ความสูญเสีย

ความสูญเสียที่เห็นกันว่ารุนแรงที่สุด คงได้แก่การเสียชีวิตของคนที่เรารักยิ่ง นอกจากนี้ ในชีวิตคนเรายังต้องพบกับความสูญเสียอีกนานาประการ เช่น สูญเสียบ้านจากอัคคีภัย สูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ การหย่าร้าง สูญเสียตำแหน่งหน้าที่ ตกงาน ฯลฯ ความสูญเสียเหล่านี้ล้วนนำมาสู่ความโศกเศร้าเสียใจ ไม่มากก็น้อย ในบางครั้งเราอาจเกิดความโศกเศร้าก่อนที่จะมีการสูญเสียจริง ๆก็ได้ เช่นความโศกเศร้าในญาติของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งทราบแน่ว่าเขาจะต้องจากไปในเร็วๆนี้

ความโศกเศร้าที่มีนี้ จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นกับสถานการณ์ในขณะนั้น ความรุนแรงของการสูญเสีย ความผูกพันที่มีต่อสิ่งที่สูญเสีย นอกจากนี้ยังเกี่ยวเนื่องกับสภาพสังคมรอบตัวด้วย บางสังคมคนที่สูญเสียญาติสนิทอาจร้องให้คร่ำครวญ มีการแสดงถึงความผูกพันที่มีต่อผู้เสียชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ ในขณะที่บางสังคมอาจเห็นว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการบ่งถึงความอ่อนแอ ซึ่งไม่ควรแสดงออกมา

ผู้ที่พยายามเก็บกด หลีกเลี่ยงต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้มักจะประสบกับปัญหาทางด้านจิตใจในเวลาต่อมา หลังจากเกิดอุทกภัย อัคคีภัย มาระยะหนึ่งพบว่าผู้มาขอรับคำปรึกษาเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพจิต มีจำนวนไม่น้อยที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ในช่วงที่ประสบกับภัยพิบัติดูเหมือนว่าเขาจะเข้มแข็งกว่าคนอื่น ๆ คอยช่วยเหลือ ปลอบใจผู้ประสบภัยคนอื่น เป็นอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย เขาอาจจะบอกว่ารู้สึกตกใจเหมือนกัน แต่ไม่มาก และไม่รู้สึกโศกเศร้า ท้อแท้ หรืออยากปรึกษาต้องการความช่วยเหลือจากใครเลย

แต่หลังจากเหตุการณ์สงบลง ชีวิตเริ่มเข้าสู่รูปรอยเดิม กลับเริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้น เขานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หงุดหงิดง่ายโดยปราศจากเหตุผลสมควร รู้สึกสะเทือนใจเวลาพบกับเรื่องเศร้า ๆ มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานบ่อยขึ้นกว่าก่อน

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นจากการที่เขาพยายามควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะประสบกับภัยพิบัติ อันเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของคนเรา ซึ่งเหมือนกับการเอากาน้ำตั้งไฟโดยปิดทุก ๆ ช่องทางมิให้ไอน้ำระบายออก ย่อมทำให้กาน้ำนั้นบิดเบี้ยวเสียรูปไป เนื่องจากรับต่อแรงกดดันที่เกิดภายในไม่ได้ เขาควรตระหนัก ยอมรับถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้น ปล่อยให้มีการระบายออกที่เหมาะสม โดยการพูดคุยปรึกษาญาติหรือเพื่อนสนิทที่รับฟังและเข้าใจเขา หวนคำนึง ระบายอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อให้เขาค่อย ๆ เข้าใจ และยอมรับต่อความรู้สึกนี้ว่าเป็นความรู้สึกจริงของเขาเอง เป็นตัวจริงเขาเอง

ในทางกลับกัน พบว่ามีอยู่อีกหลาย ๆ คนที่เอาแต่จมอยู่ในความทุกข์ โศกเศร้า คร่ำครวญถึงแต่สิ่งที่ได้สูญเสียไป หลายเดือนผ่านไป เขายังคงเหมือนเดิม คอยแต่จะให้คนอื่นช่วยเหลือ ปลอบใจ ให้กำลังใจ คิดถึงแต่เรื่องเก่า ๆ จนเพื่อนฝูงระอากันไปหมด

ทำอย่างไรจึงจะอยู่ระหว่างกลางของบุคคลสองกลุ่มนี้ ประการแรกเราต้องตระหนักและยอมรับต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ เช่นเดียวกับความรู้สึกอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปควบคุมมัน เมื่อเราสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญ เราก็ควรที่จะมีความรู้สึกบ้างมิใช่หรือ ในเมื่อบุคคลหรือสิ่งนั้นมีคุณค่าสมควรแก่การเสียใจของเรา เราเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่มีความรู้สึกมีอารมณ์เหมือนที่คนอื่น ๆ เขาเป็นกัน

ความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นนี้จะเบาบางลงเมื่อเวลาผ่านไปเฉกเช่นความรู้สึกอื่น ๆ นอกจากจะถูกกระตุ้นให้หวนกลับมาอีก จากบางเหตุการณ์ บางสถานการณ์ เช่น ครบรอบวันเกิด หรือวันที่ผู้เสียชีวิตจากไป ฟังเพลงหรือชมภาพยนต์ที่ทำให้หวนรำลึกถึงความสัมพันธ์ครั้งก่อน เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนทำให้หวนคิดถึงผู้ที่จากไปเกิดความโศกเศร้า ความปวดร้าวขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านี้ก็จะเบาบางลงในเวลาต่อมาเช่นกัน

คนที่ปรับตัวได้ดีจะพยายามทำหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในชีวิตประจำวันต่อไป โดยไม่แสร้งทำตัวให้เข้มแข็ง หรือแย่กว่าที่เขาเป็นจริง เขาไม่พยายามที่จะปิดบังความรู้สึกที่มีโดยเสไปยุ่งอยู่กับงานหรือรับผิดชอบงานให้มากขึ้น แต่เขาทำงานเพราะตระหนักว่าการมุ่งอยู่กับงานจะดึงความใส่ใจออกมาจากความโศกเศร้าที่มี มากกว่าที่จะนั่งนอนเฉย ๆ ปล่อยให้ใจลอยคิดเรื่อยเปื่อย คนที่มุ่งทุ่มเททำงานมากเกินไป หรือคนที่หวังแต่จะพึ่งผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ทำอะไรเองไม่ได้ ล้วนมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่เบื้องหลังสูง

ถึงแม้ในขณะที่เราต้องประสบกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ก็ยังมีภาระหน้าที่ให้เราต้องรับผิดชอบอยู่ทุกขณะ ให้ใส่ใจอยู่กับสิ่งที่เราจำเป็นต้องรับผิดชอบในขณะนั้น แก้ไขปัญหาเท่าที่จะทำได้ในขณะนั้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ปฏิเสธต่อความโศกเศร้าที่เกิดขึ้น เราล้วนมีศักยภาพในตัวที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นได้ไปทีละเปลาะ เมื่อเวลาที่เลวร้ายผ่านไปความเชื่อมั่นในตัวเองก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต เรายังสามารถผ่านพ้นมาได้ เรื่องอื่น ๆ ก็จะดูไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเราอีกต่อไป

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อุปสรรคต่าง ๆ เป็นบทเรียนที่ดี ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น พัฒนามากขึ้น อันไม่อาจหาได้จากตำราไหน ๆ อีกแล้ว นอกจากตำราชีวิตของเราเอง ตัวความโศกเศร้าไม่ได้ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น หากอยู่ที่การจัดการการแก้ไขต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นซึ่งจะเป็นบทเรียนที่ดีแก่เราในการปรับตัวในครั้งต่อ ๆ ไป

การบรรเทาความทุกข์ที่มี การปรับตัวต่อปัญหา นอกจากจะปฏิบัติโดยตัวของเราเองแล้ว การปรึกษาผู้ใกล้ชิด กัลยาณมิตร จะทำให้เรามองเห็นแนวทางในการสู้ชีวิตต่อไปในแง่มุมต่าง ๆ หลายหลากมากขึ้น อย่าลังเลหรือเกรงใจ ถ้าไม่ถามหรือปรึกษาเขาก็อาจไม่ทราบว่าเรากำลังทุกข์อยู่ ต้องการความช่วยเหลือคำแนะนำ เมื่อยามที่เราเห็นเขามีความทุกข์ เราเองก็ยังอยากจะช่วยเหลือเขาเช่นกันมิใช่หรือ เปิดโอกาสให้เขาบ้าง ข้อดีประการหนึ่งเมื่อประสบกับปัญหาจากกรณีเดียวกันหลาย ๆ คน คือ จะทำให้เกิดความผูกพันกันมากขึ้น อยากช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น ดังมีคำพังเพยกล่าวว่า "เพื่อนกันจะเห็นน้ำใจกันก็ในยามทุกข์"


อยู่อย่างสร้างสรรค์ -- มาโนช หล่อตระกูล

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์     ห้ามนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Contents.gif (217 bytes)      Back.jpg (1405 bytes)    Next.jpg (4395 bytes)       Index.jpg (1160 bytes)