3. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์


มาโนช หล่อตระกูล

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์คิดค้นโดย Sigmund Freud (1856-1939) ซึ่งเป็นจิตแพทย์ชาวเวียนนีส ทฤษฎีของเขาได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากในยุคนั้น มีแนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาด้านจิตใจที่พัฒนาตามมาอีกมากมาย แม้ในปัจจุบันความสำคัญของทฤษฎีจิตวิเคราะห์จะมีบทบาทลดลง ทฤษฎีด้านชีวภาพและการรักษาด้วยยามีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นที่ยอมรับกันว่า ทฤษฎีจิตวิเคราะห์เป็นส่วนที่ช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของจิตใจได้เป็นอย่างดี

ทฤษฎีพื้นฐาน

จิตใจของคนเราสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับตามการรับรู้ ได้แก่

1. จิตสำนึก (The conscious) เป็นส่วนของจิตใจที่คนเรารู้สึกนึกคิดอยู่ในแต่ละขณะ

2. จิตก่อนสำนึก (The preconscious) เป็นส่วนของจิตใจที่ตามปกติแล้วเราไม่ได้ตระหนักถึง แต่หากใช้ความตั้งใจก็จะขึ้นมาสู่จิตสำนึกได้ เช่น การพยายามนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีต

3. จิตไร้สำนึก (The unconscious) เป็นความรู้สึกนึกคิด หรือความต้องการที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ตามปกติไม่อาจขึ้นมาในระดับจิตสำนึกได้ อาจแสดงออกมาในความฝัน หรือแสดงเป็นอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย ซึ่งจะเบี่ยงเบนไปจากความคิดหรือความต้องการดั้งเดิม

และฟรอยด์ยังแบ่งกระบวนการคิดออกเป็น 2 ลักษณะ

1. Secondary Process เป็นกระบวนการคิดที่เราคุ้นเคยและใช้กันอยู่ ในระดับจิตสำนึกและจิตก่อนสำนึกมีกระบวนการคิดเช่นนี้ เป็นการคิดที่ยึดเหตุผล มองสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง (reality principle) เช่น คนเราบางครั้งผิดหวังและบางครั้งก็มีสมหวัง หรือสิ่งที่ต้องการบางอย่างอาจต้องรอคอยบ้าง

2. Primary Process เป็นกระบวนการคิดในระดับจิตไร้สำนึก วิธีคิดเป็นแบบเด็ก ๆ ไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่สนใจเรื่องเวลาหรือสถานที่ สิ่งที่ต้องการคือความสุข ความสมหวัง ซึ่งหากต้องการก็จะต้องได้รับการตอบสนองทันทีจึงจะพอใจ โดยไม่คำนึงว่าผลตามมาจะเป็นอย่างไร (pleasure principle) ตัวอย่างที่เห็นชัดได้แก่การฝัน ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ สิ่งที่อยู่คนละมิติ คนละเวลากัน สามารถมาอยู่ด้วยกันได้ หากนึกถึงอะไรก็จะได้สิ่งนั้น

นอกจากการแบ่งจิตใจออกเป็น 3 ระดับแล้ว ฟรอยด์ยังแบ่งโครงสร้างของจิตใจออกตามหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

1. Id เป็นส่วนที่อยู่ในจิตไร้สำนึกเท่านั้น เป็นแรงผลักดันดั้งเดิมของคนเรา แบ่งออกเป็นแรงผลักดันทางเพศ (libidinal drive) และแรงผลักดันทางความก้าวร้าว (aggressive drive) การแสดงออกของ id เป็นไปตาม primary process และ pleasure principle

2. Ego เป็นส่วนที่ทำหน้าที่อยู่ทั้ง 3 ระดับของจิตใจ โดยจะควบคุม บริหารจัดการ ต่อแรงผลักดันต่าง ๆ ที่มามีปฏิสัมพันธ์กัน ทำหน้าที่ประนีประนอมระหว่างแรงผลักดันจาก id กับระเบียบหรือข้อจำกัดจากสภาพเป็นจริงภายนอก และแรงต่อต้านจาก superego โดยการทำหน้าที่เป็นไปตาม secondary process และ reality principle

3. Superego เป็นส่วนของจิตใจที่พัฒาขึ้นมาในระยะ edipal แบ่งออกเป็น conscience หรือมโนธรรมซึ่งมีหน้าที่คอยตัดสินความคิด การกระทำว่าถูกหรือผิด และ ego ideal ซึ่งเป็นส่วนของบุคคลในอุดมคติที่เราอยากเป็นหรืออยากเอาแบบอย่าง

กลไกการเกิดอาการ (Symptom Formation)

ปกติแรงผลักดันต่าง ๆ ภายในจิตใจ และจากสิ่งแวดล้อมจะมีปฏิสัมพันธ์กันโดยตลอด ไม่หยุดนิ่ง (dynamic)

แรงผลักดันจาก id จะถูกต่อต้านโดย ego เนื่องจากหากความต้องการจาก id ได้ขึ้นสู่จิตสำนึก หรือแสดงออกโดยตรงอาจก่อให้เกิดผลเสียแก่บุคคลนั้นได้ ในบางขณะ superego จะเข้ามามีบทบาทร่วมด้วย

แรงผลักดันที่มีลักษณะตรงข้ามกันเหล่านี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง (conflict) ขึ้น ซึ่งอาจเป็นความขัดแย้งของโครงสร้างต่าง ๆ ภายในจิตใจ หรืออาจเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อพิจารณาถึงต้นตอของความขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้จะพบว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากความขัดแย้งระหว่าง id กับ ego ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ เราเรียกความขัดแย้งระหว่าง id กับ ego นี้ว่า neurotic conflict

เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นจิตใจจะอยู่ในสภาพเสียสมดุล (disequilibrium) แรงผลักดันจาก id มีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นสู่จิตสำนึก ภายใต้สถานการณ์นี้จะเกิดมีสัญญาณเตือนต่อ ego ในลักษณะของความรู้สึกวิตกกังวล (signal anxiety) ทำให้ ego ต้องแก้ไขสถานการณ์โดยใช้กลไกทางจิต (defense mechanism) เข้าช่วย กลไกทางจิตที่ใช้เป็นลำดับแรกได้แก่ การเก็บกด (repression) ถ้าสำเร็จแรงผลักดันจาก id รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดที่เกี่ยวเนื่องกับแรงผลักดันนี้จะถูกผลักกลับไปอยู่จิตไร้สำนึกตามเดิม เกิดความสมดุลของจิตใจขึ้นใหม่

ในกรณีที่กลไกทางจิตแบบเก็บกดไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากแรงผลักดันจาก id รุนแรงมาก ego อ่อนแอลงในช่วงนั้น หรือมีปัจจัยภายนอกมาเสริมแรงผลักดันจาก id ego จะใช้กลไกทางจิตรูปแบบอื่น ๆ เข้าช่วย (auxillary defense) เช่น reaction formation หรือ projection ลักษณะการแสดงออกจะเป็นในรูปแบบของการประนีประนอม (compromise formation) กล่าวคือ ให้แรงผลักดันจาก id ได้ขึ้นมาสู่จิตสำนึกบางส่วนในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้ความต้องการจากแรงผลักดันดั้งเดิมได้รับการตอบสนองบ้าง ในขณะเดียวกันก็ยังแสดงถึงแรงต่อต้านจาก ego ในรูปแบบของกลไกทางจิตที่ใช้เข้าช่วย อาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยที่แสดงออกมานั้นเป็นผลรวมของแรงผลักดันจาก id ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลไกทางจิตที่ ego ใช้เข้าช่วยเสริม repression และ signal anxiety ที่ยังอาจมีอยู่บ้าง

กลไกทางจิต (Defense Mechanism)

กลไกทางจิตส่วนใหญ่จะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในระดับจิตไร้สำนึก ซึ่งผู้ป่วยจะไม่ตระหนักถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ดังเช่นใน displacement ผู้ป่วยแสดงความฉุนเฉียวกับคนใช้ที่บ้าน เนื่องจากรู้สึกว่า คนใช้ชักช้า งุ่มง่าม ไม่เคยได้ดังใจ โดยที่ไม่ทราบว่าตามจริงแล้วเป็นจากการที่ตนโกรธหัวหน้างานแต่แสดงออกไม่ได้จึงมาระบายกับคนใช้

โดยลำพังในตัวของกลไกทางจิตเองไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดปกติ เนื่องจากเป็นการปรับตัวของ ego เพื่อให้จิตใจกลับสู่สมดุล แต่หากบุคคลนั้น ๆ มีการใช้กลไกทางจิตแบบเดิม ๆ อยู่เสมอ ใช้กลไกทางจิตจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ชนิด ไม่ยืดหยุ่นปรับตามสถานการณ์ หรือมีการใช้กลไกทางจิตที่ไม่เหมาะสมกับวัยหรือสถานการณ์อยู่บ่อย ๆ ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาหรือจิตพยาธิสภาพในบุคคลนั้นตามมา

ตารางที่ 1 แสดงกลไกทางจิตสำคัญที่พบบ่อย

ตารางที่ 1 กลไกทางจิตที่สำคัญ



ชื่อกลไกทางจิต          ความหมาย                        ตัวอย่าง            

                                                                     



