียนรู้เช่น
- พ่อแม่ที่เอาใจใส่พูดคุยกับลูก
ลูกจะเรียนได้ดีและช่วยให้มีเชาวน์ปัญญาดี - การให้ความรักและความอบอุ่น การยอมรับ การเลี้ยงดูอย่างมีเหตุผล
ที่เหมาะสม มีผลต่อสุขภาพจิตดีและมีอิทธิพลต่อเชาวน์ปัญญา
เมื่อเด็กได้รับการตอบสนองความต้องการขั้นมูลฐานดังกล่าวแล้วเขาก็พร้อมที่จะพัฒนาความสามารถของเขาอย่างเต็มที่
- ถ้าพ่อแม่เลี้ยงดูลูกแบบทนุถนอมปกป้องเหมือนไข่ในหิน
จะทำให้พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเด็กช้าลง - การมีหนังสือดีๆให้อ่านตามความเหมาะสมของแต่ละวัยจะช่วยในการพัฒนาเชาวน์ปัญญา
- การท่องเที่ยว ชมสถานที่น่าสนใจ
จะเป็นสิ่งกระตุ้นพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา ในด้านต่างๆ ช่วยให้เด็กรู้จักคิด สังเกต
และแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม
- อายุ
ระดับอายุที่พัฒนาการของเชาวน์ปัญญาถึงขั้นสูงสุดคือระหว่างอายุ 15-25 ปี
เชาวน์ปัญญาเมื่อพัฒนาถึงขั้นสูงสุดจะค่อยๆเสื่อมลงตามวัย
แต่มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แทบสังเกตไม่ได้ การเสื่อมของเชาวน์ปัญญา
ในแต่ละด้านอาจเสื่อมเร็วและช้าไม่เท่ากัน - เพศ เพศชายมักมีความสามารถทางด้านการคำนวณ ถนัดทางกลไก
การกระทำที่ใช้ไหวพริบ และความรวดเร็วดีกว่าหญิง
ส่วนเพศหญิงมักมีความคล่องแคล่วในการใช้มือ งานที่ต้องใช้ฝีมือ ลายละเอียด
การใช้ภาษาความสามารถทางภาษา ความจำ - เชื้อชาติ
เด็กลูกผสมมักจะมีเชาวน์ปัญญาสูงกว่าเด็กที่ไม่ใช่ลูกผสมความผิดปกติ ทางสมอง
อาจมีผลต่อการเสื่อมลงของเชาวน์ปัญญา ก่อนเวลาอันสมควร เช่นเนื้องอกในสมอง ลมชัก
สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
ระดับเชาวน์ปัญญา
การจัดระดับเชาวน์ปัญญาเป็นเพียงการแสดงการเปรียบเทียบให้ทราบว่าบุคคลหนึ่ง
มีความสามารถอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยสูงกว่าหรือต่ำกว่าระดับอายุ
เมื่อเทียบกับบุคคลที่อยู่ในระดับอายุเดียวกัน
ระดับเชาวน์ปัญญาได้จากคะแนนที่มาจากการทดสอบเชาวน์ปัญญาด้วยแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา
ซึ่งมีอยู่หลายชนิดเพื่อให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมกับผู้รับการทดสอบ
มีทั้งแบบทดสอบเพื่อดูความสามารถพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง
และความสามารถทั่วไปหลายๆด้านรวมกัน
ผลการทดสอบอาจให้คะแนนเป็นตัวเลข เช่น ไอคิวหรือ
คะแนนที่มีความหมายบอกระดับความสามารถ เช่น เกรด และอายุสมอง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีคำนวณหาค่าที่แสดงถึงระดับเชาวน์ปัญญา
ซึ่งแตกต่างกันไปในทางทดสอบแต่ละแบบ
ไอคิว
เป็นตัวเลขที่ได้จากการทดสอบเชาวน์ปัญญากับคะแนน
เฉลี่ยที่คาดว่าผู้ถูกทดสอบสมควรจะทำได้ ตามระดับอายุที่แท้จริง
วิธีคำนวณค่าไอคิวในการทดสอบเชาวน์ปัญญา
แต่ละแบบขึ้นอยู่กับลักษณะแบบทดสอบและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ฉะนั้น
ไอคิวจะเป็นเครื่องแสดงให้ทราบว่าบุคคลนั้นมีระดับเชาวน์ปัญญาอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นในระดับอายุเดียวกัน
เชาวน์ปัญญาของคนเราจะเพิ่มขึ้นตามวัยในเรื่องของคุณภาพทั้งนี้
