หลักการรักษาโรคแพนิก

รศ.นพ. มาโนช หล่อตระกูล

ยาตัวที่ได้ผลดี ได้แก่ alprazolam. diazepam ก็รักษาได้ แต่ต้องใช้ขนาดสูงถึง 20-30 มก.ต่อวัน ซึ่งผู้ป่วยอาจทนฤทธิ์ข้างเคียงเช่น ฤทธิ์ทำให้ง่วงซึมไม่ได้

  1. ขนาดเริ่มต้นของ alprazolam ได้แก่ 1-2 มก./วัน ให้วันละ 3-4 มื้อ
  2. ปรับขนาดขึ้นจนคุมอาการได้โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 2-4 มก./วัน
  3. คงยาในขนาดสูงสุดนั้นไว้ราว 4-8 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยๆ ลดยาลงจนถึงขนาดต่ำที่สุดที่สามารถควบคุมอาการได้ไว้จนครบ 6 เดือน
  4. จากนั้นลดขนาดลงช้าๆ ร้อยละ 25 ต่อสัปดาห์ หรือน้อยกว่านี้ จนหมดในเวลา 4-8 สัปดาห์. อาจเหลือให้ยาไว้รับประทานเฉพาะเมื่อเกิดอาการ
  5. การให้แต่ benzodiazepine เพียงอย่างเดียวสามารถรักษา panic disorder ได้ แม้จะให้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ไม่พบว่ามีอาการดื้อยา (tolerance) จนต้องเพิ่มขนาดของ benzodiazepine.
  6. ให้ผู้ป่วยมี alprazolam หรือ lorazepam ติดตัวไว้รับประทานหากมีอาการ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมั่นใจมากขึ้นว่า สามารถดูแลตนเองได้ ไม่ต้องไปหาแพทย์เพื่อฉีดยาทุกครั้ง.

ง. ท่าทีและคำแนะนำต่อผู้ป่วยในการรักษาโรควิตกกังวล

  1. บอกว่าผู้ป่วยเป็น โรควิตกกังวล โดยโรคนี้จะมีอาการสำคัญ ได้แก่ .. (เน้นอาการที่ผู้ป่วยมี)
  2. อธิบายอาการโดยชี้ให้เห็นว่าโรคนี้สัมพันธ์กับความเครียด ความวิตกกังวล ถ้ามีความเครียดหรือความกดดันมาก อาการมักจะมากขึ้น และเมื่อเป็นมาระยะหนึ่งแล้ว อาจมีอาการขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีความเครียดก็ได้
  3. การฝึกทักษะต่างๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น การออกกำลังกาย การพูดคุยปรึกษาปัญหากับคนใกล้ชิด การมีงานอดิเรก โดยทำอย่างสม่ำเสมอ แม้ขณะที่ไม่เครียด จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
  4. การรักษาอาจไม่ได้ผลทันตาเห็น ต้องใช้เวลาบ้างกว่ายาจะออกฤทธิ์เต็มที่
  5. ยามักจะทำให้ง่วงจึงที่ให้กินก่อนนอน จะได้ทำให้หลับได้ดีด้วย ยานี้ไม่ใช่ยานอนหลับ และไม่มีการติดยา

ท่าทีและคำแนะนำต่อผู้ป่วยในการรักษา panic disorder

  1. ควรแสดงความเข้าใจและยอมรับในอาการของผู้ป่วยว่ารุนแรงตามที่เขารู้สึกจริง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการรักษา ไม่ใช่ “ไม่เป็นอะไร อย่าคิดมาก
  2. ควรแจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่า อาการที่เป็นจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต เพราะไม่มีโรคทางกายที่รุนแรง การเกิดอาการเป็นเพราะระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งควบคุมอวัยวะภายในต่างๆ ทำงานไวเกินปกติ จึงตรวจไม่พบโรคอะไรที่หัวใจ หรือปอดตามที่เขาสงสัย. อาจวาดรูปสมอง โยงกับรูปหัวใจ หรืออวัยวะที่ผู้ป่วยเกิดอาการมากๆ ให้ดู เพื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น.
  3. หากผู้ป่วยปฏิเสธว่า ตนไม่มีเรื่องเครียด ไม่ต้องคาดคั้นว่า ผู้ป่วยต้องมีเรื่องเครียดแน่นอน. เนื่องจากบางรายอาจมีอาการขึ้นเองจากปัจจัยทางชีวภาพของเขา หรือบางรายก็ยังกังวลกับอาการ panic เกินกว่าจะเชื่อมโยงได้ว่า ความกังวลในชีวิตทำให้เขามีอาการ panic ได้.
  4. ไม่ควรบอกผู้ป่วยว่าเป็นโรคหัวใจอ่อน หรือประสาทหัวใจ หรือโรคใดๆ ที่ตรวจไม่พบจริง.
  5. ให้ความมั่นใจกับผู้ป่วยว่า โรคนี้รักษาหายได้.
  6. สอนการปฏิบัติตนเมื่อเกิดอาการเพื่อให้ผู้ป่วยช่วยตัวเองได้บ้าง เช่น การหายใจเข้าออกลึกๆช้าๆ หรือการกินยาที่แพทย์ให้พกติดตัวไว้.

Share on TwitterShare on TumblrShare on MyspaceShare via email

Comments are closed.