ยุคสมัยกับปัญหาด้านจิตใจ
ในยุคสมัยที่ซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้ค้นพบวิธีการจิตวิเคราะห์นั้น (พ.ศ.2443) มีโรคทางด้านจิตใจที่พบบ่อยอยู่โรคหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า ฮิสทีเรีย คือการที่ผู้ป่วยเกิดความผิดปกติของการทำงานของร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น พูดไม่มีเสียง แขนเป็นอัมพาต โดยกระบวนการจิตวิเคราะห์ทำให้ฟรอยด์ทราบว่า เกิดจากการที่ผู้ป่วยเก็บกดความรู้สึกที่จิตใจไม่ยอมรับไว้ในจิตไร้สำนึก เมื่อความรู้สึกนี้ได้รับการกระตุ้นจากภายนอกให้มีมากขึ้น แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้โดยตรง จิตใจ ได้แก้ไขโดยการใช้กลไกทางจิตเปลี่ยนออกมาเป็นความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะที่อยู่ใต้การควบคุมของจิตใจ และการทำจิตบำบัดให้ความรู้สึก ความคิดที่ถูกเก็บกดนี้ขึ้นมาสู่จิตสำนึก สามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการที่มีอยู่ได้
ในสมัยสงครามโลกทั้งสองครั้ง พบว่าทหารที่อยู่ในแนวหน้าผจญกับความเครียดสูง แต่ไม่สามารถหนีจากสถานการณ์ได้ เกิดอาการของโรคฮิสทีเรียจำนวนมาก ซึ่งการรักษาโดยวิธีจิตบำบัด การสะกดจิต เป็นวิธีการที่ได้ผลดียิ่ง ในปัจจุบันโรคนี้ยังพบได้ไม่น้อยในทหารเกณฑ์ใหม่
การรักษาเริ่มไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเมื่อมีการพยายามเอาการรักษาวิธีนี้มาใช้รักษา ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านจิตใจในรูปแบบอื่น ๆ เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ บุคลิกภาพเบี่ยงเบน หรือแม้กระทั่ง ในคนปกติที่มีปัญหาในด้านการปรับตัว ซึ่งพบว่าในบางครั้งถึงแม้ผู้ป่วยจะเกิดการรับรู้ถึงความรู้สึกที่ถูก เก็บกดอยู่ เขาก็ยังไม่หายจากอาการหรือความทุกข์ทางด้านจิตใจ เขายังคงไม่สามารถปรับตัวได้ดีขึ้น
เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการรักษาเพียงรูปแบบเดียวคงไม่สามารถรักษาความผิดปกติได้ทุกชนิด ผู้ป่วยที่กระดูกหักคงไม่หายด้วยการใส่เฝือกไปทุกคน บางคนต้องใช้วิธีการเข้าไปผ่าตัดใส่หมุด บางคนต้องใช้น้ำหนักเข้าถ่วง ปัญหาทางด้านจิตใจก็เป็นเช่นเดียวกัน
ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ปัญหาในการดำรงชีวิตก็เปลี่ยนตามไปด้วย สังคมปัจจุบันเป็นสังคมอุตสาหกรรม สังคมของข้อมูลข่าวสารที่พัฒนาขึ้นมากมายกว่าแต่ก่อน ค่านิยม วัฒนธรรมต่าง ๆ เปลี่ยนไปจากเดิม ความเก็บกดในเรื่องเพศ ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าละอายมีน้อยลง คนส่วนใหญ่ตระหนักว่าการเก็บกดความรู้สึกไว้โดยไม่แสดงออกมาบ้างอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา
สภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนมาก คนในครอบครัวต่างออกไปทำงานนอกบ้าน ครอบครัวเริ่มเล็กลง ปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อกันลดลง คนเราปัจจุบันรู้จักเพื่อนบ้านน้อยมาก ใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ คบกันเพียงผิวเผิน โดยเฉพาะในเมืองหลวง ในที่ทำงานก็มีการแข่งขันกัน สูงเพื่อหวังการเลื่อนตำแหน่งความจริงใจที่มีต่อกันลดลง
เหล่านี้ล้วนทำให้คนรู้สึกแปลกแยกกับชีวิต แปลกแยกจากสังคมรอบตัว เริ่มเลือนลางในความหมาย และคุณค่าของชีวิต รู้สึกสับสน ความใส่ใจต่อโลกภายนอกลดลง เริ่มหันเข้ามาใส่ใจหมกมุ่นกับตนเองมากขึ้น
