ความประหม่า

ความประหม่ามีได้หลาย ๆ รูปแบบ บัญชารู้สึกขัดเขิน พูดตะกุกตะกักเมื่อพบผู้หญิงที่ถูกใจ     เขาไม่มีปัญหาอะไรเมื่อต้องพูดกับพี่สาวหรือเพื่อนหญิงที่คุ้นเคยในที่ทำงาน ต่อเมื่อพบกับหญิงที่ถูกใจจึงจะมีอาการเหล่านี้ ซึ่งเขาแก้ปัญหาโดยการพยายามหลีกเลี่ยง แต่ในใจยังอยากให้ฝ่ายหญิงเป็นคนเข้าหาเขา รัตนาบอกว่าเธอไม่ต้องการที่จะมีเพื่อนสนิทต่างเพศ เธอรู้สึกว่าตัวเองงุ่มง่าม รูปร่างไม่น่าดู เธอเคยมีประสบการณ์ที่แย่กับเพื่อนชายที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าของตัวเธอ รัตนารู้ดีว่าผู้ชายแต่ละคนไม่ได้เป็นเหมือนกันไปหมด แต่เธอยังเข็ดขยาดและไม่อยากจะสนิทสนมกับผู้ชายทุกคนที่พบ ณรงค์ไม่กล้าสบตาคนอื่นเวลาพูด วิชัยกังวลว่าคนอื่นจะสังเกตถึงกลิ่นปากของเขา เวลาพูด ดวงตารู้สึกอึดอัดเมื่อต้องพบคนมาก ๆ เธอมักจะอยู่แต่กับเพื่อนสนิทเวลาไปงานเลี้ยง

ที่กล่าวมาเหล่านี้ คือ ความขัดเขิน ความประหม่า หรือ "ความไม่กล้าพบปะผู้คน" พวกเขามีความรู้สึกอึดอัดใจ วิตกกังวลเมื่อต้องพบปะผู้คน เขาตระหนักดีถึงความรู้สึกที่มีนี้ อยากจะเปลี่ยนแปลงแต่คิดว่าแก้ไม่ได้ เขามักเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอยู่ตลอด ยิ่งพบคนรอบตัวที่เก่งเข้ากับคนง่าย เขาจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองแย่ มีปัญหา ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจ คนอื่นที่ไม่สนิทอาจไม่ได้สังเกต ในสังคมไทยเราบางคนกลับรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนเรียบร้อยไม่โต้เถียงผู้ใหญ่ นอกจากนี้ ในบางครั้งผู้ปกครองอาจส่งเสริมความขี้อายในเด็กโดยไม่รู้ตัว

การเอาชนะความรู้สึกนี้นั้น ในขั้นแรกต้องตระหนักและยอมรับต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเอง ในการตระหนักรู้นั้นอาจไม่ยากนัก เพราะเป็นสิ่งที่เห็น ๆ กันอยู่ เช่น มือของเรากำลังสั่น เหงื่อท่วมตัว หรือพูดตะกุกตะกัก แต่การยอมรับนั้นอาจต้องใช้เวลาบ้าง เวลาส่วนใหญ่ที่มี เรากลับใช้ไปในการหวังว่าตัวเองจะไม่เป็นเช่นนั้น ใส่ใจแต่ข้อบกพร่องของตัวเอง คิดแต่ว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร เราอาจจะมีความสามารถไม่ต่างไปจากคนอื่น ๆ แต่เวลารู้ผลสอบแทนที่จะคิดถึงคะแนน 90 เปอร์เซ็นต์ที่ได้ กลับไปกังวลอยู่แต่ 10 เปอร์เซ็นต์ที่พลาด การเสแสร้งหลอกตัวเองและคนอื่นว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่ เป็นการแก้ปัญหาที่รังแต่จะก่อให้เกิดเรื่องยุ่งยากอื่น ๆ ติดตามมาอีก นอกจากนั้นบางคนกลับหมกมุ่นครุ่นคิดถึงแต่ความล้มเหลว ประสบการณ์แย่ ๆ ที่เคยพบ หวังที่จะกลับไปแก้ไขในสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้ว การแก้ไขที่ตรงจุดคือต้องยอมรับว่า เราเป็นคนเช่นนี้เอง

ถ้าเราอึดอัดใจเวลาพบผู้ใหญ่ ก็ยอมรับว่าเราอึดอัด อย่าหลีกเลี่ยงความจริง การแสร้งทำ การหลีกเลี่ยง การตั้งความหวังต่าง ๆ นา ๆ ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น ในขณะที่ยอมรับถึงความจริง ให้หันกลับมาดูว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง แทนที่จะยอมแพ้และหมดกำลังใจ ถ้าประหม่าต่อเพศตรงข้าม พยายามเข้าหาเขา ถ้าอึดอัดใจกับหัวหน้า เข้าไปบอกเขาว่าเราไม่สามารถทำงานได้ ถ้าเขามาคอยคุมอยู่ตลอด ทำในสิ่งที่ควรทำถึงแม้ว่าเราจะมีความรู้สึกเช่นนี้อยู่ จะพบว่ายิ่งทำในสิ่งตรงข้ามกับที่เรารู้สึกเท่าไร ความรู้สึกนี้ก็จะยิ่งเบาบางลงมากเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ เรามีความชำนาญและประสบการณ์มากมากขึ้นเท่านั้น ยังยิ่งทำให้ความใส่ใจของเราหันไปสู่โลกภายนอกมากขึ้น หมกมุ่นกับตัวเองน้อยลง