เนื่องจากเรามีโอกาสได้เรียนรู้กิจกรรมและแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น
แต่เมื่อทดสอบเชาวน์ปัญญาคะแนนที่ได้เพิ่มขึ้นจะต้องนำไปเปรียบเทียบกับอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย
ตัวแปรบางอย่างมีอิทธิพลทำให้ผลการทดสอบเชาวน์ปัญญาหรือค่าของไอคิวในการทดสอบเชาวน์ปัญญาแต่ละครั้ง
คลาดเคลื่อนเปลี่ยนแปลงหรือไม่คงที่
ตัวแปรดังกล่าวอาจมีได้หลายประการเช่นในระหว่างการทดสอบ
มีสาเหตุที่ทำให้ผู้ถูกทดสอบใช้ความสามารถได้ไม่เต็มที่จากการ
ที่มีอาการเจ็บป่วยทางกายหรือทางจิต อารมณ์เครียด
ขาดแรงจูงใจและไม่มีสมาธิในการทดสอบขาดความชำนาญในการทดสอบหรือใช้แบบทดสอบไม่ถูกต้อง
เป็นต้น
เชาวน์ปัญญา เป็นสิ่งที่สามารถกระตุ้น ส่งเสริมให้พัฒนาได้
ถ้าพ่อแม่มีความเข้าใจเด็กและช่วยกระตุ้น
ส่งเสริมพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเด็กอย่างถูกต้องและเหมาะสม
ก็จะช่วยให้เด็กได้พัฒนาเชาวน์ปัญญาของเขาเท่าที่มีอยู่อย่างเต็มที่
ระดับเชาวน์ปัญญากับความสามารถรับการศึกษา
ประกอบอาชีพและการปรับตัว
| 130 ขึ้นไป | ฉลาดมาก | เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียน ในระดับปริญญาเอก |
| 120-129 | ฉลาด | เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียน ในระดับปริญญาโท |
| 110-119 | สูงกว่าปกติหรือค่อนข้างฉลาด |
เป็นไอคิวเฉลี่ยของผู้สามารถเรียน ในระดับปริญญาตรี หรือมีโอกาส จบมหาวิทยาลัยได้ |
| 90-109 | ปกติหรือปานกลาง | เป็นไอคิวเฉลี่ยของประชากรปกติ ส่วนใหญ่มีความสามารถปานกลางเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายได้ |
| 80-89 | ต่ำกว่าปกติหรือปัญญาทึบ |
เชาวน์ปัญญาต่ำที่สามารถรับการ ศึกษาพิเศษสำหรับเด็กเรียนช้าๆ |
| 70-79 | ระดับเชาวน์ปัญญาก้ำกึ่ง ระหว่างปัญญาทึบกับปัญญาอ่อน |
และประกอบอาชีพประเภทช่างฝีมือได้ |
| 50-69 | ปัญญาอ่อนเล็กน้อย | มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 7-10 ปี อาจพอรับรู้การศึกษาได้ ในระดับประถมต้น ป.1-ป.4 โดยเรียนอยู่ในชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียน การศึกษาพิเศษเฉพาะ ประกอบอาชีพที่ไม่ต้องความรับผิดชอบสูง หรืองาน ประเภทช่างฝีมือง่ายๆ |
| 35-49 | ปัญญาอ่อนปานกลาง | มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็ก อายุ 4-7 อาจอ่านเขียนได้เล็กน้อย แต่เรียนรู้ได้ช้า ไม่สามารถเรียน ในโรงเรียนปกติได้ ควรเรียน ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะ ถ้าได้รับการฝึกสอนที่เหมาะสมอาจพอดูแลตนเองในชีวิต ประจำวันได้ และทำงานง่ายๆภายใต้การควบคุมดูแล |
| 20-34 | ปัญญาอ่อนมาก | มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 3 ปี เรียนหนังสือไม่ได้ มีความบกพร่องเห็นได้ชัดในพฤติกรรม การปรับตัวและอาจมีพัฒนาการบกพร่องในด้านภาษาการรับรู้ การดำรงชีวิต ต้องอยู่ภายใต้การดูแล เช่นเดียวกับเด็กเล็ก |
| ต่ำกว่า 20 ลงไป | ปัญญาอ่อน มากที่สุด | มีความสามารถเทียบเท่ากับเด็กอายุ 1-2 ปี ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องมีผู้ให้การดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด |
เชาว์ปัญญากับความสำเร็จ
การที่บุคคลจะประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งด้านการเรียน
