ถาม-ตอบ
คำถาม โรคนี้เป็นกรรมพันธุ์ไหม จะมีลูกได้ไหม
คำตอบ จากการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีญาติป่วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกับญาติใกล้ชิด โดยญาติใกล้ชิดสายเลือดเดียวกันของผู้ป่วย (ได้แก่ พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง) มีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วๆ ไป 2-3 เท่า แต่บางครั้งโรคนี้ก็เป็นขึ้นมาเองได้เหมือนกัน เหมือนกับโรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง แต่การป่วยเป็นโรคนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะต้องเป็นโรคนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะแม้แต่พ่อและแม่เป็นทั้งคู่ ลูกก็ยังไม่ได้ป่วยไปทุกครอบครัว และเนื่องจากโรคนี้ไม่ได้มีความบกพร่องที่รุนแรงมาก สามารถรักษาได้ การป่วยเป็นโรคนี้จึงไม่เป็นข้อห้ามต่อการมีลูก
คำถาม โรคนี้คือโรคจิตใช่หรือไม่
คำตอบ ไม่ใช่ โรคจิตหมายถึงโรคที่มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน เป็นอาการเด่นและมักจะเป็นเรื้อรัง ส่วนในโรคซึมเศร้านั้น อาการสำคัญคืออารมณ์จะเปลี่ยนไปจากปกติ โดยจะซึมเศร้า นอนไม่หลับ กินไม่ได้ ในบางครั้งถ้ารุนแรงมากๆ อาจมีอาการหลงผิดประสาทหลอนได้ แต่ก็พบไม่บ่อยและเมื่ออาการซึมเศร้าดีขึ้นอาการหลงผิดนี้ก็จะหายไป หากจะเรียกให้ถูกอาจเรียกว่าเป็นโรคทางอารมณ์
คำถาม โรคนี้รักษาแล้วหายขาดไหม
คำตอบ การรักษาโรคนี้เป็นการรักษาการกำเริบของโรค เมื่อหายแล้ว ก็อาจเป็นขึ้นมาใหม่ได้เหมือนกัน ประมาณกันว่าร้อยละ 50- 75 ของผู้ป่วยเป็นมากกว่าหนึ่งครั้ง ยิ่งกลับมากำเริบก็ยิ่งมีโอกาสเป็นอีกในครั้งต่อไปมากขึ้น ในผู้ป่วยที่เป็นมากกว่า 2 ครั้งอาจต้องกินยาป้องกันไประยะยาวหลายๆ ปี
คำถาม กินยาแล้วไม่เห็นดีขึ้นเลย จะเพิ่มยาได้ใหม
คำตอบ ยาแก้เศร้าไม่ได้กินแล้วเห็นผลทันตาเหมือนกับยาแก้ปวด ต้องให้เวลาเพื่อยาไปปรับระบบสารเคมีต่างๆ ในร่างกายระยะหนึ่ง อาการซึมเศร้าจึงจะดีขึ้น อาจใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ในระยะระหว่างนี้แม้จะกินยามากก็ไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้นเร็ว แต่กลับจะยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงมากขึ้น
คำถาม กินยามานานแล้วยาจะสะสมในร่างกายไหม
คำตอบ ยานี้ไม่มีการสะสมในร่างกาย เมื่อกินเข้าไปแล้วจะถูกขับออกจากร่างกายทางอุจจาระหรือปัสสาวะ ส่วนใหญ่แล้วประมาณ 12-24 ชั่วโมงระดับยาในร่างกายหลังกินจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง แพทย์จึงต้องให้กินยาวันละ 1-3 ครั้ง ตามแต่ว่ายาตัวไหนถูกขับออกจากร่างกายเร็วหรือช้า เพื่อให้ระดับยาในเลือดคงที่ตลอด การรักษาจึงจะได้ผลดี
คำถาม ยาแก้เศร้านี้ กินแล้วจะติดยาไหม เพราะสังเกตว่าถ้าไม่กินยาจะนอนไม่หลับ
