ฉันอายุ 20 ปี ปัจจุบันอยู่ที่จังหวัดทางภาคอีสาน เคยรับการรักษาโรคซึมเศร้ามา 1 ครั้งและกลับมาเป็นใหม่อีกครั้งหนึ่งในเวลาห่างกันไม่ถึงปี
อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับฉันก่อนเข้ารับการรักษาคือ ฉันจะรู้สึกเบื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว ไม่อยากไปเรียน ไม่อยากพบหน้าเพื่อนไปเรียนแล้วก็ไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมาธิในการเรียน บางครั้งฉันร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนง่าย ที่สำคัญฉันรู้สึกเบื่อหน่ายตัวเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ คิดที่จะทำร้ายตัวเอง ผลการเรียนลดลงมากกว่าปกติ และมีอาการทางด้านร่างกายเกิดขึ้น เช่น ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ใจสั่น
อาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับฉันได้ประมาณ 8 เดือน ฉันได้รับคำแนะนำจากเพื่อนรุ่นพี่ให้ปรึกษาจิตแพทย์ ฉันจึงตัดสินใจไปพบคุณหมอเมตตา แล้วได้เล่าอาการทั้งหมดให้คุณหมอฟัง คุณหมอบอกว่าฉันเป็นโรคที่เรียกว่าโรคซึมเศร้า
ฉันได้รับการรักษาจากคุณหมอเมตตาเป็นเวลาประมาณ 4 เดือนจึงได้หยุดรักษา เพราะคุณหมอบอกว่าฉันปกติดีแล้ว ซึ่งผลการเรียนหลังจากที่ได้รับการรักษาแล้วเพิ่มขึ้นในระดับที่น่าพอใจสมาธิในการเรียนกลับมา ความรู้สึกเบื่อตัวเอง อยากทำร้ายตัวเองได้หายไป
หลังจากนั้นเวลาผ่านไปได้ประมาณ 4 เดือน อาการข้างต้นได้ปรากฏขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งเมื่อฉันได้ออกฝึกสอนที่โรงเรียนประจำอำเภอแห่งหนึ่ง ฉันทุ่มเทชีวิตทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับการออกฝึกสอนในครั้งนั้น แต่ฉันได้รับคำตำหนิตลอดเวลาว่าไม่มีความรับผิดชอบ ทำงานไม่ได้เรื่องมัน ทำให้ฉันรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง หมดกำลังใจในการเรียน รู้สึกว่าตัวเองแย่มากทำอะไรก็ไม่ดีไม่ได้เรื่อง ฉันเริ่มปวดศีรษะทุกวัน ๆ ฉันเก็บตัวอยู่ในห้องนอน ตลอดเวลาหลังจากเลิกเรียนแล้วน้ำหนักลดลงมาจาก 47 กิโล เหลือ 41 กิโล ภายในเวลา1 เดือน
ฉันได้ตัดสินใจโทรศัพท์ไปปรึกษานักจิตวิทยาที่โรงพยาบาล นักจิตวิทยาแนะนำให้ไปพบที่โรงพยาบาลฉันก็ได้ไปพบและทำแบบทดสอบ แล้วนัดฉันไปพบอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์ถัดไป
ช่วงที่ฉันรอ ฉันรู้สึกแย่มาก รู้สึกเบื่อรำคาญตัวเอง แล้วคิดว่าทำไมฉันจะต้องเป็นแบบนี้ด้วย ฉันไม่ต้องการที่จะเป็นแบบนี้ ฉันอยากที่จะหนีให้พ้นๆ จากสภาพที่เป็นอยู่ แล้วเกิดความคิดในการที่จะฆ่าตัวตายขึ้นมา ฉันก็ได้ลงมือฆ่าตัวตายโดยการกินยานอนหลับไปประมาณ 10 เม็ด และยาแก้ปวดไปประมาณ 60 เม็ด คุณพ่อกับคุณแม่เห็นฉันเงียบผิดปกติในห้องนอนจึงเปิดประตูเข้าไปดูแล้วเรียกฉัน แต่ฉันไม่รู้สึกตัว จึงนำส่งโรงพยาบาลคุณหมอได้ช่วยชีวิตไว้ได้ทัน
ตอนนี้ฉันอยู่ในความดูแลของคุณหมอเมตตาซึ่งฉันจะต้องไปพบหมดทุกสัปดาห์และพบนักจิตวิยาทุก 3 สัปดาห์ ซึ่งการรักษาของฉันในตอนนี้มีทั้งการใช้ยาและการใช้วิธีจิตบำบัด ซึ่งตอนนี้ฉันเริ่มที่จะรักษาโรคซึมเศร้าเป็นครั้งที่ 2 ได้ประมาณ 1 เดือน คุณหมอบอกว่าอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการรักษาครั้งนี้
สุดท้ายนี้ฉันหวังว่าเรื่องของฉันคงเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านไม่มากก็น้อยนะคะ
ปราณีต
วิจารณ์
อาการของคุณปราณีตเข้าได้กับโรคซึมเศร้าทุกอย่าง กล่าวคือมีอาการสำคัญได้แก่ เศร้าซึม ร้องไห้ง่าย เบื่อ ท้อแท้ ร่วมกับอาการทางกายที่สำคัญคือ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ผอมลงมาก
น่าเสียดายที่เป็นตั้ง 8 เดือนถึงได้พบหมอ คนไข้ที่ผมพบก็มักเป็นแบบนี้คือ ส่วนใหญ่เราไม่ทราบกันว่านี่เป็นอาการของโรคๆ หนึ่ง เรามักจะคิดว่าคงเป็นเพราะเบื่อ เซ็ง หรือมีปัญหาจากภายนอก เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง ข้อสังเกตคือถ้าเป็นโรคซึมเศร้า ความเศร้า เบื่อหน่าย จะมากและเป็นนานกว่าความเบื่อเซ็งทั่วๆ ไป เรียกว่าคนรอบข้างสังเกตเห็นว่าเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน
ยังไงก็ตามนับว่าโชคดีที่อาการของคุณปราณีตตอบสนองต่อการรักษาดี โดยทั่วไปถ้าเป็นครั้งแรกเมื่ออาการดีขึ้นแล้วหมอก็จะคงยาไว้สักพักหนึ่งแล้วก็เลิกไป แต่ถ้าเป็น 2-3 ครั้ง หรือมีประวัติว่ามีญาติป่วยด้วย (บางคนเป็นกรรมพันธ์) ก็อาจต้องกินยาป้องกันไปนานหน่อย
ในกรณีของคุณปราณีตหมอที่รักษาเห็นว่าควรกินนานเป็นปี ซึ่งผมก็เห็นด้วย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือทักษะในการปรับตัวเมื่อเผชิญปัญหากดดัน เพราะหากมีการปรับตัวที่ไม่ดี จิตใจอ่อนไหวง่าย ก็เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาอีกเหมือนกัน การรู้จักทำให้ตนเองผ่อนคลายลงบ้างเวลาเจอสิ่งเครียดๆ การฝึกมองปัญหาในแง่มุมอื่นๆ การรู้จักปรึกษาผู้อื่นเมื่อไม่สบายใจ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนจะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อตัวเราน้อย โอกาสที่ความกดดันจากภายนอกจะมากระตุ้นให้อาการกลับกำเริบก็ลดลง
index