การประกอบอาชีพต่างๆ นอกจากจะต้องมีเชาว์ปัญญาดีแล้วจะต้องอาศัย
องค์ประกอบอื่นๆด้วยเช่น
- ความมุมานะพยายาม มีความอดทน
- มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลทั่วไป และมีคุณธรรม
- มีสุขภาพจิตดี และมีพื้นฐานทางบุคลิกภาพที่มั่นคง
- สภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมอย่างเหมาะสม ฯลฯ
ดังนั้นจะเห็นว่าบางคนมีเชาวน์ปัญญาดีแต่อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิตหรือมีปัญหาการเรียน
เนื่องจากขาดองค์ประกอบที่เหมาะสมดังกล่าว ข้างต้น
เพราะฉะนั้นพ่อแม่จึงไม่ควรมุ่งเน้น
ส่งเสริมแต่เฉพาะในเรื่องการเรียนหรือเชาวน์ปัญญาของเด็กเพียงอย่างเดียว
แต่ควรควบคุมไปกับการ ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะทางสังคม การปรับตัว
ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น
ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดู
ให้มีพื้นฐานทางบุคลิกภาพที่มั่นคงร่วมด้วยก็จะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จตามความสามารถของเชาวน์ปัญญาที่เขามีอยู่
จะเห็นว่าการเติบโตของเชาวน์ปัญญาไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์เพียงอย่างเดียว
แต่ สิ่งแวดล้อม วิธีการอบรมเลี้ยงดูโอกาสในการเรียนรู้ตลอดจนภาวะสุขภาพ
ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ ต่อพัฒนาการด้านเชาวน์ปัญญา ซึ่งกล่าวได้ว่า
“กรรมพันธุ์กำหนดความสามารถของเชาวน์ปัญญานั้นสามารถแสดงออกมาได้มากน้อยต่างกัน”
พ่อแม่จึงไม่ควรมุ่งหวังในบุตรหลานของตนให้มีความสำเร็จเกินกว่าเชาวน์ปัญญาที่เขา
มีอยู่ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพจิตได้
แต่ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เขาได้พัฒนา
ความสามารถที่แท้จริงของเขาอย่างเต็มที่เท่าที่เขาจะสามารถทำได้ ก็จะสามารถทำได้
ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวของเขาเองและสังคมโดยส่วนรวมและต่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไป
ฉะนั้น เชาวน์ปัญญาเปรียบเสมือนทรัพย์อันมีค่ามหาศาล
ผู้มีเชาวน์ปัญญาดีหากใช้ให้ ถูกทางก็จะเป็นประโยชน์
ทั้งต่อตนเองและการพัฒนาประเทศชาติ
ถึงแม้บุคคลที่มีปัญญาด้วยถ้าได้รับการฝึกสอนให้ถูกวิธีก็สามารถที่จะเลี้ยงตัวเอง
และทำประโยชน์ให้สังคมได้เช่นกัน
เอกสารอ้างอิง
- มานพ ศริมหาราช. “ปัญญาอ่อน”. วารสารโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่.
ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พ.ค.-ส.ค.2526), หน้า 11. - วิจิตรพาณี เจริญขวัญ. การทดสอบทางจิตวิทยา. กรุงเทพ :
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2523. - ศูนย์สุขวิทยาจิต กระทรวงสาธารณสุข. อนุสารเรื่องเชาวน์ปัญญา.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ราชทัณฑ์ 2530. - สถิต วงส์วรรค์. จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์บำรุงสาสน์, 2525. - Fryer. Douglas H, General Psychology. New York : Bames &
Noble, Inc., 1960. - Hilard, Emest R. Introduction to Psychology. 4th
ed. New York : Harcourt Brace and World, Inc., 1965.