เรามักจะมีแนวโน้มที่จะเห็นว่าปัญหาของตนเองนั้นหนักหนาสาหัส แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงได้มีปัญหาในสิ่งที่ฟังดูไม่น่าจะสำคัญ คนที่มีปัญหาเวลาต้องพูดหน้าคนมาก ๆ ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนถึงไม่กล้าไปงานสังสรรค์ ผู้หญิงที่มีปัญหากับการคบเพื่อนชายก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนของเธอถึงไม่กล้าพบกับหัวหน้า คนที่รู้สึกว่าตัวเองงุ่มง่ามก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นที่ดูดีกลับไม่มั่นใจเวลาพูดกับคนแปลกหน้า ความใส่ใจอยู่แต่ตนเองทำให้ความเข้าใจในผู้อื่นลดน้อยลง ความประหม่ามิใช่สิ่งที่อยู่ติดตัวเราไปตลอด มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราไปใส่ใจมันเท่านั้น บางคนพอเกิดความประหม่าขึ้นมา ก็จะตกอยู่ในสภาพเหมือนอยู่ในวังน้ำวน จมดิ่งอยู่กับความคิดความกังวลใจของตัวเองอยู่ตลอด เพียงแค่เราเกิดสติขึ้นมา หันกลับมามองตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้ ก็จะช่วยแก้สถานการณ์ได้ กลับมาใส่ใจถึงสิ่งที่เราจะต้องทำในขณะนี้ เรากำลังเสนองานต่อหัวหน้า ต้องอ่านรายงาน แทนที่จะกังวลกับมือของตัวเองที่สั่นจนทำให้อ่านถูกอ่านผิด ก็หันกลับมาใส่ใจต่อรายงานที่กำลังอ่าน ตั้งใจต่อเรื่องที่อ่าน ความกังวลเกี่ยวกับตัวเองจะลดลงไปเอง

จะเห็นว่า เราไม่ได้กลับมาใส่ใจต่อสิ่งที่ต้องทำในปัจจุบันเพื่อจะต่อสู้กับความกังวลเกี่ยวกับตนเอง เรากลับมาใส่ใจรายงานเพราะเป็นสิ่งที่เราต้องทำให้เสร็จ เป็นความรับผิดขอบของเรา รายงานนี้ต้องได้รับการอ่านจากเรา การกังวลต่อตนเองในแต่ละขณะได้ดึงตัวเราออกจากโลกภายนอก แต่การกระทำจะดึงเรากลับไปสู่สภาพเป็นจริงในขณะนั้น ความประหม่าที่หายไปเป็นผลติดตามมาเอง เพราะในขณะที่เรากำลังรับรู้ต่อสภาพเป็นจริงภายนอก จะไม่สามารถมาใส่ใจถึงตัวเองได้ในเวลาเดียวกัน

เมื่อเราหันกลับมาใส่ใจต่อสภาพเป็นจริงและสิ่งที่ต้องทำในขณะนั้นมากขึ้น ความใส่ใจ กังวลใจในตัวเองจะเหลือน้อยลงตามลำดับ จากการผ่านการฝึกอยู่เรื่อย ๆ ความมั่นใจในตนเองจะเพิ่มมากขึ้น ความประหม่าก็จะไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเราอีกต่อไป เราสามารถไปเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศ พูดหน้าที่ประชุม ไปงานสังสรรค์ ทำในสิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรในขณะนั้น นี่คือการแก้ปัญหา มิใช่เพื่อจะไม่ประหม่าหรือขัดเขิน แต่อยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะให้สิ่งเหล่านี้มีผลต่อตนเองน้อยที่สุด เราหลีกเลี่ยงที่จะไม่มีความรู้สึกไม่ได้เพราะเรายังเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ผู้ที่เจริญแล้วมิได้หมายถึงการเป็นผู้ที่เชื่อมั่นตัวเองอยู่ตลอด ในบางครั้งเขาอาจมีความประหม่าไม่มั่นใจ แต่เขายังสามารถกระทำในสิ่งที่ควรทำต่อไปได้ตลอด ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม


อยู่อย่างสร้างสรรค์ -- มาโนช หล่อตระกูล

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์     ห้ามนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Contents.gif (217 bytes)      Back.jpg (1405 bytes)    Next.jpg (4395 bytes)       Index.jpg (1160 bytes)