ปัญหาความรักและชีวิตสมรส
ความรักก็เป็นเหมือนอารมณ์ความรู้สึกอื่น ๆ เราไม่สามารถจงใจห้ามไม่ให้เกิดได้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีอำนาจเหนือเราไปหมด บางครั้งความรักช่วยเสริมสร้างให้เรามีกำลังใจ แต่ก็มีบางครั้งที่ความรักเป็นอุปสรรคต่อสิ่งที่เราต้องทำในชีวิต เช่น การเรียน การทำงานเป็นเรื่องเพ้อฝันที่จะพูดถึงความรักอมตะไม่เหือดหาย เหมือนที่เราเคยฟังในเพลงหรือบทกวี ในชีวิตจริงความรักมีมาและก็มีจากไป เมื่อเวลาผ่านไปความรักจะจืดจางลง นอกจากจะมีการกระตุ้นอยู่เรื่อย ๆ การหวังจะมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืนโดยความรักแต่เพียงอย่างเดียวนั้นเป็นไปได้ยาก
อาจจะฟังดูเหมือนมีอคติเกินไป แต่นี่คือความจริงของชีวิต หากให้แต่เพียงความรักนำทางเราแล้ว จะพบกับอุปสรรคซึ่งทำให้อยู่ด้วยกันต่อไปได้ยาก ในที่สุดจะเหลือแต่เพียงความทรงจำและความปวดร้าว ในทางตรงกันข้าม การใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผลสามารถทำให้ความพึงใจเมื่อแรกพบกลายเป็นความรักที่ลึกซึ้งได้ ในการปลูกความรักนั้น ขณะที่เราเฝ้าทะนุถนอม บำรุงเลี้ยงดูความรัก ตัวเราเองก็เจริญงอกงามด้วย
ดำเกิงและรจนาได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาราวสิบปีแล้ว เขาแต่งงานหลังจากชอบพอกันมาระยะหนึ่ง ในช่วงหลังนี้ทั้งคู่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เป็นประจำ รจนาเคยคิดจะแยกทาง แต่ทั้งคู่ยังมีความหวังว่าจะอยู่ร่วมกันได้ ถ้าสามารถแก้ปัญหาที่มี สิ่งที่เขาหยิบยกขึ้นมาต่อว่ากันมีมากมาย
ดำเกิงไม่มีระเบียบ วางของไม่เป็นที่ รจนานั้นจู้จี้ขี้บ่น เอาแต่ใจตัวเอง ทั้งคู่ทำงานนอกบ้านแล้วใครจะเป็นคนรับผิดชอบงานบ้าน ใครจ่ายค่าน้ำค่าไฟ รจนาบอกว่าเขาไม่สนใจรูปร่างตัวเอง อ้วน ลงพุง ดำเกิงบอกบอกว่าเธอมักหงุดหงิดอยู่เสมอ เอาแต่บ่นว่าเพลีย ฯลฯ
ทั้งคู่ไปปรึกษากับศูนย์สุขวิทยาจิต ซึ่งผู้รักษาบอกแก่เขาว่า ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่งต่อปัญหาที่ได้เกิดขึ้น และในการแก้ปัญหานี้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย โดยให้แต่ละคนคิดเหมือนว่าต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ตนเอง ในการรักษาจะพบกับผู้รักษาทีละคน
ดำเกิงก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่มีปัญหาในครอบครัว เขาต้องการให้ผู้รักษาเข้าใจ เขาอยู่ฝ่ายเขา ซึ่งรจนาก็มีท่าทีในทำนองเดียวกัน ผู้รักษาบอกว่าจะอยู่ฝ่ายดำเกิง แต่มิใช่โดยวิธีการที่เขาคิด ผู้รักษาอยู่ฝ่ายดำเกิงโดยจะช่วยให้เขาเป็นคนที่มีคุณค่าต่อรจนา จะช่วยให้เขาเห็นความดีในตัวของเธอ และรักเธอมากขึ้น