คำตอบ ยาแก้เศร้านี้ ไม่มีการติดยา การติดยาหมายถึงขาดยาไม่ได้ ต้องกินยาอยู่เรื่อยๆ ถ้าขาดก็จะรู้สึกระวนกระวาย อยากได้ยามาก และถ้าจะต้องเพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อยๆ เพราะเกิดการดื้อยา อย่างไรก็ตามหากกินยาไประยะหนึ่งแล้ว (นานกว่า 3 เดือน) ถ้าจะหยุดยาจะต้องค่อยๆ ลดยาลงทีละน้อย โดยเฉพาะหากกินวันละหลายเม็ด ถ้าหยุดยาเลยอาจทำให้มีอาการกระวนกระวาย คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ได้ในช่วงแรกๆ (โดยเฉพาะยารุ่นเก่า) ซึ่งเป็นเพราะร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน
ผู้ป่วยหลายคนกลัวติดยาจึงกินยาน้อยกว่าที่สั่ง กินๆ หยุดๆ หรือจะกินต่อเมื่อมีอาการมาก การทำเช่นนี้นอกจากจะทำให้มีโอกาสเกิดอาการกำเริบใหม่ได้ง่ายแล้ว การรักษาจะยุ่งยากไปด้วย
คำถาม ผู้ป่วยบางคนไม่ยอมกินยา จะฉีดยาได้ไหม ผู้ป่วยที่อาการหนักจะฉีดยาได้ไหม
คำตอบ ยาแก้เศร้าชนิดฉีดไม่เป็นที่นิยมใช้ในโรคนี้ เพราะดังที่กล่าวแล้วว่าการหายของโรคนี้ต้องใช้เวลา การฉีดยาไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น และแม้อาการหนักถึงฉีดยาก็ไม่ได้ทุเลาทันที กล่าวโดยสรุปคือยาฉีดไม่ได้มีผลดีเหนือกว่ายากิน มีแต่เจ็บตัวเปล่าๆ ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมกินยาคงต้องอาศัยการชี้แจงให้เขาเห็นความสำคัญของการรักษา ถ้าไม่กินยาเพพราะอาการหนักก็อาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล ญาติควรแจ้งแพทย์เรื่องนี้ เพื่อที่แพทย์จะได้ไม่เข้าใจผิดว่าผู้ป่วยกินยาตามขนาดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
คำถาม ตอนนี้กำลังกินยารักษาโรคอยู่ จะตั้งท้องได้ไหม
คำตอบ โดยทั่วไปแพทย์จะยังไม่ให้ผู้ป่วยมีลูกจนกว่าจะแน่ใจว่าผู้ป่วยหายมาดีแล้วระยะหนึ่ง เพราะช่วงหลังคลอดใหม่ๆ มีหลายคนเกิดกลับเป็นใหม่ขึ้นมาอีก และในสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ยาที่ให้ก็อาจมีผลต่อเด็กในครรภ์ได้เหมือนกัน แม้จะพบได้น้อยมาก ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ควรรอจนหายดีแล้วดีกว่า
คำถาม การรักษาด้วยไฟฟ้าเป็นอย่างไร
คำตอบ การรักษาด้วยไฟฟ้าเป็นการรักษาโดยใช้กระแสไฟฟ้าขนาดต่ำมาก () โดยวางขั้วไฟฟ้าที่เหนือจุดกึ่งกลางระหว่างหูและหางตาขึ้นไป เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองเหมือนกับที่พบในผู้ป่วยที่มีอาการลมชัก ในการรักษาจะทำวันเว้นวัน (จันทร์-พุธ-ศุกร์) ประมาณ 6-8 ครั้ง จะรักษาด้วยวิธีนี้ในผู้ที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง ผู้ป่วยที่มีอาการโรคจิตร่วม หรือผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หลังทำอาจมีอาการหลงลืมง่าย ซึ่งจะค่อยๆ กลับคืนมาเป็นปกติในเวลาไม่นาน
กลับ