ชีวิตคือความใส่ใจในแต่ละขณะ

 ณ ขณะนี้มีหลาย ๆ สิ่งเกิดขึ้นต่อหน้าเรา มีการกระตุ้นการรับรู้ของเราอยู่ตลอด เวลา สมองของเรากำลังรับข้อมูลอยู่ว่า ตอนนี้มือขวาของเรากำลังทำอะไรอยู่ วางมือไว้ตรงไหน อย่างไรก็ตามเราคงจะยังไม่ใส่ใจต่อข้อมูลที่ได้รับ จนกว่าจะได้อ่านมาถึงตรงนี้ มีข้อมูลต่าง ๆ มาก มายเข้าสู่การรับรู้ของเราอยู่ตลอด แต่คนเรามีการทำงานของสมองที่คอยกลั่นกรอง เลือกรับรู้เฉพาะ ข้อมูลที่ใส่ใจในขณะนั้น มิเช่นนั้นตัวเราคงเต็มไปด้วยข้อมูลไปหมด จนทำอะไรไม่ถูก

จะเห็นว่า ข้อมูลที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจนั้นจะทำให้เราเกิดความไม่สบายใจได้ ก็ต่อเมื่อมันสามารถผ่านการกลั่นกรองเข้ามาสู่การรับรู้ของเรา เรารู้สึกเจ็บปวดก็ต่อเมื่อเราใส่ใจรับรู้ว่าเรากำลังเจ็บปวด

เราคงเคยทราบว่าในขณะเกิดอุบัติเหตุ คนเรายังทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง แม้จะบาดเจ็บอยู่ แต่พอวิกฤติการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้วกลับรู้สึกเจ็บปวด หรือหมดสติไป คนที่ถูกสะกดจิตเราสามารถแทงเข็มทะลุผิวหนังได้ โดยที่เขาไม่รู้สึกเจ็บปวด เมื่อเราไม่ใส่ใจกับความเจ็บปวดเราก็จะไม่รู้สึกเจ็บปวด

สิ่งที่เกิดขึ้นกับความคิดก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อเราไม่ใส่ใจต่อความคิดหรือความรู้สึกที่เศร้า เราก็จะไม่เศร้า ในขณะที่คนที่กลัวการเดินทางโดยเครื่องบิน กำลังรู้สึกอร่อยอยู่กับรสชาดของอาหาร ความกลัวนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับเขา

ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตัวเราทั้งที่ดีและไม่ดีล้วนเป็นไปตามหลักการนี้ทั้งสิ้น ความชื่นชมต่อนาฬิกาใหม่ของเราหายไป เมื่อเรามาทราบว่าเป็นของปลอม ความรู้สึกโรแมนติคที่มีต่อแฟนหายไป เมื่อเกิดกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นแทรก

การรับรู้ในแต่ละขณะ คือชีวิตของเราที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ชีวิตคือสติในปัจจุบันขณะ

บางคนพยายามหลีกหนีต่อความรู้สึกกังวลใจ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความหงุดหงิด โดยการดื่มสุรา ใช้ยา หรืออาจโดยการไปเที่ยวเตร่ หาเพื่อนคุย ทั้งนี้เพื่อที่จะเก็บกด หรือไม่ต้องใส่ใจต่อความรู้สึกนี้ ซึ่งบางครั้งได้ผล บางครั้งก็ไม่ได้ผล การเบี่ยงเบนความสนใจแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของชีวิตทั้งหมด

หนังสือเล่มนี้มุ่งเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาของชีวิตที่เกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนจุดสนใจของเรา และมีกิจกรรมชีวิตที่สร้างสรรค์ด้วย โดยการหาทางแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา มิใช่พยายาม หลีกเลี่ยงหรือเก็บกดความรู้สึก แต่ยอมรับต่อมันอย่างที่มันเกิดขึ้นกับเราในขณะนั้น และหาทางแก้ไข โดยวิธีการที่เหมาะสม ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะทำให้ปัญหาทุกประการของเรานั้นหมดสิ้นไป แต่อย่างน้อยเราจะมีชีวิต ความรู้สึกที่ดีขึ้น นอกจากนั้นเรายังจะพบอีกหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งมีความสำคัญ จะพบว่าเมื่อมุ่งความใส่ใจไปที่พฤติกรรมที่สร้างสรรค์ เรื่องของอารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อ

ไป ไม่ว่าจะมีความรู้สึกอย่างไรในขณะนั้น เราก็ยังสามารถกระทำในหลาย ๆ สิ่งที่จำต้องกระทำได้ และผลตามมาคือทำให้เรามีความรู้สึกต่อตัวเองในทางที่ดีขึ้น

มนุษย์เราที่มีความสามารถเต็มขั้นนั้น มิได้หมายถึงการเป็นผู้ที่ปราศจากความรู้สึกไร้ซึ่งอารมณ์ต่าง ๆ ผู้ที่บรรลุวุฒิภาวะคือผู้ที่สามารถปฏิบัติภาระกิจ หน้าที่ที่ตนเองต้องรับผิดชอบต่อไปได้ ไม่ว่าเขาจะมีความรู้สึกอยู่ภายในอย่างไร การตระหนักว่าเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีความรับผิดชอบ มีความสามารถในการควบคุมการกระทำของตนเอง ทำให้เกิดความพึงใจ ความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการอยู่ตลอดมา และถึงแม้จะมีขณะใดที่ความรู้สึกนี้ลดลง เราก็ยังสามารถที่จะปฏิบัติภาระกิจที่มีให้ลุล่วงไปได้

ในตอนต่อไปจะกล่าวถึงว่า เราจะสามารถผ่านพ้นความหวั่นเกรงที่มีอยู่ได้อย่างไร โดยมิใช่แค่ขจัดความรู้สึกนี้ไปเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่เน้นที่การมีการพัฒนาตัวเองในทางที่สร้างสรรค์ เราจะเปลี่ยนแนวทางชีวิตใหม่ โดยการปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับโลกภายนอก แทนที่จะมุ่งหวังการช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้าง การเรียนรู้และการปฏิบัตินั้นไม่ง่ายนัก เราอาจได้ลองใช้วิธีอื่น ๆ มาบ้างแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ วิธีการที่จะเสนอในตอนต่อไปจะช่วยได้ หากนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อเราจะได้มีชีวิตที่ดีตามที่ต้องการ

ตัวเราในปัจจุบัน ก็คือตัวเราเองในขณะนี้ ซึ่งมีวิธีการคิดที่เป็นของเราในขณะนี้ ไม่ใช่ของตัว เราในขณะเด็ก ระบบต่าง ๆ ในตัวเองได้พัฒนาขึ้นมามากแล้ว ความคิดความเข้าใจที่เรามีต่อ โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ตัวเราในขณะนี้มีประสบการณ์ต่าง ๆ มากมายที่ต่างไปจากเดิม

สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น เป็นความจริงที่เราไม่อาจกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว เราอาจมีจินตนาการ หรือความคิดเกี่ยวกับเรื่องเก่า ๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก หรืออาจคิดอยู่แต่ว่าว่า "ถ้าเพียง แต่ฉันไม่....." แต่อดีตก็ยังคงเป็นอดีตอยู่นั่นเอง

สิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือการกระทำของเราในปัจจุบัน

สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ณ ขณะนี้ ในปัจจุบันนี้ จะมีผลต่อตัวของเราในภายภาคหน้า ขอจงรอบคอบต่อการกระทำทุกขณะ ในปัจจุบัน ไม่มีเวลาอื่นที่เป็นจริงที่เราสามารถทำอะไรได้ นอกจากในขณะนี้เท่านั้น

ขณะที่เรากำลังอ่านหนังสือนี้อยู่ ถ้าจะถามถึงเหตุผลที่อ่าน เราอาจมีคำตอบหลายข้อ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ในขณะที่ถูกถาม ใครเป็นคนถาม เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะมีเหตุผลอย่างไร สภาพเป็นจริงในขณะนี้คือ "เรากำลังอ่านหนังสือ" การมีสติอยู่กับการกระทำในทุกขณะ เป็นคุณสมบัติหนึ่งของการอยู่อย่างสร้างสรรค์ แทนที่จะไปวิเคราะห์ถึงสาเหตุ แรงจูงใจต่าง ๆ ให้เราละทิ้งสิ่งเหล่านี้เสีย หันมาใส่ใจต่อการกระทำของตัวเองในขณะนี้ ทำให้ดีที่สุด

จุดมุ่งหมายของการอยู่อย่างสร้างสรรค์คือ เพื่อช่วยให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี โดยมีสติอยู่พร้อมในการกระทำนั้น การพัฒนาความสามารถในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ให้เต็มที่ที่มีเพิ่มขึ้นนี้ จะทำให้เรามีความเชื่อมั่นในตัวเอง และพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าเราจะกำลังอ่านหนังสือ เล่นกีฬา พูดคุยกับเพื่อนฝูง เราสามารถทำได้อย่างที่ต้องการ โดยการทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด และมุ่ง ใส่ใจอย่างเต็มที่ต่อการกระทำนั้น

เมื่อเราเริ่มหัดขับรถ จะพบว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่เมื่อผ่านการฝึกหลาย ๆ ครั้งเข้า ความชำนาญก็จะมีมากขึ้น ความเชื่อมั่นในตัวเองก็จะมีตามมา ในการหัดขับนี้ก็ต้องใช้ความใส่ใจในขณะฝึกเช่นกัน ลองนึกถึงภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังฝึกเทนนิส แต่ตาของเขามักไพล่ไปมองหญิงสาวที่เล่นอยู่คอร์ทถัดไป เขาคงจะไม่ได้เล่นดีขึ้นเท่าไรแน่ แม้จะบอกเราว่าเขามาฝึกแทบทุกวัน ความชำนาญนั้นได้มาจากการฝึกหัดโดยมุ่งใส่ใจเต็มที่ต่อการฝึก ในการดำเนินชีวิตก็เช่นกัน การอยู่อย่างสร้างสรรค์นั้นมุ่งให้เรามีสติ มีความใส่ใจต่อทุกกิจกรรมของชีวิต ในแต่ละขณะที่ผ่านไป ซึ่งจะนำมาสู่ความชำนาญในการใช้ชีวิตที่มีเพิ่มขึ้นตามลำดับ

 


อยู่อย่างสร้างสรรค์ -- มาโนช หล่อตระกูล

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์     ห้ามนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Contents.gif (217 bytes)      Back.jpg (1405 bytes)    Next.jpg (4395 bytes)       Index.jpg (1160 bytes)