กระบวนการเริ่มโดยให้ดำเกิงหาของให้แก่รจนา และช่วยเหลืองานบ้านโดยไม่ต้องบอกให้เธอรู้ในแต่ละสัปดาห์ เขาต้องหาของเอง ห่อเอง และให้แก่รจนา รวมทั้งไปพบผู้รักษาสัปดาห์ละครั้ง เขาไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้สึกอยากจะซื้อของ ห่อของหรือให้เธอ แค่เพียงว่าเขาต้องทำเองทุกขั้นตอน เขาต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยรจนาโดยไม่บอกให้เธอทราบ ซึ่งการกระทำนี้อาจไม่มีผลเกิดขึ้นโดยตรงต่อเขาเอง เวลาที่เขาต้องทำสิ่งเหล่านี้อาจประมาณ 15-30 นาทีต่อสัปดาห์ จะเป็นการดีถ้าเขาทำในขณะที่รู้สึกโกรธเธอ แต่อาจทำเวลาอื่นก็ได้ นอกจากนั้นดำเกิงจะต้องจดบันทึกแต่ละคืนว่ารจนาได้ช่วยอะไรเขาบ้างในแต่ละวัน และเขาได้ก่อปัญหาอะไรแก่เธอบ้าง โดยไม่ต้องจดว่าเขาเองช่วยอะไรเธอบ้าง หรือรจนาก่อปัญหาอะไรแก่เขาบ้าง ซึ่งในแต่ละสัปดาห์ดำเกิงจะมาทบทวนกับผู้รักษาในเรื่องเกี่ยวกับของที่ให้ การช่วยเหลือ และบันทึกประจำวัน หาทางที่จะทำให้ดียิ่งขึ้น ทำตัวให้เป็นปัญหาแก่รจนาน้อยลง และเช่นเดียวกัน รจนาก็ต้องมาพบกับผู้รักษาในแต่ละสัปดาห์ มีหน้าที่ที่จะต้องทำเหมือนกับดำเกิง
โดยพฤติกรรมใหม่ที่ทั้งคู่มีต่อกันอยู่สม่ำเสมอ ทำให้ต่างฝ่ายต่างมีความเข้าใจกันมากขึ้น เข้าใจถึงความเหนื่อยยากที่อีกฝ่ายหนึ่งมีเช่นเดียวกับตน ซาบซึ้งในน้ำใจที่ได้รับ ทัศนคติที่มีต่อชีวิตสมรสเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม คิดถึงสิ่งที่ตัวเองควรจะได้รับน้อยลง คิดถึงสิ่งที่ควรจะให้อีกฝ่ายหนึ่งมากขึ้น
เหล่านี้คือวิถีทางที่จะทำให้ชีวิตสมรสเป็นไปโดยราบรื่น ต่างคนต่างยอมเสียสละส่วนของตนเองบ้าง เพื่อคู่สมรสของตน การช่วยเหลือแต่ละอย่างควรได้รับคำตอบสนองแสดงความขอบคุณหรือซาบซึ้งน้ำใจ ในชีวิตสมรสที่ยั่งยืนนั้น คู่สมรสจะมีความเกรงใจ นับถือ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน อาจมีบางครั้งที่เรารู้สึกเหนื่อยล้า อยากอยู่คนเดียว แต่กระนั้นไม่ควรลืมที่จะกล่าวแสดงความสนใจ ความห่วงใยอีกฝ่ายหนึ่ง การกระทำก็เป็นส่วนของการกระทำ ไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร คู่ครองของเรายังสมควรที่จะได้รับการปฏิบัติจากเราในฐานะของสามีหรือภรรยา ความรู้สึกต่าง ๆ จะค่อย ๆ ปรับตามพฤติกรรมที่ทำเป็นกิจวัตรของเรา
อยู่อย่างสร้างสรรค์ -- มาโนช หล่อตระกูล
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ ห้ามนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต