บทความสำหรับแพทย์ผู้สนใจเรียนจิตเวชศาสตร์
นายแพทย์ พิชัย อิฏฐสกุล
ปัจจุบันแพทย์ส่วนใหญ่
หลังจากจบปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแล้ว
มักจะเลือกเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาที่ตนเองสนใจ จิตเวชศาสตร์เป็นอีกสาขาหนึ่งซึ่งมีแพทย์ให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย
ๆ และเนื่องจากแพทย์ส่วนใหญ่จะได้มีโอกาสสัมผัส
และเรียนรู้การทำงานของจิตแพทย์ค่อนข้างน้อยขณะเป็นนักศึกษาแพทย์
เมื่อเทียบกับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น อายุรกรรม หรือศัลยกรรม
บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจศึกษาต่อในสาขาจิตเวชศาสตร์
ได้ศึกษาก่อนตัดสินใจเลือกเรียนต่อในสาขาจิตเวชศาสตร์
การทำงานของจิตแพทย์
เพื่อนผมบางคนบอกว่า
เป็นจิตแพทย์ไม่เห็นยาก
งานสบาย แค่นั่งคุยกับผู้ป่วยก็เสร็จแล้ว
งานก็ไม่หนัก เวรก็ไม่เหนื่อย บ้างก็บอกว่า
ไม่มีเวลามานั่งคุยกับคนไข้นาน ๆ แล้วก็ไม่ได้อะไร
รวมไปถึง การเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก
ความคิดของคนอื่นเป็นเรื่องยาก แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างไร เรียนจิตเวชแล้วจะช่วยได้จริงหรือไม่
ผมคิดว่าการที่มีความคิดหลากหลายนี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่เราได้เรียน
และได้สัมผัสถึงวิชาจิตเวชค่อนข้างน้อย ผมยังจำได้ว่าสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ได้ผ่านจิตเวชรวมแล้วในเวลา
3 ปี เวลายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่พวกเราเรียนอายุรศาสตร์หรือศัลยศาสตร์
ซึ่งเป็นวิชาที่แพทย์มักให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ ของวิชาที่เรียน
โดยทั่วไปงานของจิตแพทย์ คงไม่ได้แตกต่างจากแพทย์สาขาอื่น นั่นก็คือ การดูแลคนไข้
สิ่งที่แตกต่างกันออกไปคงเป็นวิธีการ approach มากกว่า เนื่องจากผู้ป่วยทางจิตเวชส่วนใหญ่มักจะพูดคุยได้ยากลำบากกว่าผู้ป่วยที่มีโรคทางกาย
ผู้ป่วยบางคนไม่ยอมพูดด้วย บางคนคุยไม่รู้เรื่อง หรือบางคนเอาแต่นั่งร้องไห้ก็มี
ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการสื่อสารค่อนข้างมาก ระหว่างฝึกอบรมก็จะมีการเรียนการสอน
และสอบเทคนิค ในการสัมภาษณ์ผู้ป่วย ซึ่งในการซักประวัติก็ต้องอาศัยความรู้เรื่องโรคทางกายเช่นกัน
เพราะว่าอาการทางจิตเวชนั้น สามารถเกิดจากโรคทางกายต่าง ๆ ได้ เช่น โรคทางระบบประสาท,
โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน (autoimmune disease)
ซึ่งต้องมีการตรวจร่างกายของผู้ป่วยโดยละเอียดเสมอ
หลังจากที่สามารถสืบค้น และให้การวินิจฉัยโรคได้แล้ว ต่อไปเป็นเรื่องของการให้รักษา
ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาความรู้ในด้านเภสัชวิทยาค่อนข้างมาก ทำให้ยาทางจิตเวชเพิ่มมากขึ้น
และมีกลไกการออกฤทธิ์ที่หลายหลายกันออกไป นอกจากการใช้ยาแล้วยังมีการทำ
จิตบำบัด ซึ่งเคยมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า เปรียบเสมือน
มีดผ่าตัด ของศัลยแพทย์
คือถ้าทำจิตบำบัดไม่ได้ ก็เหมือนกับศัลยแพทย์ที่ไม่มีมีดผ่าตัดนั่นแหละครับ
การทำจิตบำบัดไม่ใช่แค่การนั่งฟังนั่งคุย หรือแค่ปลอบใจผู้ป่วยเฉย
ๆ (อย่างที่หลาย ๆ คนบอกว่าเป็นงานสบาย แต่อย่างใด) แต่เป็นการพูดคุยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ความรู้สึก และความนึกคิดของผู้ป่วย ซึ่งมีการใช้ทฤษฎี
และกระบวนการชัดเจนในการคุยกับผู้ป่วย ซึ่งเกือบทุกประโยคที่คุยกับผู้ป่วยอยู่นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าใจตนเอง
และผู้อื่นมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น
นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่จิตแพทย์ต้องทำมากกว่าการดูแลผู้ป่วย นั่นก็คือ
การพัฒนาตนเอง (self-development) ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำตลอดเวลาเช่นกัน
ทุกครั้งที่ดูแลผู้ป่วย ผมเองก็มักจะได้เรียนรู้อะไรจากผู้ป่วย หลายครั้งที่ต้องบอกว่าเรื่องของผู้ป่วยก็โดนใจผมเช่นกัน
แล้วอาจมีความรู้สึกร่วมไปกับเรื่องที่ผู้ป่วยเล่าด้วย ก่อนจะช่วยเหลือคนไข้ก็ต้องช่วยใจตัวเองก่อนเหมือนกัน
ซึ่งในส่วน self-development ผมคิดว่าเป็นส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกดีใจที่สุดที่ได้มาเรียนวิชาจิตเวชศาสตร์เลยนะครับ
ผมคิดว่าส่วนนี้เป็นส่วนที่แพทย์สาขาอื่นไม่ค่อยได้รู้เกี่ยวกับการทำงานของจิตแพทย์เท่าไหร่นัก
การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ตลอดการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน 3 ปีก็จะมีการจัดการเรียนการสอนโดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ
ๆ 3 ด้าน คือ
1.
เจตคติ
(Attitude) เพื่อปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ
และการดูแลผู้ป่วยในฐานะของจิตแพทย์
2.
ความรู้
(Knowledge) เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ
behavioral science, การวินิจฉัยและรักษาโรคต่าง ๆ ทางจิตเวช
3.
ทักษะทางคลินิก
(Clinical skills) เช่น ทักษะการสัมภาษณ์ผู้ป่วย, การพูดคุยเพื่อให้เข้าใจโรค
และตัวตนของผู้ป่วย รวมถึงการทำจิตบำบัด
นอกจากนี้ทางภาควิชาจิตเวชศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี ยังได้ให้ความสำคัญอย่างมาก
คุณสมบัติของผู้สมัครเรียน
ผู้ที่สมัครเรียนสาขาจิตเวชศาสตร์ควรเป็นผู้ที่มีความสนใจใคร่รู้
นอกเหนือจากวิชาการทางจิตเวชศาสตร์แล้ว ควรเป็นผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับชีวิต
เรื่องราวของผู้ป่วย ให้ความสนใจเกี่ยวกับ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด
ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้ป่วย ควรเป็นผู้ที่ชอบในการคิดวิเคราะห์
เชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ของผู้ป่วย
อย่าเลือกเรียนเพียงเพราะคิดว่าเรียนจิตเวชแล้วสบาย งานไม่หนัก
หรือเรียนเพื่อเป็นทางผ่านให้มีเวลาไปทำงานอย่างอื่น เพราะจะทำให้ไม่มีความสุขในการเรียน
ไม่สามารถเรียนได้ดี และทำให้เสียโอกาสแก่ผู้ที่อยากเป็นจิตแพทย์จริง ๆ
21
ตุลาคม 2551