Repression    เก็บกดความคิด                             ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเคยถูกข่มขืน 

                       ความรู้สึกหรือความต้องการที่ตน           ตอนอยู่ชั้นประถม              

                       เองยอมรับไม่ได้                                  จนกระทั่งได้อ่านจากไดอารี่ของแม่ 

                       ไว้ในระดับจิตไร้สำนึก         

Denial        หลีกเลี่ยงการรับรู้ความเป็นจริง                   แพทย์บอกผู้ป่วยว่าเป็นมะเร็ง   

                  ที่ทนรับไม่ได้                                        ผู้ป่วยไม่เชื่อและไม่สนใจสิ่งที่ 

                   โดยการปฏิเสธการรับรู้                         แพทย์แนะนำ                   



Projection    เป็นการโยนความรู้สึกหรือความ              ผู้ป่วยไม่ชอบหัวหน้างาน        

                    ต้องการที่ตนเองรับไม่ได้ให้เป็น             เกิดความรู้สึกว่าหัวหน้างาน 

                     ของผู้อื่น                                                 กลั่่นแกล้ง ไม่ไว้ใจตนเอง          



Displacement  การเปลี่ยนเป้าหมายที่ตนเองเกิด            ผู้ป่วยถูกหัวหน้าตำหนิรู้สึกโกรธ 

              ความรู้สึกไปยังทีอื่น                                     แต่ทำอะไรไม่ได้              

              ซึ่งมีผลเสียต่อตนเองน้อยกว่า                      มาฉุนเฉียวกับคนรับใช้ที่บ้าน   



Reaction-     ความต้องการหรือความรู้สึกที่ตน            ภรรยารู้สึกไม่ชอบน้องชายสามี 

 formation     เองรับไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็น                     เห็็นว่าเป็นคนเจ้าชู้             

                     สิ่่งในภาวะตรงข้าม                                  โดยในส่วนลึกแล้วชอบเพราะเหมือน 

                                                แฟนเก่า                        



Rationalizati การหาสิ่งที่ฟังดูเป็นเหตุเป็น                   นายแดงซึ่งอ้วน                 

on           ผลมาอธิบายความคิด                                  กินอาหารที่งานเลี้ยงมาก        

              หรือการกระทำตนเอง                         โดยบอกตนเองว่าครั้งนี้ที่กินมาก 

              ที่จิตใจยอมรับไม่ได้                      เพราะเป็นเจ้าภาพ              

                                                                แขกจะได้กินตามสบาย โดยไม่เขิน  



Intellectuali หันเหความสนใจไปสู่เรื่องของการ    นักบอลศูนย์หน้าทีมที่แพ้เลี่ยง 

zation        ใช้ความคิด ปรัชญาต่าง ๆ                   ความรู้สึกว่าตนเองแย่          

              เพื่อเลี่ยงการเผชิญกับความรู้สึก          โดยการหันมาสนใจรายละเอียดเรื่อง 

             ไม่สบายใจ                                          การวางแผน และขั้นตอนที่บกพร่อง           



Isolation     อารมณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่กับความ            ผู้ป่วยเล่าเหตุการณ์ที่พ่อทารุณ 

              นึกคิดถูกแยกออกและเก็บกดไว้               ตนเองตอนเด็กด้วยท่าทางเฉย ๆ   

                                                                เมื่อแพทย์ถาม  ตอบว่าไม่รู้สึกอะไร            



Sublimation   เปลี่ยนความรู้สึกหือแรงผลักดัน    นายดำชอบความรุนแรง ก้าวร้าว    

              ให้เป็นรูปแบบที่สังคมยอมรับ               เลยไปเป็นนักมวย                



Suppression   จัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น                                

              โดยการใช้วิธีเก็บปัญหาเอาไว้ก             กังวลใจหลังสอบเพราะรู้สึกว่าทำ 

              ่อน อยู่ในระดับจิตสำนึก                   ไม่ค่อยได้                     

                                                                บอกตนเองว่าถึงกังวลไปก็ทำอะไร 

                                                                ไม่ได้ รอผลสอบออกมาแล้วค่อยมาว่ากัน

                                                อีกครั้งหนึ่ง                    




บรรณานุกรม

1. Brenner C. An elementary textbook of psychoanalysis, rev ed. New York: Anchor Press, 1974.

2. Eaton MT, Peterson MH, Davis JA. Psychiatry, 4th ed. New York: Medical Examination Publishing, 1981: 1-14.

3. MacKinnon RA, Yudofsky SC. The principle of psychiatric evaluation. Philadelphia: Lippincott, 1992.

4. Sack MH. Introduction to the neurosis. In: Michael R, Cavenar JO, eds. Psychiatry, Volume I, rev ed. . New York: Basic Book, 1987.