ปีญหาทางด้านจิตใจที่สำคัญในปัจจุบัน มิใช่อยู่ที่การเก็บกด หากอยู่ที่การหมกมุ่นกับตนเองมากเกินควร ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดในชีวิตประจำวันล้วนแต่ดึงเข้ามาหาตนเอง ดูแต่ว่าจะมีผลต่อตนเองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเป็นคนขี้อาย การกังวลว่าจะเป็นโรคหัวใจ การอ่อนล้าอยู่เสมอ ๆ อาการเหล่านี้บ่งถึงการหมกมุ่นอยู่กับปัญหา และการใส่ใจแต่ตนเอง
ด้านตรงข้ามของการหมกมุ่นอยู่กับตนเอง คือการเปิดใจออกสู่โลกภายนอก ทำตัวให้กลมกลืนกับสถานการณ์ในขณะนั้น ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ ลองพิจารณาดูว่าส่วนใหญ่ของเวลาที่เราใช้นั้น เราอยู่แบบหันเข้าหาด้านใน หรือหันออกไปสู่โลกภายนอกสู่สภาพเป็นจริงที่รายล้อมเราอยู่
ในการอยู่อย่างสร้างสรรค์นั้น มีอยู่สองคำซึ่งเปรียบเสมือนคนละด้านของเหรียญ ได้แก่เสรีภาพ และความรับผิดชอบ เราต้องรับผิดชอบต่อการกระทำในทุกขณะของเรา เพราะเราควบคุมการกระทำได้ ผลที่เกิดตามมาเป็นมาจากการกระทำของเราเอง มิใช่ใครอื่น แต่เรามีเสรีภาพที่จะรู้สึกไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะเราควบคุมโดยตรงไม่ได้ มีเสรีภาพที่จะรู้สึกในขณะที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำให้เป็นไปตามที่สมควรทำในขณะนั้น เมื่อถึงตอนนี้การควบคุมจากภายนอก จะเป็นสิ่งที่ไร้ความจำเป็นอีกต่อไป การมีวุฒิภาวะทางอารมณ์จะเข้ามาแทนที่ความต้องการแบบเด็ก ๆ ที่อยากจะมีชีวิตที่ไร้ซึ่งความทุกข์ เราทำในสิ่งที่ควรทำ
สังคมไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวง ได้เปลี่ยนไปเป็นแบบสังคมตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ เวลากลายเป็นสิ่งมีค่า ทุกอย่างต้องเร่งรีบไปหมด เราเริ่มคุ้นเคยกับอาหารสำเร็จรูป หลักสูตรเรียนเร่งรัด รายการสรุปข่าวในโทรทัศน์ ฯลฯ จนกลายเป็นคนใจร้อน ไม่ค่อยอดทน จะทำอะไรก็ต้องหวังเห็นผลงานทันที ความอดกลั้นมีน้อยลง เราคงได้ยินข่าวคนขับรถปาดหน้ากัน เฉี่ยวชนกัน ไม่ยอมให้ทางกันจนมีเรื่องราวกันอยู่บ่อย ๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนเรามีขันติธรรมน้อยลง
ในการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์นั้น ไม่มีผลปรากฏอย่างทันตาเห็น การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราจะค่อยเป็นค่อยไป ต้องอาศัยความมานะ อดทน และซื่อสัตย์ต่อตนเอง เราต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญกับความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตนเอง ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม ต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์ แม้ว่าในบางครั้งจะเหนื่อยยาก และฝืนใจตนเอง ในแต่ละครั้งที่ล้มเหลวเรายังคงพยายามต่อไป เป็นการใช้ชีวิตอยู่อย่างผู้ที่ต่อสู้ชีวิต ไม่มีเวลาที่จะมาคิดสงสารตนเอง ทุกขณะที่ผ่านไปความชำนาญมีเพิ่มขึ้น การดำรงชีวิตของเราจะกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติ สภาพเป็นจริงของโลกมากขึ้น จนเป็นการดำรงอยู่อย่างผู้ที่รู้ทันชีวิต
อยู่อย่างสร้างสรรค์ -- มาโนช หล่อตระกูล
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ ห้ามนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต